หมายเหตุ – เสียงสะท้อนของนักวิชาการต่อท่าทีของตัวแทนสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ภายหลังเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ถึงเจตนารมณ์ของคำถามพ่วงที่เสนอให้ ส.ว.มีส่วนร่วมในการเลือกนายกรัฐมนตรีแบ่งเป็น 2 แนวทาง คือ ส.ว.เสนอชื่อนายกฯได้ตั้งแต่เริ่มต้นประชุมรัฐสภาเพื่อเลือก
นายกฯครั้งแรก หรือเสนอชื่อภายหลังเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 272 หลังจากที่รัฐสภาไม่สามารถเลือกบุคคล
ที่จะเป็นนายกฯตามบัญชีของพรรคการเมืองได้
ชำนาญ จันทร์เรือง
นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์
แต่เดิมที่มาของคำถามพ่วงคือ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะเลขาธิการ ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำในนาม คสช.มีข้อจดหมายถึง กรธ. 15-16 ข้อ แต่ว่าข้อนี้เป็น ข้อหนึ่งที่ กรธ.ไม่เอามาทำ ที่จะให้ ส.ว.มีส่วนร่วมในการแต่งตั้งหรือโหวตเลือกนายกฯ พอไม่เอามาทำ เขาก็เอาไปให้ผ่าน สนช. ซึ่งเสนอเรื่องมาจาก สปท. อำนาจจริงๆ สปช.เป็นคนเสนอว่าให้ ส.ว.มีอำนาจโหวตในการเลือกนายกฯด้วย คำถามก็ออกไปแนวกว้างๆ เป็นเรื่องของรัฐสภาเพื่อให้ดำเนินการยุทธศาสตร์ไปได้ ซึ่ง เจตนารมณ์จริงๆ คือบทเฉพาะกาล 5 ปี แล้วก็มีการโหวตให้รัฐสภา ซึ่งรัฐสภาในที่นี้หมายถึง ส.ส.กับ ส.ว. รวมกันมีสิทธิโหวตเลือกนายกฯ แต่เขาไม่ได้ตีความหมายไกลไปถึงการแต่งตั้งหรือการเสนอชื่อ
อย่างไรก็แล้วแต่ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. เขาไม่ยอมหรอก เพราะจะไปหักกับประเด็นหลักคือ ร่างหลักรัฐธรรมนูญ แต่ประเด็นปัญหาสำคัญที่สุดจะ อยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ พอ กรธ.แก้เสร็จภายใน 30 วัน เขาส่งให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเป็นคนวินิจฉัย ซึ่งคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต้องเรียกทั้ง สนช.และ กรธ. ให้อธิบายอะไรต่างๆ นานา ประเด็นอยู่ที่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะชี้ออกมาอย่างไร ถ้าชี้ออกมาว่าอันนี้ยังไม่ตรงกับประเด็นคำถามพ่วง แล้วไม่บอกว่าให้ทำอะไรบ้าง มองว่ายุ่งแน่นอน แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเลยว่า ส.ว.ทำอะไรได้บ้าง ก็จะทำให้ชัดเจนขึ้น แต่โดยปกติแล้วศาลทั่วไปเขาจะไม่ชี้ขนาดนั้น นี่เป็นประเด็นความยุ่งยากที่มองเห็นในอนาคต
ประเด็นการนับวันแรกของการมีรัฐสภาที่นายมีชัยสับสนนั้น มองว่าต้องได้ ส.ว. ถึงจะได้ ส.ส. อย่างน้อยที่สุดต้องได้ ส.ว.ก่อน โดย กกต.ต้องจัดให้มี ส.ว.เกิดขึ้นโดยวิธีการใดก็แล้วแต่ คสช.แต่งตั้ง 200 คน แล้วอีก 50 คัดเลือกมา ให้เสร็จก่อนมี ส.ส. ฉะนั้น ได้ ส.ว.แล้วจึงจะมีการเลือกตั้ง ส.ส. พอได้ ส.ส.เสร็จแล้วถึงจะมีรัฐสภา แต่อย่าลืมว่าระหว่างที่ไม่มี ส.ส.นั้น ส.ว.จะทำหน้าที่รัฐสภา เขาซ่อนกันไปซ่อนกันมา จนคนซ่อนเองก็งง ส.ว.หรือ ส.ส. จะอยู่ในรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าประเทศไหน เมื่อก่อน ส.ว.ของไทยก็มีอำนาจมากมายมหาศาล ประธาน ส.ว.ก็เป็นประธานรัฐสภา แต่ที่ผ่านมามันเขียนไว้ชัด แต่ของเรามันเขียนไว้ไม่ชัด ถามคลุมเครือ โดยสรุปมองว่าอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยออกมา แน่นอนว่า สนช.สู้แน่ แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเห็นชอบได้ก็ต้องเสนอชื่อได้ ก็จบกัน ต้องตามศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ คนที่มาจากการแต่งตั้งไปแต่งตั้งคนที่มาจากการเลือกตั้งไม่มีที่ไหนในโลก ยกเว้นประเทศแปลกๆ
จะทำอะไรก็แล้วแต่ คิดถึงความชอบธรรม ความเป็นสากล ความเป็นอารยะทั้งหลายว่าในสายตาชาวโลกเขาจับจ้องอยู่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับ ส.ว.และ ส.ส.ของไทย ไปไหนจะได้เป็นที่เชิดหน้าชูตา คุยกับเขาได้ ถ้าเราทำอะไรพิสดารไปมากๆ ก็อาจจะเป็นที่รังเกียจเดียดฉันท์ก็ได้ เอาที่มันพอดีๆ ประชามติก็ทำไปแล้ว ผลก็ตามนั้น อย่าทำให้อะไรมันพิสดารไปกว่านี้ ถ้าได้คืบจะเอาศอก ได้ศอกจะเอาวา สุดท้ายมันจะไม่ได้อะไรสักอย่าง
โอฬาร ถิ่นบางเตียว
รองคณบดีคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ม.บูรพา
ประเด็นคำถามพ่วงมีความชัดเจนอยู่แล้วในเมื่อผลออกมาเป็นอย่างนี้ ก็เอาคำถามพ่วงไปใส่ในรัฐธรรมนูญได้เลย เพื่อที่จะนำไปใช้หรือว่าเป็นบทเฉพาะกาลก็ได้ เพราะนี่เป็นคำถามพ่วงเพื่อจะให้ คสช.เลือก ส.ว.จากคนนอก คืออย่างไรก็ต้องอยู่ในรัฐธรรมนูญ แต่จะอยู่อย่างไรเป็นอีกเรื่องหนึ่ง จะเอาไว้ในมาตราปกติ หรือเอาไว้ในบทเฉพาะกาล สำหรับความคลาดเคลื่อน ในมติทางการเมือง กลัวว่าจะเกิดการยื่นญัตติซ้อน
ประเด็นของการตีความ แน่นอนว่ากฎหมายเปิดโอกาสให้ตีความอย่างแคบและกว้าง ซึ่งควรตีความให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายที่แท้จริง แต่ปัญหาคือการตีความเพื่อหวังผลให้ ส.ว.สามารถเสนอนายกรัฐมนตรีได้เลย ถือเป็นการตีความเพื่อที่จะโยงเข้ากับผลประโยชน์ฝ่ายตัวเองจนน่าเกลียดเกินไป ปัญหาคือ ตามความเข้าใจของสังคม รู้สึกว่าทำได้ แต่ต่อเมื่อต้องใช้อีกเงื่อนไขหนึ่งคือต้องมี ส.ส.ด้วย ซึ่งการสื่อสารทางสังคมออกไปในลักษณะนั้นก่อน แต่พออยู่ๆ ทาง คสช. สนช.และผู้เกี่ยวข้องพยายามเสนอสูตรนี้ เป็นการตีความเพื่อผลประโยชน์ฝ่ายตัวเอง ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มความกังวลใจ และความรู้สึกไม่สบายใจในสังคมมากขึ้น นี่เป็นปัญหาของกฎหมายไทย คือแทนที่เราจะทำให้การสื่อสารทางสังคมการเมืองเป็นไปในทิศทางเดียวกัน แต่กลับใช้ความรู้ที่ดีกว่า ประสบการณ์และชั้นเชิงที่มาก กว่าฉวยโอกาสทางเมืองเพื่อที่จะให้ตัวเองได้ประโยชน์มากที่สุด ซึ่งเป็นการซ้ำรอยชนวนเหตุความขัดแย้งทางการเมืองเพิ่มขึ้นไปอีก
ส่วนที่ กรธ.บอกว่ายังมีความสับสนอยู่ว่าจะนับวันแรกที่จะมีรัฐสภาอย่างไร เพราะคำว่า 5 ปีตั้งแต่มีรัฐสภาในคำถามพ่วงเป็นภาษาชาวบ้านนั้น ก็ใช่ แต่ภาษากฎหมายคือการทำให้ภาษามีชั้นเชิงที่สูงขึ้น จริงๆ แล้วถ้าทำให้มีการสื่อสารตรงไปตรงมาตั้งแต่ต้น จะทำให้เกิดความเข้าใจตรงกัน แต่เรามีเจตนาที่จะทำให้ภาษาชาวบ้านเป็นภาษากฎหมาย ซึ่งเปิดช่องให้มีการตีความในลักษณะของการช่วงชิงความได้เปรียบทางการเมืองผ่านภาษากฎหมาย เวลามีสภาต้องมีการเปิดประชุม คือเลือกตั้งเสร็จแล้วมี ส.ว. แล้วก็ต้องเปิดประชุมเพื่อให้มีสภา ปัญหาคือจะเปิดประชุมตอนไหน มี ส.ว. ส.ส.ได้ แต่ถ้าไม่เปิดประชุม สภาพความเป็นสภาก็ยังไม่เกิด เพราะฉะนั้นต้องมีการนัดประชุมวันแรก คือถ้ามีแล้วแต่ไม่มีการเรียกประชุมสภาก็ไม่เกิดสภา
สภาคือ parliament รากศัพท์เดิมคือการคุยกัน แลกเปลี่ยนกันนั่นเอง
ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์
ความจริงแล้วเรื่องคำถามพ่วงนี้ไม่ควรจะมีความสับสนเกิดขึ้น เพราะว่าในแง่บทของลายลักษณ์อักษรในคำถามพ่วงก็เขียนไว้ค่อนข้างชัดเจนว่าให้ ส.ว.มีสิทธิร่วมพิจารณา ซึ่งคำว่า
“ร่วมพิจารณา” ส่วนตัวเชื่อว่าทุกคนอ่านแล้วคงมีความเข้าใจตรงกันว่าหมายถึงอะไร ดังนั้นในแง่ของลายลักษณ์อักษรจึงค่อนข้างชัดเจน
ส่วนในแง่ของการชี้แจงของ สนช. ตอนที่มีความพยายามในการใส่คำถามพ่วงนี้เข้ามาก็พูดชัดเจนว่าหมายถึง ส.ว.จะเข้าไปโหวตร่วมเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี แต่ไม่ได้หมายถึงการที่ ส.ว.มีสิทธิในการเสนอชื่อ จำได้ว่านายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนในช่วงเดือนกรกฎาคม 2559 ว่า คำถามพ่วงคือให้ ส.ว.มีสิทธิในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้ แต่ไม่ได้พูดว่า ส.ว.มีสิทธิในการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีแต่อย่างใด หรือแม้กระทั่งในการอภิปรายเรื่องนี้ตั้งแต่ช่วงที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เข้าสู่กระบวนการประชามติตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นมา ต่างไม่เคยได้ยินว่าผู้ที่เห็นด้วยหรือโหวตรับร่างฯ คนใดเลยพูดว่า คำถามพ่วงหมายถึงให้วุฒิสมาชิกสามารถเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีได้
เพราะฉะนั้น หากพิจารณาตามลายลักษณ์อักษร มุมมองของ สนช.ที่ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อ หรือดูความเข้าใจของสังคมเอง มันเป็นที่ชัดเจน ว่าประเด็นนี้มันไม่ได้อยู่ในสารบบของประเทศเราเลยแม้แต่น้อย ซึ่งหากวุฒิสภาที่มีที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช.จำนวน 250 คน สามารถเป็นผู้เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีได้จริง จะเกิดผลทางการเมืองคือ คสช.จะสามารถกำหนดทิศทางในการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีผ่านทางวุฒิสภาทั้ง 250 คนนี้ได้ และรายชื่อนายกรัฐมนตรีที่เสนอผ่านทาง ส.ว.เหล่านี้จะสามารถเข้าชิงตำแหน่งกับรายชื่อนายกรัฐมนตรีที่มาจากบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองเสนอ จะกลายเป็นการเผชิญหน้ากันระหว่างวุฒิสมาชิกที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช. 250 คน กับพรรคการเมือง นี่คือภาพที่จะเกิดขึ้น
สิ่งที่จะตามมาอีกคือ การเลือกตั้งที่เป็นการแข่งขันระหว่างพรรคการเมืองจะถูกลดความสำคัญลงไป เพราะจะเจอกับนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ไม่ได้มาจากพรรคการเมือง ไม่ต้องนำเสนอนโยบายอะไรเลย แต่ว่ามาได้ด้วยเสียงสนับสนุนของ ส.ว. 250 คน เพราะฉะนั้นการถกเถียงในเรื่องของนโยบายในการพัฒนาประเทศพูดได้ว่าแทบจะไม่มีความสำคัญเลย และจะมีกระบวนการทางการเมืองตามมาเพื่อที่จะทำให้ นายกฯคนนอกที่ ส.ว.สนับสนุนสามารถเอาชนะได้ง่ายขึ้น จากนี้จะมีกระบวนการทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอลง ไม่ว่าจะเป็นเพื่อไทยหรือประชาธิปัตย์ เพราะการที่ ส.ว.สามารถเสนอชื่อนายกฯ ได้จะทำให้เกิดโมเมนตัมทางการเมือง ทำให้เกิดพรรค คสช.จำนวน 250 คนขึ้นมา
ดังนั้นความพยายามในการตีความทั้งแบบกว้างและแบบแคบนั้น มองว่าเป็นการสร้างวาทกรรมของกลุ่มที่ต้องการให้วุฒิสมาชิกที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งสามารถเสนอชื่อได้มากกว่า เรื่องนี้จึงไม่ได้เป็นเรื่องของการตีความ แต่เป็นการตีรวนประชามติไปอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งแตกต่างจากที่ประชาชนเข้าใจ ทั้งที่ก่อนการทำประชามติก็ได้มีความชัดเจนในเรื่องนี้แล้ว
อีกประเด็นหนึ่งคือ เราต้องเข้าใจก่อนว่าคำถามพ่วงเป็นเหมือนกับส่วนขยายของบทบัญญัติหลักในร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งบทบัญญัติหลักในการเลือกนายกฯเจตนาคือให้ประชาชนรู้ล่วงหน้าว่าใครจะมีโอกาสได้เป็นผู้นำของประเทศ ผ่านการดูบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองต่างๆ แต่ละพรรคเสนอมาล่วงหน้า ดังนั้นสาระหลักคือการให้ประชาชนรู้ล่วงหน้าว่านายกฯของประเทศจะเป็นใคร
แต่การสร้างวาทกรรมให้ ส.ว.เลือกนายกฯ ได้จะกลายเป็นว่าส่วนที่เป็นคำถามพ่วงไปกลบทำลายเจตนารมณ์หลักของเรื่องการเลือกนายกฯ เพราะจะเป็นการทำให้ ส.ว. 250 คนที่ไม่ได้มีที่มาจากประชาชน ทำหน้าที่เทียบเท่ากับ ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้ง โดยที่ไม่ต้องบอกให้ประชาชนล่วงหน้า จะเป็นการทำให้คำถามพ่วงกลายเป็นเจตนารมณ์หลักของรัฐธรรมนูญแทนที่เจตนารมณ์เดิมที่มีอยู่

