REACTION PM PODCAST : พิธา ซัด ประยุทธ์รำไม่ดี โทษปี่โทษกลอง

8.02.21 | 16:50 น.

พิธา ซัด ประยุทธ์รำไม่ดี โทษปี่โทษกลอง


เมื่อวันที่ 8 ก.พ. พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความแสดงความเห็นกรณี นายกรัฐมนตรี ชี้แจงผ่านทาง PM PODCAST เรื่องการจัดการโควิดและวัคซีน ระบุว่า รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง สุดท้ายคนไทยจะได้วัคซีนทั้งช้าทั้งแพง

ผมได้มีโอกาสฟังคุณประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีตอบข้อสงสัยเรื่องการจัดซื้อและแจกจ่ายวัคซีนโควิด-19 ผ่าน PM PODCAST ในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมผิดหวังกับคำตอบของคุณประยุทธ์ จันทร์โอชา และพบว่านอกจากจะไม่ได้สร้างความกระจ่างให้สังคมเพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับมาได้แล้ว ยังสะท้อนให้เห็นว่าคุณประยุทธ์ จันทร์โอชา พยายามที่จะเบี่ยงเบนประเด็น และกล่าวโทษอะไรได้ทุกอย่างแต่ไม่เคยโทษตัวเอง รวมทั้งหากคุณประยุทธ์มีวิสัยทัศน์และมีความเข้าใจในการบริหารราชการแผ่นดิน และมุ่งหาหนทางในการแก้ไขปัญหา ไม่ประมาท และไม่แทงม้าตัวเดียว รู้จักที่จะกระจายความเสี่ยง ประเทศไทยคงมีวัคซีนมากเพียงพอที่จะทำให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ หรือถ้าโชคดีเราจะมีวัคซีนสำหรับประชากรทุกคน และป่านนี้พี่น้องประชาชนคนไทยคงเริ่มได้รับการฉีดวัคซีนไปแล้วเหมือนในหลายๆ ประเทศ

คุณประยุทธ์ได้อ้างว่า ที่ประเทศไทยไม่มีการจัดซื้อวัคซีนที่ครอบคลุมจำนวนประชากรอย่างเหมาะสมและมีแผนการฉีดวัคซีนมีความล่าช้า มีสาเหตุมาจากข้อติดขัดจากระเบียบราชการและข้อกฎหมาย เพราะการจองวัคซีนล่วงหน้าโดยที่ยังไม่ทราบผลการทดลองวัคซีนเฟส 3 ประเทศไทยในขณะนั้นยังไม่มีกลไกการจัดหาวัคซีนที่มีเงื่อนไขในการจ่ายเงินก่อนโดยที่มีโอกาสไม่ได้รับวัคซีนหากการวิจัยล้มเหลว

Advertisement

“ความพยายามและดำเนินการในการจัดหาวัคซีนของกระทรวงสาธารณสุขและสถาบันวัคซีนแห่งชาติ ได้เริ่มในช่วงเดือนสิงหาคมปี 2563 ภายหลังจากที่ได้เห็นเงื่อนไขต่าง ๆ จากทั้งผู้ผลิตวัคซีน และ COVAX ในลักษณะเป็นการจองวัคซีนล่วงหน้าโดยที่ยังไม่ทราบผลการทดลองวัคซีนเฟส 3 ประเทศไทยในขณะนั้นยังไม่มีกลไกการจัดหาวัคซีนที่มีเงื่อนไขในการจ่ายเงินก่อนโดยที่มีโอกาสไม่ได้รับวัคซีนหากการวิจัยล้มเหลว สถาบันวัคซีนแห่งชาติและกรมควบคุมโรคได้ดำเนินการประสานขอคำปรึกษาหน่วยงานด้านกฎหมายของประเทศได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง ก็ได้รับข้อแนะนำและหนังสือตอบกลับจากกรมบัญชีกลางว่าไม่สามารถดำเนินการจัดซื้อตาม พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ได้ จึงได้ดำเนินการออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข ตามมาตรา 18 ของ พ.ร.บ. ความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติ 2561 เพื่อให้สามารถดำเนินการจองวัคซีนล่วงหน้าได้ตามกฎหมายที่มี”

จากคำกล่าวอ้างของนายกรัฐมนตรีที่มุ่งเบี่ยงเบนประเด็น ให้ความล่าช้าในการจัดหาวัคซีน มีสาเหตุมาจากข้อกฎหมายของระบบราชการไทย รวมทั้งยังบอกเป็นนัยว่าที่ไม่สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกได้ทันเป็นเพราะ พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้าง 2560 ซึ่งระเบียบราชการที่จะซื้อของ ต้องเขียนสเปกของละเอียด ซื้อแล้วต้องได้ของ ต้องรู้ราคาที่จะซื้อ รู้จำนวน รู้กำหนดส่งมอบ หากผิดจากนี้ซื้อไม่ได้ แต่คุณประยุทธ์ คงลืมไปว่า พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้าง 2560 ฉบับนี้เกิดขึ้นในสมัยที่ตนเองเป็นนายกรัฐมนตรีที่มีอำนาจเต็มและเป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร ที่อ้างว่าจะเข้ามาปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ

ถึงกระนั้นก็ตาม เรื่องการจัดหาวัคซีน หากเชื่อดังคำที่คุณประยุทธ์กล่าวอ้าง ก็ยังสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ด้วยการออกเป็นพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมผ่านสภาได้ หรือหากเกรงว่าจะเกิดความล่าช้า ก็สามารถขอให้สภาผ่าน 3 วาระรวดให้ก็ได้ ผมและพรรคก้าวไกล ก็พร้อมที่จะยกมือโหวตให้ผ่าน 3 วาระรวดเพราะเรื่องการจัดหาวัคซีนนี้ เป็นเรื่องที่มีความเร่งด่วน มีความสำคัญกับชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนและเป็นหนทางในการพาประเทศออกจากวิกฤตครั้งนี้ไปได้ อีกทั้ง ลำพังเสียงข้างมากในรัฐสภาตอนนี้ก็เป็นของรัฐบาล สามารถยกมือผ่านกฎหมายต่างๆ ได้เองอยู่แล้ว

แต่หากนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ไม่อยากนำกฎหมายไปให้รัฐสภาพิจารณา และเรื่องเช่นว่านั้นเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นและฉุกเฉิน ซึ่งกรณีการจัดหาวัคซีนเข้าองค์ประกอบความจำเป็นและฉุกเฉิน ฝ่ายบริหารจึงมีอำนาจตรากฎหมายแทนสภาสามารถออกเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ได้เอง ในกรณีที่คุณประยุทธ์ จันทร์โอชา เสพติดการใช้อำนาจพิเศษ ก็สามารถใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉินได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือนึกออกแต่ตอนใช้กฎหมายพิเศษนี้ในกรณีกดปราบประชาชน มุ่งกำจัดม็อบ แต่เมื่อต้องใช้อำนาจเพื่ออำนวยการให้การบริหารราชการเป็นไปด้วยความมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว ปลดล็อกกฎระเบียบราชการกลับนึกไม่ออก

หรืออีกทางหนึ่ง ตาม พ.ร.บ. ความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติ มาตรา 18 ก็ได้ให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขตามความเห็นชอบของคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ สามารถจัดหาวัคซีนในยามฉุกเฉินได้ ซึ่งท่านกลับใช้กฎหมายนี้เพื่อจัดหาวัคซีนจากแอสตร้าซีเนก้า โดยที่ในเวลานั้นยังไม่ทราบผลการทดลองวัคซีนเฟส 3 ด้วยซ้ำ

จะเห็นได้ว่าวิธีการแก้ไขปัญหามีอยู่ การแก้ตัวของคุณประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีจึงฟังไม่ขึ้นและเป็นเรื่องที่ไม่น่าให้อภัยเป็นอย่างยิ่ง เพราะปีที่ผ่านมาและปีนี้โจทย์การแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ และการบริหารราชการแผ่นดินที่สำคัญที่สุดคือ การจัดการปัญหาโควิด และการจะแก้ไขปัญหาโควิดได้ คือ การจัดหาและฉีดวัคซีนให้รวดเร็วครอบคลุมประชากรเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้เร็วที่สุด แต่จากข้อมูลหลายแห่งที่ชี้ตรงกันคือ สุดท้ายแล้ว ประเทศไทยจะได้รับวัคซีนหลังเพื่อนทั่วโลก วัคซีนที่คนไทยจะได้นั้นจะทั้งช้าและทั้งราคาแพงว่าคนอื่นอีกด้วย

หากเราฉีดวัคซีนให้ประชาชนได้ช้าจะเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ ซึ่งก็เป็นรัฐบาลคุณประยุทธ์ที่เป็นผู้ประมาณการว่า จะทำให้สูญเสียวเดือนละกว่า 2.5 แสนล้านบาท และอย่าลืมว่าคนที่แบกรับต้นทุนเหล่านี้คือประชาชนคนหาเช้ากินค่ำ และคนในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยที่มีจำนวนนับล้านคนที่กำลังลำบากในเวลานี้

การที่จัดหาวัคซีนช้าแม้เพียงวันเดียวก็เป็นราคาที่พวกเขาต้องเป็นผู้จ่าย นี่เป็นความรับผิดชอบของนายกรัฐมนตรีอย่างปฎิเสธไม่ได้ หน้าที่ของนายกรัฐมนตรีในยามวิกฤตที่ประเทศอยู่ในความมืดมน คือเป็นผู้นำไปหาแสงสว่าง และหาทางออกจากความมืดนี้ โดยใช้สติปัญญา กล้าตัดสินใจ หาวิธีแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้มีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่เมื่อเจออุปสรรคก็นำมาเป็นข้ออ้างปัดความรับผิดชอบหรือใช้เป็นข้อแก้ตัวเมื่อจนตรอก