บทนำวันจันทร์ที่8กุมภาพันธ์2564 : รอ‘วัคซีน’

8.02.21 | 12:01 น.

ศบค.รายงานสถานการณ์โควิด ล่าสุดเมื่อวันที่ 6 ก.พ.ที่ผ่านมา พบว่าทั่วโลกสะสม 105.90 ล้านราย เป็นรายใหม่ 481,790 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 14,246 ราย สะสม 2.30 ล้านราย ตั้งแต่ปลายปี 2563 ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ผู้ป่วยรายใหม่ทั่วโลกมีจำนวนเพิ่มขึ้น แต่มีแนวโน้มลดลง จากที่เคยพบสูงสุดวันละ 8 แสนราย ขณะนี้เหลือ 4-5 แสนราย ในสหรัฐอเมริกา ตัวเลขติดเชื้อรายใหม่ลดลงอย่างมาก เช่นเดียวกับหลายประเทศ หลายฝ่ายพยายามทำความเข้าใจว่าอาจเกี่ยวข้องกับการฉีดวัคซีนหรือไม่ ขณะนี้ทั่วโลกฉีดวัคซีนแล้วมากกว่า 90 ล้านโดส ครอบคลุมประชากร 45 ล้านคนทั่วโลก ส่วนใหญอยู่ที่สหรัฐอเมริกา จีน อังกฤษ และอิสราเอล ศบค.ย้ำว่า กำลังติดตามอย่างใกล้ชิด ว่าการฉีดวัคซีนทั่วโลกจะช่วยให้การติดเชื้อลดลง ลดความรุนแรงและลดการแพร่ระบาด จึงต้องติดตามตัวเลขอย่างใกล้ชิด

ในการสัมมนา “พลิกสูตรวัคซีนสู้โควิด พลิกวิกฤตเศรษฐกิจไทย” จัดโดยมติชน เมื่อวันที่ 4 ก.พ. นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและ รมว.สาธารณสุข ระบุว่า แผนฉีดวัคซีนให้คนไทยคือเดือน มิ.ย. จากบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า จำนวน 26 ล้านโดส ที่ผลิตโดยการถ่ายทอดเทคโนโลยีผ่านบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ เป็นฐานการผลิตของอาเซียน โดยได้ตกลงกับแอสตร้าเซนเนก้าว่า ล็อตที่จะมาก่อน 50,000 โดส จากประเทศในกลุ่มยุโรป แต่ขณะนี้อียูจำกัดการส่งวัคซีนออกนอกเขต ประเทศไทยรับผลกระทบด้วย ทำให้ สธ.ต้องคิดแล้วคิดอีก ฉะนั้น ตั้งแต่เดือน มิ.ย.เป็นต้นไป วัคซีนผลิตในประเทศไทย 26 ล้านโดส จะให้กับคนไทย ได้เตรียมแผนไว้แล้วว่าจะต้องเดินหน้าฉีดวัคซีนให้กับคนไทยเดือนละ 5 ล้านโดส ฉะนั้น จึงไม่ได้ช้าเกินไป

วัคซีนโควิดที่ผ่านการทดสอบและนำมาใช้ได้แล้ว บัดนี้มีการฉีดในประเทศต่างๆ และในประเทศใหญ่ที่มีการระบาดสูง หากทำให้การระบาดลดลง จะส่งผลให้เกิดการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ สำหรับประเทศไทยที่พึ่งพารายได้จากการเดินทางท่องเที่ยว หากการระบาดในระดับโลกลดลง ก็ย่อมเป็นผลดี ในทางกลับกัน ภายในประเทศเอง ก็ต้องฉีดวัคซีนให้กับประชาชนให้มากที่สุด เพื่อสร้างบรรยากาศที่ปลอดภัย และสามารถกลับเข้าสู่การฟื้นฟูเศรษฐกิจได้อย่างจริงจัง