จับตา 15 ก.พ. วุฒิสภาโหวตร่าง พ.ร.บ.กสทช.ปลดล็อก ให้ ‘พ.อ.’ เข้ารับการสรรหาได้ ลือหึ่ง ‘เพื่อนสนิทผู้นำ รบ.’ ล็อบบี้ ส.ว.ล้มกระดานสรรหา กสทช. หวังคัดเลือกใหม่ดันเด็กในสังกัด
ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า วันที่ 15 ก.พ.นี้ ในการประชุมวุฒิสภา จะมีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่. …) พ.ศ. … ซึ่งเป็นฉบับที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว โดยมี พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ เป็นประธาน กมธ.
โดยร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว มีทั้งสิ้น 11 มาตรา แต่มีสาระสำคัญที่น่าสนใจ อยู่ที่มาตรา 5 ว่าด้วยการให้ผู้มีสิทธิสมัครรับการสรรหาเพื่อเป็นกรรมการ กสทช. มีคุณลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใด ทางคณะ กมธ.แก้ไข (3) จากเดิมที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรมานั้น กำหนดไว้ว่า เป็นหรือเคยเป็นนายทหารหรือนายตำรวจที่มียศตั้งแต่พลตรี พลเรือตรี พลอากาศตรี หรือพลตำรวจตรี แก้ไขเป็นข้อความว่า “เป็นหรือเคยเป็นนายทหารหรือนายตำรวจที่มียศตั้งแต่พันเอก นาวาเอก นาวาอากาศเอก หรือพันตำรวจเอก อัตราเงินเดือนพันเอกพิเศษ นาวาเอกพิเศษ นาวาอากาศเอกพิเศษ หรือพันตำรวจเอกพิเศษขึ้นไป” นอกจากนี้ ยังมีมาตรา 10 ว่าด้วยวาระเริ่มแรกของการบังคับใช้กฎหมายฉบับดังกล่าว จากเดิมที่ผ่านการพิจารณาของสภา กำหนดไว้ให้มีการสรรหากรรมการ กสทช. ภายใน 15 วันนับตั้งแต่ที่มีการประกาศใช้ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว
ต่อมา ทาง กมธ.ฝั่งวุฒิสภา แก้ไขใหม่ กำหนดดังนี้ (1) กรรมการ กสทช.ชุดปัจจุบัน ให้อยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีคณะกรรมการ กสทช. ตามร่างกฎหมายฉบับนี้ และ (2) ในกรณีที่ได้ดำรงตำแหน่งยังไม่ครบวาระตาม พ.ร.บ.กสทช. ในวันก่อนวันที่ พ.ร.บ.นี้ใช้บังคับ ให้มีวาระดำรงตำแหน่ง 3 ปีนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง แต่ถ้าในวันที่ พ.ร.บ.ฉบับนี้ใช้บังคับ ได้ดำรงตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาเกิน 3 ปี ให้ถือว่าได้ดำรงตำแหน่งครบวาระแล้ว
แหล่งข่าวจาก ส.ว.เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้มีการแก้ไขชั้นยศของผู้ที่จะเป็นกรรมการ กสทช. จากของเดิมที่รัฐบาลเสนอมา ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจว่าทำไมทาง กมธ.ถึงกล้าแก้ไขในสิ่งที่รัฐบาลเสนอมา เพราะปกติทาง ส.ว.ไม่อยากมีปัญหากับรัฐบาล หรือเป็นไปได้หรือไม่ว่าได้พูดคุยเรื่องนี้กับทางรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว
ด้าน น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย เปิดเผยเมื่อวันที่ 12 ก.พ.ที่ผ่านมาว่า ได้รับข้อมูลความไม่ชอบมาพากลเกี่ยวกับการสรรหา กสทช. ที่อยู่ในการพิจารณาขั้นสุดท้ายของ ส.ว. มีสัญญาณโดนแทรกแซงการสรรหา เนื่องจากผู้นำรัฐบาลพยายามผลักดันคนสนิทของตัวเองเข้าไปในคณะกรรมการ กสทช. ทั้งที่คุณสมบัติไม่เหมาะสม ไม่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการสรรหา
น.อ.อนุดิษฐ์กล่าวต่อว่า ล่าสุด เพื่อนสนิทผู้นำรัฐบาลที่เคยเป็นถึงอดีตรองนายกฯ ออกโรงรวบรวมคะแนนเสียงจาก ส.ว. เพื่อกดปุ่มสั่งให้ ส.ว.ผลักดันร่าง พ.ร.บ.กสทช. ที่มีเนื้อหาระบุว่าถ้า พ.ร.บ.ฉบับนี้มีผลบังคับใช้ต้องสรรหากรรมการ กสทช.ชุดใหม่มาทำหน้าที่ทันที ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริงจะทำให้คณะกรรมการ กสทช.ที่กำลังอยู่ระหว่างการสรรหาในขณะนี้ ได้ทำหน้าที่เพียงไม่นานเท่านั้น เพื่อให้คนของตัวเองได้เข้าสู่กระบวนการสรรหารอบใหม่ที่จะเกิดขึ้นหลังกฎหมายบังคับใช้
“หากเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง เนื่องจากการเข้าไปแทรกแซงการทำงานของ ส.ว.เพียงเพื่อต้องการผลักดันคนของตัวเอง ถือเป็นการไม่ให้เกียรติ ส.ว.อย่างสิ้นเชิง และเป็นสิ่งที่ผู้นำรัฐบาลไม่ควรกระทำ ดังนั้น จึงต้องติดตามการประชุมของ ส.ว.วันที่ 15 ก.พ.นี้ ว่าสิ่งที่ได้ข้อมูลมานั้นจะเป็นไปตามนั้นหรือไม่” น.อ.อนุดิษฐ์กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 8 ก.พ. ที่ประชุมวุฒิสภาได้ตั้งคณะคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการ กสทช. ตามที่คณะกรรมการสรรหา กสทช. นำเสนอรายชื่อบุคคลที่ผ่านการคัดเลือก จำนวน 14 คน ซึ่งในการประชุมวุฒิสภาขณะนั้น มี ส.ว.อภิปรายไม่เห็นด้วยที่วิปวุฒิสภากำหนดระยะเวลาการทำงานของคณะ กมธ.ตรวจสอบประวัติฯ เพียง 15 วัน และได้เสนอให้ กมธ.ทำงาน 25 วันแทน แต่สุดท้าย ที่ประชุมได้ลงมติด้วยเสียงข้างมาก 126 ต่อ 68 เสียง ให้ยืนตามที่วิปวุฒิสภาเสนอมา คือ ให้ กมธ.พิจารณาตรวจสอบประวัติฯ 15 วัน

