ตี้ พะเยา เผยเคยอยากเป็น ตร.-ทหาร ฝากระลึกคำสัตย์ ‘จะรัก และดูแล ปชช.’ ขอร่วมเรียกร้องอิสรภาพ
เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ที่ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนินกลาง กรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการชุมนุม “นับหนึ่งให้ถึงล้าน คืนอำนาจประชาชน” ของ กลุ่มราษฎร
เวลา 17.07 น. น.ส.วรรณวลี ธรรมสัตยา หรือ ตี้พะเยา นักศึกษาอายุ 20 ปี ขึ้นปราศรัยตอนหนึ่งว่า
พี่รุ้งอยากให้มา 2 ล้าน แต่เข้าใจว่าด้วยโควิด แต่สำหรับ หมอ ข้าราชการ ถ้ามาแตะที่ชุมนมจะถูกพักงาน ร้ายแรงสุดคือ ออกจากงาน
อยากถามว่า ถ้าไม่กลัว จะจัดการเขาแบบนี้หรืิอ ตนค่อนข้างเซนซิทีฟ ที่พี่ๆ ถูกจับทั้ง 4 คน ที่โดนจับเพราะเขาออกมาเรียกร้องปากท้องให้ประชาชน ถ้าใครติดตามม็อบ การเมืองตั้งแต่แรกๆ จะรู้ว่าที่ออกมา เพราะพี่ๆ เห็นว่าประชาชนกำลังจะอดตาย หลังจากนั้นเขาก็ไปกดดันรัฐบาล สิ่งที่จะพูดต่อจากนี้อาจจะน่าเบื่อ แต่คือเกร็ดความรู้
“เราต้องจ่ายภาษีให้รัฐ ทั้งทางตรงและทางอ้อม นั่นหมายความว่า เราเอาเงินออมเข้าธนาคารรัฐ และจ้างเจ้าหน้าที่มาปันส่วนให้เราอีกที เช่น เราอยากได้ถนนตรงนี้ แต่เงินคนเดียวไม่พอ เลยของประชาชนช่วยเรี่ยไรเงิน และนำไปให้คนที่ไว้วางใจมาทำถนนให้ เป็นการเปรียบเทียบง่ายๆ แต่ตอนนั้นพี่ๆ เขาสงสัย เม็ดเงินในประเทศหลายล้านล้านบาท แต่คุณภาพที่จ่ายไป ทำไมถึงไม่สมเม็ดเงินนั้น เลยไปเสาะหาต้นเหตุ เจอปัญหาเรื่องโกงกิน แต่เรารู้อยู่แล้วว่าเป็นทุกยุคสมัย เพียงแต่โกงยังไงไม่ให้น่าเกลียดเหมือนที่ด่ากันทุกวันนี้ พี่เขาก็เลยสืบเสาะต้นตอไปอีก จนรู้”
น.ส.วรรณวลีกล่าวต่อว่า เข้าใจว่ามีบางท่านที่ไม่กล้ามาร่วมม็อบ อาจจะเพราะไปแตะเรื่องสถาบันมากเกินไป เราจึงต้องออกมาอธิบาย ซึ่งเคยเสนอไปแล้วที่ หน้า SCB
“ประเทศไทยเป็นอะไรที่แปลกมาก และงงมาก คนที่รวยอยู่แล้ว ยังเอาเงินไปให้ คนที่อดตายไม่มีจะกิน ที่หัวลำโพง ไร้บ้าน ไม่มีเงิน กลับไม่ได้ มายเซตของประเทศนี้ยังดีอยู่หรือไม่ นี่คือสิ่งที่พี่ๆ เขาออกมาเรียกร้อง หนูคนหนึ่งจะไม่ลืมพวกพี่เขา เพราะสิ่งที่พี่เขายอมแลกคือ อิสรภาพ คือทั้งชีวิตและครอบครัว ในประเทศไทย จะหาคนแบบนี้ได้อีกสักกี่คน”
“ถึงคุณตำรวจและทหาร ถ้าคุณได้ยินว่านี้สิ่งที่ประชาชนและราษฎรอย่างเราออกมาเรียกร้อง เราเรียกร้องในสิ่งที่ไม่เกินความสามารถ เราออกมาเรียกร้องปากท้องให้พี่น้องทุกคน ให้ขจัดความอดอยาก ให้คนชนชั้นนำที่กดขี่ข่มเหงชาวรากหญ้าต้องลดบทบาทลง และเรียกร้องให้อำนาจอยุติธรรมหมดไป สิ่งเหล่านี้ คือสิ่งที่ไม่สมควรจริงๆ ยังจำวันแรกที่ท่านอยากจะทำอาชีพนี้ได้หรือไม่ ที่ท่านก้าวขาไปนั่งในโรงเรียน จปร. วันแรกที่ท่านจับปากกา วันแรกที่ท่านจับปลายกระบอกปืน และคำสัตย์ต่างๆ ที่ท่านบอกว่า จะรักและดูแลประชาชน วันนี้ท่านควรแสดงให้เห็นได้แล้ว
หนูไม่รู้ว่ามือท่านเปื้อนเลือด เปื้อนเหงื่อ เปื้อนอะไรมาบ้าง ปี 52-53 สังหารคนไปกี่ราย แต่วันนี้เมื่อท่านมีโอกาสจะชดใช้ความผิด ด้วยการอยู่ข้างประชาชน ทำไมท่านถึงไม่กล้าก้าวออกมา ที่พูดแบบนี้เพราะเคยอยากเป็นทหาร อยากทำหน้าที่ภาคใต้ เพื่อปกป้องประชาชน และชีวิตหนูยอมแลกให้ได้ แต่พอขึ้นมาถึงจุดนี้ ได้ศึกษาประวัติศาสตร์ ศึกษาความจริง จนเจ็บใจ ว่าเราทนอยู่ในประเทศเส็งเคร็งได้ย่างไร ยอมให้อดตายได้อย่างไร ยอมให้คนโดนยิงตายต่อหน้าต่อตาได้อย่างไร”
น.ส.วรรณวลีกล่าวต่อว่า ตนอาจจะไม่ได้ผ่านน้ำร้อนมาเท่าใคร หรือไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ปี 53 เหมือนใคร แต่ในวัย 20 ปี ทนไม่ได้ ถ้าทุกคนยังมองเรื่องนี้ปกติ และประชาชนปิดหูปิดตา
“ตำรวจ-ทหาร เอ๋ย หากท่านได้ยินเสียงนี้ หนูรู้ว่าท่านรู้แก่ใจ ว่าสิ่งที่ท่านทำไม่ถูกต้อง ว่าประชาชนไม่มีอาวุธต่อกร แต่ขอให้ท่านจำระลึกใส่ใจว่า ที่เราออกมา เราก็เรียกร้องให้ท่านเหมือนกัน 500 บาทที่ได้ ท่านควรจะได้เป็นหมื่น
หนูเคยคุยกับตำรวจที่มีความสามารถมากมาย คนนี้ทำอะไรได้มากกว่าโบกจราจร คนนี้ควรจะได้รับยศ รับตำแหน่งมากกว่า แต่พวกท่านเคยสงสัยไหมว่า ทำไมท่านถึงอยู่ได้แค่นี้ ไม่ใช่เพราะอำนาจอุปถัมภ์ ดึงลูกหลานเข้าระบบโดยไม่สนใจความสามารถหรอกหรือ
ท่านทำได้มากกว่ามายืนถ่ายรูปตามมุม ท่านมีความสามารถมากมาย คนที่จะเห็นนั้นคือประชาชน หาใช่นายของท่านไม่” น.ส.วรรณวลีกล่าว และว่า
สิ่งสุดท้าย ราษฎร เอ๋ย รู้ว่าในอนาคตคนที่โดน 112 จะเข้าคุก หนูไม่ได้ต้องการให้ใครมาประท้วงเรียกร้องให้ ถ้าเข้าไป ไม่ต้องไปทุบเรือนจำ หรือไป ตชด. ขอให้รักษาชีวิตตัวเอง อำนาจนี้กดขี่ ฆ่าพี่น้องเรา เลือดทุกหยดที่สูญเสียไม่อยากให้ไร้ค่า ขอได้ไหม ดูแลรักษาตัวเองและรักษาอิสรภาพของตัวเองให้ดี ไม่ต้องมาเรียกร้องให้พวกหนู จงออกมาเรียกร้องให้อิสรภาพ ให้อนาคตลูกหลานของท่านเอง จงออกมาเรียกร้องให้ชีวิตที่ดีขึ้น ให้ได้อนาคตที่ดีกว่า และขอให้ชุดที่จะถูกจับต่อจากนี้เป็นชุดสุดท้าย ขอให้เลือดที่เสียไปในปี 53, 57 ขอให้เป็นหยดสุดท้าย และขอให้จบที่รุ่นเรา” น.ส.วรรณวลีกล่าว

