รายงานหน้า 2 : ส่องญัตติส่งศาล รธน. ตีความ‘ญัตติซักฟอก’

รายงานหน้า 2 : เปิดญัตติส่งศาล รธน. ตีความ‘ศึกซักฟอก’

รายงานหน้า 2 : ส่องญัตติส่งศาล รธน. ตีความ‘ญัตติซักฟอก’

หมายเหตุ ญัตติของนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ให้สภาผู้แทนราษฎรมีมติขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 (2) ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2562 ข้อที่ 48

เนื่องด้วยข้าพเจ้านายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อพรรค พลังประชารัฐ ขอเสนอญัตติตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2562 ข้อที่ 48 ขอให้สภาผู้แทนราษฎรมีมติส่งศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของสภาผู้แทนราษฎรที่เกิดขึ้นแล้ว เนื่องจากพรรคร่วมฝ่ายค้านและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคร่วมฝ่ายค้านได้มี การยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ฉบับลงวันที่ 25 มกราคม 2564 ได้ปรากฏข้อความในญัตติดังกล่าวได้นำสถาบันพระมหากษัตริย์ไปเกี่ยวข้องกับการเมือง ทำให้ในสภาผู้แทนราษฎรมีการอภิปราย วิพากษ์วิจารณ์พาดพิงสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างกว้างขวาง ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสถานะสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งต้องอยู่เหนือการเมือง จึงต้องเป็นกลางทางการเมือง เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชาติ และธำรงความเป็นปึกแผ่นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในชาติ อันเป็นหลักการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 ที่บัญญัติไว้ว่า องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในสถานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้ ดังนั้น ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2564 การเสนอญัตติและการอภิปรายตามญัตตินั้นในที่ประชุมสภา ผู้แทนราษฎรของพรรคร่วมฝ่ายค้านและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคร่วมฝ่ายค้านนำสถาบันพระมหากษัตริย์ไปเกี่ยวข้องกับการเมือง การกระทำดังกล่าวจึงอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2562 และขัดหรือแย้งต่อหลักการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 และการกระทำนั้นจึงกระทำมิได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 5 มีผลให้สภาผู้แทนราษฎรไม่มีหน้าที่และอำนาจที่จะพิจารณาญัตติที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ โดยมีเหตุผลดังต่อไปนี้

1.ญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ที่จะนำเข้าพิจารณาญัตติดังกล่าว ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2564 พรรคร่วมฝ่ายค้านมีความประสงค์ที่จะให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคร่วมฝ่ายค้านได้นำสถาบันพระมหากษัตริย์ไปเกี่ยวข้องกับการเมือง ทำให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคร่วมฝ่ายค้าน มีการอภิปราย วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางก่อให้เกิดผลกระทบต่อสถานะสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งต้องอยู่เหนือการเมือง ก่อให้เกิดผลกระทบต่อหลักการเกี่ยวกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่รองรับสถานะพิเศษของสถาบันพระมหากษัตริย์ตามประเพณี การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พระมหากษัตริย์ ทรงดำรงอยู่เหนือการเมืองและทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ซึ่งปรากฏตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2562 ลงวันที่ 7 มีนาคม 2562 เรื่อง คณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเพื่อมีคำสั่งยุบพรรคไทยรักษาชาติ สิ่งที่ส่งมาด้วย 2 หน้าที่ 15 ว่า สอดคล้องกับหลักการที่ถือว่า พระมหากษัตริย์ ทรงราชย์ แต่มิได้ทรงปกครอง (reigns, but does not rule) อันเป็นหลักการทางรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาในนานาอารยประเทศ ซึ่งมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของรัฐ กล่าวคือ สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นบ่อเกิดแห่งความชอบธรรมของ ระบบการเมือง เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชาติ และธำรงความเป็นปึกแผ่นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในชาติ พระมหากษัตริย์ในฐานะประมุขของรัฐทรงใช้อำนาจอธิปไตยโดยผ่านสถาบันการเมืองในระบอบ ประชาธิปไตยแบบผู้แทน และในหน้าที่ 17 ว่า การใช้สิทธิและเสรีภาพทางการเมืองที่รัฐธรรมนูญรับรองนั้น ย่อมต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์และกระบวนการที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมาย และต้องห้ามมิให้เป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพที่จะส่งผลเป็นการบั่นทอนทำลายหลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ และสั่นคลอนคติรากฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของไทย ที่ดำรงอยู่ให้เสื่อมโทรมไป ด้วยเหตุนี้ระบอบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญนานาอารยประเทศ จึงบัญญัติให้มีกลไกปกป้องระบอบการปกครอง (self-defending democracy) จากการถูกบั่นทอนบ่อนทำลายโดยการใช้สิทธิและเสรีภาพทางการเมืองที่เกินขอบเขตของบุคคลหรือพรรคการเมืองไว้ด้วยเสมอ ดังนั้น แม้ผู้ถูกร้องจะมีสิทธิและเสรีภาพในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายบัญญัติไว้โดยสมบูรณ์ แต่การใช้สิทธิและเสรีภาพในการกระทำการใดๆ ของพรรคการเมือง ย่อมต้องตั้งอยู่ บนความตระหนักรู้ด้วยว่าการกระทำนั้นจะไม่เป็นการอาศัยสิทธิและเสรีภาพทางการเมืองที่ได้รับจากรัฐธรรมนูญให้มีผลกระทบย้อนกลับมาทำลายหลักการพื้นฐาน บรรทัดฐาน คุณค่า และเจตนารมณ์ของ รัฐธรรมนูญเสียเอง เพราะประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามนิติราชประเพณีของประเทศไทยนั้น มั่นคงดำรงสถานะและเอกลักษณ์ของพระมหากษัตริย์ไทยมาแต่โบราณว่าพระองค์จักทรงครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม พระมหากษัตริย์ไทยผู้ทรงเป็นประมุขทรงเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยของประชาชนชาวไทย ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวไทยทุกหมู่เหล่า ทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนา ทุกชนชั้น วรรณะ เพศและวัย ทรงเคารพรัฐธรรมนูญ กฎหมายและโบราณราชประเพณี และทรงอยู่เหนือการเมือง จึงต้องทรงเป็นกลางทางการเมือง ทั้งยังต้องทรงระมัดระวังมิให้สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยต้องถูกนำไปเป็นคู่แข่งหรือฝักฝ่ายทางการเมืองไม่ว่าฝ่ายใดอย่างเคร่งครัด เพราะหากถูกกระทำด้วยวิธีการใดๆ ให้เกิดผลเป็นไปเช่นนั้น สภาวะความเป็นกลางทางการเมืองของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย ย่อมต้องสูญเสียไป เมื่อเสียความเป็นกลางทางการเมืองก็ย่อมไม่สามารถดำรงพระองค์และปกป้องสถาบัน ให้ทรงอยู่เหนือการเมืองได้

ดังนั้น การเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล และมีการอภิปรายญัตตินั้นในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2564 ของพรรคร่วมฝ่ายค้านและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคร่วมฝ่ายค้าน ที่นำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเกี่ยวข้องกับการเมือง การกระทำดังกล่าวจึงอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2562 หน้าที่ 20 ว่า เพียงแต่ อาจเป็นปฏิปักษ์ ก็ต้องห้ามแล้ว หาจำต้องมีเจตนาประสงค์ต่อผล หรือต้องรอให้เกิดผลเสียหายร้ายแรงขึ้นจริงเสียก่อนไม่ ทั้งนี้ก็เพื่อให้เป็นมาตรการป้องกันความเสียหายร้ายแรงที่อาจจะเกิดแก่สถาบันหลักของประเทศไว้ก่อน อันเป็นรัฐประศาสโนบายที่จำเป็นเพื่อดับไฟกองใหญ่ไว้แต่ต้นลมมิให้ไฟกองเล็กกระพือโหมไหม้ลุกลามขยายใหญ่จน เป็นมหันตภัยที่ไม่อาจต้านทานได้ในวาระต่อไป

2.ข้าพเจ้าเห็นว่าในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2564 พรรคร่วมฝ่ายค้านและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคร่วมฝ่ายค้านจะมีการเสนอญัตติและการอภิปรายตามญัตตินั้นในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่นำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเกี่ยวข้องกับการเมืองดังกล่าวจึงอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2562 และเป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 การกระทำนั้นจึงกระทำมิได้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 5 มีผลให้สภาผู้แทนราษฎรจึงไม่มีหน้าที่และอำนาจที่จะพิจารณาญัตติที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น และเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นอย่างร้ายแรงที่ยากแก่การแก้ไขเยียวยาในภายหลัง ข้าพเจ้าจึงขอให้ท่านโปรดพิจารณาบรรจุญัตตินี้เป็นญัตติด่วนในระเบียบวาระ การประชุมวันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564 เพื่อให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 (2) ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2562 ข้อที่ 48 ประกอบ ข้อที่ 50 และ ข้อที่ 51

หากที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยและเนื่องจากเป็นกรณีมีเหตุฉุกเฉินรีบด่วนและมีเหตุจำเป็นที่ต้องกำหนดมาตรการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัย ข้าพเจ้าจึงขอให้ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งมติพร้อมคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญโดยด่วนในวันที่มีมติ พร้อมคำร้อง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญได้โปรดมีคำสั่งกำหนดมาตรการเป็นการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัย ให้สภาผู้แทนราษฎรรอการพิจารณาหรือการดำเนินการเกี่ยวกับญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลในวันที่ 16-19 กุมภาพันธ์ 2564 ไว้ก่อนจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 71 ประกอบ ข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2562 ข้อที่ 39 และ 40

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon