หมายเหตุ – โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาร่วมกับมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ จัดเสวนาในหัวข้อ “รัฐธรรมนูญ ประชามติ และอนาคตประเทศไทย” ณ ห้อง 107 คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ
อดีตอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์
ผ่านมาตอนนี้ ผมรู้สึกเหมือนที่คุณ จอห์น-วิญญู วงศ์สุรวัฒน์ กล่าวไว้ และผมนำมาใช้บ่อยๆ ว่า หลังประชามติ ร่างรัฐธรรมนูญผ่าน เกิดความรู้สึก “งงๆ เหวอๆ” ผมรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ เพราะจากที่คาดว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 นี้ จะไม่ผ่าน เพราะเป็นรัฐธรรมนูญของเสนาอำมาตย์ตุลากร ไม่ใช่ของประชาชน จึงไม่น่าจะผ่าน และที่สำคัญคือพรรคการเมืองใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็น พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคชาติไทย ซึ่งเป็นองค์กรทางการเมืองที่เข้มแข็ง ประกาศไม่รับ ดังนั้น รัฐธรรมนูญนี้จึงไม่น่าจะผ่าน แต่ปรากฏว่าผิดคาด ผมวิเคราะห์ผิด
สถานการณ์บ้านเมืองวันนี้ เป็นการต่อสู้ของตัวแทน 2 ฝ่าย โดยฝ่ายแรกคือ ตัวแทนอำนาจเดิม บารมีเดิม ความคิดเดิม กับอีกฝ่าย ตัวแทนอำนาจใหม่ บารมีใหม่ และความคิดเสรีนิยมประชาธิปไตยใหม่ ในการต่อสู้นี้ผมมองว่าจะยาว ยืด และรุนแรง ข้ามสมัย และสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะไม่มีให้เห็นก็มีให้เห็น สิ่งที่มีให้เห็นตลอดชีวิตจะไม่มีให้เห็นในไม่ช้า
วันนี้ ผมคิดว่าคนระดับชนชั้นกลางและชั้นล่างเปลี่ยนไปอย่างมาก อย่างชนิดที่ชนชั้นกลางบน และชนชั้นบนอาจมองไม่เห็นด้วยซ้ำไป วันเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านที่ยิ่งกว่าการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 กำลังมาถึงแล้ว ต่างกันแต่ว่านี่เป็นศึกของคนไทยด้วยกัน ไม่มีต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้องเหมือนครั้งนั้น ซึ่งถ้าถามว่าแล้วใครจะชนะ ผมเคยตอบว่าผู้ชนะคือฝ่ายที่มีความอดทนสูง มีขันติบารมี เหมือนชาติที่ 7 ของพระพุทธเจ้าคือ จันทกุมารในทศชาติ กล่าวคือ ใครอดทน รอไปจนถึง “ชั่วขณะของสัจธรรม” หรือธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ที่มนุษย์ทุกนามต้องมี ใครอดทนรอ เฝ้ารอได้ ฝ่ายนั้นแหละคือผู้ชนะ
อยากคาดคะเนว่า ศึกครั้งนี้ไม่มีการประนีประนอม ไม่มีการปรองดอง ไม่สามารถ เกี้ยเซียะกันได้อีกต่อไป เพราะสิ่งที่เรียกได้ว่าการปฏิรูปจะไม่เกิดขึ้น การปรองดองจะไม่มี เพราะรัฐธรรมนูญที่จะเป็นตัวกำหนดโรดแมปนั้นไม่ใช่ของประชาชน แต่เป็นของเสนาอำมาตย์ตุลาการ อย่างที่ได้บอกไปแล้ว การแตกหักจนถึงขั้นจลาจล นองเลือด ที่เรียกว่า “กาลกาลี” ก็คงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้เหมือนกัน ผมอยากจะเชื่อ แต่ไม่อยากได้เห็น ดังที่เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา กล่าวเอาไว้ 200 กว่าปีมาแล้ว หวังว่าผมจะคาดคะเนผิด หวังว่าเพลงยาวพยากรณ์นั้นผิดด้วยเช่นกัน
ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์
ประธานหลักสูตรรัฐศาสตร์ ม.รังสิต
ปัจจุบันทหารตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติและสภาปฏิรูปแห่งชาติ นำคนฝีปากกล้าเข้าไปอยู่ใน สปช.จนคนไม่สนใจ สนช. ทั้งที่ สนช.คืออำนาจนิติบัญญัติที่ให้ประทับตรายางผ่านกฎหมายให้รัฐบาลทหาร
อีกวิธีการที่ทหารชุดนี้ใช้คือ ทำแท้งร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรก ส่วนร่าง 2 ก่อนเสร็จมีข้อเสนอของ คสช.ยื่นสิ่งที่ต้องการ 3 ข้อ หนึ่งในนั้นคือให้ ส.ว.มี 250 คน แต่งตั้งผู้นำเหล่าทัพเข้าไปอยู่โดยตำแหน่ง พอมีประชามติก็มีคำถามพ่วง จากนั้นก็เสนอว่าให้ ส.ว.เสนอชื่อนายกฯได้ด้วย คือยุทธวิธีรักษาอำนาจในเชิงเวลา คณะรัฐประหารเมื่อเข้าสู่อำนาจแล้วไม่กำหนดว่าตัวเองจะออกจากอำนาจเมื่อไหร่ ถ้ามีแรงบีบมากค่อยไป อยู่ไปวันๆ แต่อยู่ยาว
รัฐธรรมนูญฉบับถาวรที่ทหารต้องการ ก่อนอื่นให้อ่านที่บทเฉพาะกาล สิ่งที่เขาต้องการคือ 1.คณะรัฐมนตรี ต้องกำหนดให้ทหารและข้าราชการประจำเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ส่วน ครม.จังหวะใดไม่สามารถแต่งตั้งทหารเป็นรัฐมนตรีได้ก็จะแจกจ่ายตำแหน่งให้ข้าราชการประจำ พอได้จังหวะก็จะแต่งตั้งทหาร พรรคการเมืองสำคัญที่สุดของประเทศก็คือพรรคทหารที่มีฐานมาจากภาษีของทุกท่าน 2.รัฐสภา ส่วนวุฒิสภาคณะทหารต้องการให้ทหารและข้าราชประจำเป็นสมาชิกวุฒิสภาได้ รัฐธรรมนูญนี้ระบุว่า ส.ว.ชุดแรกยกเว้นให้ข้าราชการประจำเป็น ส.ว.ได้ ที่ผ่านมาทหารจะออกแบบวุฒิสภาให้ร่วมอภิปรายและยกมือไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้ เพราะต้องการให้เป็นหน่วยค้ำจุนเมื่อเจอ ส.ส.อภิปรายไม่ไว้วางใจ
ตอนนี้ไม่เพียงแค่นั้น แต่คำถามพ่วงประชามติทำให้สามารถร่วมโหวตนายกรัฐมนตรีได้ เป็นมิติใหม่ที่สุดนับจากรัฐประหาร 2490 วุฒิสภาก็คือสาขาของพรรคทหาร ส่วนของ ส.ส.บางจังหวะทหารจะสร้างพรรคของตัวเองหรือตั้งพรรคที่ไม่มีทหาร แต่มีเครือข่ายทหารหรือทำให้พรรคการเมืองไม่มีใครกุมเสียงข้างมากในสภาได้ จนทหารขึ้นสู่ตำแหน่งนายกฯเสียเองซึ่งเกิดขึ้นใน พ.ศ.2520 ทหารทำให้พรรคการเมืองต่างๆ ไม่มีกำลังต่อรอง ทหารจึงคุมทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทน สุดท้ายกลายเป็นรัฐบาลทหาร
อีกสิ่งหนึ่งคือ องค์กรอิสระจากฝ่ายการเมือง ทหารใช้องค์กรเหล่านี้เพื่อควบคุมรัฐบาลพลเรือน นี่คือกระบวนการของรัฐทหาร
ปิยบุตร แสงกนกกุล
คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
รัฐธรรมนูญหลังการรัฐประหารทุกครั้ง จะต้องเป็นรัฐธรรมนูญที่สนองต่อวัตถุประสงค์ของการรัฐประหาร ไม่อย่างนั้นจะรัฐประหารไปทำไม กล่าวโดยย่อ วัตถุประสงค์ของพวกเขาคือ การลดทอนอำนาจของประชาชนที่แสดงผ่านรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ทำให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งกลายเป็นหน้ากากที่เอาไว้แสดงกับนานาประเทศ และนำอำนาจเหล่านี้ไปเพิ่มให้กับฝ่ายอื่นๆ แทน ซึ่งกลุ่มคนที่มาจากการเลือกตั้งจะไม่มีอำนาจในบริหาร ปกครองประเทศ ซึ่งสุดท้ายแล้วก็ต้องอัญเชิญผู้มีอำนาจที่แท้จริงในขณะนั้นมาทำหน้าที่
ปัจจุบัน การรัฐประหารโดยการนำรถถังหรือทหารออกมาและตั้งโต๊ะแถลงฉีกรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่ไม่ได้รับการยอมรับจากประชาคมโลก ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือ การนำการรัฐประหารใส่เข้าไปในรัฐธรรมนูญ ต่อไปนี้ถ้าเกิดวิกฤตเกิดปัญหาอะไรขึ้นมา รัฐธรรมนูญจะมีกระบวนการจัดการตัวมันเอง สิ่งที่ผิดรัฐธรรมนูญจะถูกทั้งหมดด้วยตัวของรัฐธรรมนูญ เนื่องจากอนุญาตให้เกิดขึ้นได้
ส่วนกระบวนการประชามติ หากเป็นกระบวนการที่ได้มาตรฐานตามแบบประชาธิปไตยจะมีเงื่อนไขของมันอยู่ คือ ฟรี และแฟร์ ฟรีคือเป็นอิสระ แฟร์คือเป็นธรรม โดยเป็นสิทธิของทุกคนที่จะรู้ว่ารัฐธรรมนูญคืออะไร ฝ่ายที่เห็นด้วยกับไม่เห็นด้วยสามารถที่จะมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่ เป็นข้อมูลข่าวสารให้ประชาชนได้พิจารณาว่าจะโหวตรับ หรือโหวตไม่รับ
ประชามติที่เกิดขึ้นในวันที่ 7 สิงหาคม ไม่ได้เข้าเกณฑ์ที่ฟรีและแฟร์ ไม่มีลักษณะใดเลยที่เข้าข่ายว่าเป็นการทำประชามติ แต่เป็นการใช้ชื่อประชามติ เป็นการใช้เสียงของประชาชนเป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมแก่อำนาจของตัวเองเท่านั้น ที่สำคัญคือ ผลของประชามติมีผู้ออกมาใช้สิทธิเพียง 55 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น คนที่รับร่างรัฐธรรมนูญเพียง 16 ล้านคน ซึ่งเท่ากับว่าเราผ่านร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎเกณฑ์ของคนทั้งประเทศ โดย 30 เปอร์เซ็นต์ของคนทั้งประเทศเท่านั้น
แม้ผลในทางตัวเลขฝ่ายโหวตเยสจะชนะ แต่ส่วนตัวแล้ว ด้วยกระบวนการและเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้เกณฑ์มาตรฐาน จึงทำให้รัฐธรรมนูญฉบับต่อไปไม่มีความชอบธรรม ซึ่งการที่คน 16 ล้านคนตัดสินใจออกไปรับเป็นเพราะส่วนหนึ่งมองว่าคนเป็นจำนวนมากอยากออกไปเลือกตั้ง เพราะคิดว่าได้เลือกตั้งเร็ว เศรษฐกิจก็จะดี นักการเมืองท้องถิ่นอยากเลือกตั้ง คนอีกจำนวนหนึ่งอยากออกจากระบอบ คสช.ให้เร็วที่สุด
ส่วนอนาคตจะพูดถึง 4 อนาคต คือ 1.รัฐธรรมนูญ 2559 เรียกแบบเข้าใจง่ายๆ คือ เป็นรัฐธรรมนูญเป็นชวนคนท้าตีท้าต่อย ถ้าทนได้ทนไป คือถ้าอยู่เฉยไม่เป็นไร แต่ถ้าอยากแก้ อยากเปลี่ยนแปลง จะต้องเผชิญกับรัฐธรรมนูญที่แก้ยากที่สุดในโลก และในทางปฏิบัติแทบไม่มีทางแก้ได ดังนั้น ถ้ามีคนอยากแก้แต่มันแก้ไม่ได้ โดนสกัด โดนขวางตลอดเวลา เมื่อแก้ในระบบไม่ได้ก็จะต้องเกิดความพยายามในการแก้นอกระบบ จะเกิดการปราบปราม เกิดความรุนแรงต่างๆ สุดท้ายแล้วอนาคตของรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะถูกฉีกอย่างแน่นอน เหลือเพียงว่าถูกฉีกโดยกองทัพ หรือมือของประชาชน ซึ่งอย่างหลังไม่เคยเกิดในประเทศนี้ ไม่รู้ว่าเมื่อไร ถูกฉีกโดยใคร แต่จะถูกฉีกอย่างแน่นอน
2.อนาคตรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะทำให้ความขัดแย้งทางกฎหมายเป็นความขัดแย้งทางการเมือง ผลจากรัฐธรรมนูญใหม่จะทำให้เราไม่ได้ถกเถียงกันในทางกฎหมายอีกแล้ว เพราะผู้ร่างได้เอาทุกอย่างไปใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ ดังนั้นจึงเป็นการยกระดับให้กลายเป็นความขัดแย้งทางการเมืองแทน เพราะระบบไม่อนุญาตให้สู้ผ่านกรอบรัฐธรรมนูญ ก็จะต้องเป็นการต่อสู้กันนอกกรอบรัฐธรรมนูญ
3.พลังทางการเมืองที่สนับสนุนฝ่ายประชาธิปไตย จะไม่ผูกกับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่กระจาย จะมีการระดมความคิดเห็น การรณรงค์เป็นจำนวนมาก
4.อนาคตเราจะเปลี่ยนผ่านจากเผด็จการเป็นประชาธิปไตยได้หรือไม่ การเปลี่ยนแปลงมีอยู่ 2 แบบคือ ปฏิรูปกับปฏิวัติ การปฏิรูปจะเกิดขึ้นเมื่อเผด็จการในตอนนั้นยินยอมให้มีการเปลี่ยน สองคือการปฏิวัติจะเกิดขึ้น ฝ่ายอยากเปลี่ยน แต่เผด็จการไม่ยอม สุดท้ายก็จะเกิดการเปลี่ยนกวาดล้มทั้งกระดาน
ส่วนของเราอยู่ที่ไหนไม่รู้ ตอบไม่ได้ ทุกอย่างจะขึ้นอยู่กับผู้ทรงอำนาจในตอนนี้ว่า สายตายาว หรือสายตาสั้น สุดท้ายแล้วต้องขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาจะตัดสินใจอย่างไร

