‘พิจารณ์’ แฉยับ ประยุทธ์ เอี่ยวทุจริต ซื้ออาวุธ ถามนายพลไทยเป็นนักกอล์ฟหรือ สวัสดิการเพียบ

“พิจารณ์” แฉยับ ‘ประยุทธ์’ มีเอี่ยวปมทุจริตจัดซื้ออาวุธ-ยุทโธปกรณ์ ลั่น ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้-ไม่เหลือความชอบธรรมในการเป็นนายกฯ

เมื่อเวลา 23.00 น. วันที่ 16 กุมภาพันธ์ ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล

ที่ดินราชพัสดุ ใช้ประโยชน์คุ้มค่าหรือไม่

นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) อภิปรายว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กรณีความล้มเหลวและบกพร่องในการบริหารราชการแผ่นดิน ที่ปล่อยปะละเลย ในการกำกับดูแลหน่วยงานภายใต้กระทรวงกลาโหม จนทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติ หลังโศกนาฎกรรมกราดยิงโคราช หนึ่งในคำสัญญาปฏิรูปกองทัพคือ การจัดการกับกองทัพพาณิชย์ ที่เกี่ยวพันกับสวัสดิการกองทัพและการใช้ประโยชน์จากที่ราชพัสดุ ไม่ว่าจะเป็นสนามม้า สนามมวย สนามกอล์ฟ สถานพักตากอากาศ ที่ล้วนแล้วแต่ตั้งอยู่บนที่ราชพัสดุ เฉพาะที่กระทรวงกลาโหมถือครองอยู่ คิดเป็นจำนวน 6.25 ล้านไร่ หรือครึ่งหนึ่งของที่ราชพัสดุทั้งหมดที่มี เฉพาะของกองทัพบก ถือครองที่ราชพัสดุอยู่ 4.7 ล้านไร่

คำถามคือ ครึ่งหนึ่งของที่ราชพัสดุทั้งประเทศที่กระทรวงกลาโหมครอบครองอยู่ แล้วถูกนำมาใช้ประโยชน์เพื่อสวัสดิการ ทั้งในเชิงภายในและเชิงธุรกิจได้ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่า ต่อประเทศชาติหรือไม่ เพราะดูเหมือนกองทัพบกไม่ได้สนใจ ที่จะมีการจัดการที่ราชพัสดุ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายใหม่กำหนดเลย

สนามกอล์ฟ 33 สนาม

จนกระทั่งหลังเหตุการณ์กราดยิงโคราช กองทัพบกถึงค่อยมาลงมือจัดการเรื่องธุรกิจกองทัพ บนที่ราชพัสดุ เมื่อวันที่ 31 มกราคม ที่ผ่านมา สำนักข่าวออนไลน์ The Matter ออกมาเปิดเผยข้อมูล ว่าได้ใช้ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร เพียรพยายามขอข้อมูลผลประกอบการย้อนหลังของธุรกิจกองทัพเหล่านี้กว่า 10 เดือน แต่สุดท้ายที่ได้รับมาเป็นเพียงรายได้เฉลี่ยของกิจการต่างๆ ได้แก่ สถานพักตากอากาศ 5 แห่ง สนามกอล์ฟ 36 แห่ง สนามมวย 1 แห่ง สนามม้า 1 แห่ง แถมยังไม่มีการให้ข้อมูลของสนามมวยอีก 3 แห่ง และสนามม้าอีก 1 แห่ง ที่ใช้ข้ออ้างว่าปิดตัวไปแล้ว นี่คือการอำพรางตัว ไม่ยอมเปิดเผยงบการเงินของกิจการเหล่านี้ย้อนหลัง เปิดเพียงรายได้เฉลี่ย 5 ปี 724 ล้านบาท และมีรายจ่ายเฉลี่ย 5 ปี 649 ล้านบาท

เห็นได้ชัดว่าไม่โปร่งใส ตรวจสอบไม่ได้ ซ้ำยังสะท้อนให้เห็นถึงความด้อยประสิทธิภาพ ในการสร้างผลประโยชน์ เพราะนี่น่าจะเป็นการใช้ที่ดินราชพัสดุเกือบถึง 1 ล้านไร่ แต่เมื่อเอารายได้เฉลี่ยมาหักลบกับรายจ่ายเฉลี่ย มีผลต่างเพียง 75 ล้านบาทเท่านั้น แปลว่าที่ดิน 1 ล้านไร่ ได้กำไรคร่าวๆ 75 ล้านบาท ตกไร่ละ 75บาท เท่านั้น นอกจากนั้น การอ้างว่าเป็นการใช้ที่ราชพัสดุ เพิ่มสวัสดิการภายใน อย่างสนามกอล์ฟ 33 แห่ง จาก 36 แห่ง แปลว่า 33 แห่งนี้ ไม่ต้องทำสัญญาเช่ากับกรมธนารักษ์

“ตกลงแล้วนายพลของกองทัพไทย มีอาชีพเป็นนักรบหรือเป็นนักกอล์ฟ ถึงต้องมีสนามกอล์ฟมากถึง 33 สนาม อย่าอ้างว่าเป็นสวัสดิการภายในกองทัพ เพราะนี่เป็นสวัสดิการให้กับนายพลหรือนายทหารชั้นผู้ใหญ่ไปตีกอล์ฟเท่านั้น พล.อ.ประยุทธ์ เคยตระหนักถึงต้นทุนค่าเสียโอกาสที่สูญไปกับที่ดินเหล่านี้บ้างหรือไม่ การกระจายตัวของสวัสดิการเป็นไปอย่างเท่าเทียมเป็นธรรมหรือไม่ เคยลงไปดูหรือไม่ว่านายทหารชั้นประทวน มีความเป็นอยู่กันอย่างไร”

สวัสดิการเชิงธุรกิจสัมปทาน

นายพิจารณ์ กล่าวต่อว่า สวัสดิภาพของนายทหารชั้นประทวนเหล่านี้ อดีตผบ.ทบ. ที่อยู่ในตำแหน่งถึง 4 ปี วันนี้มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแล้ว เคยคิดจะแก้ไขบ้างหรือไม่ นอกจากนี้ กองทัพเรือเองก็มีประเด็นเช่นกัน ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์ที่ราชพัสดุในเชิงธุรกิจ ที่ขอเรียกว่า ‘สวัสดิการเชิงธุรกิจแบบสัมปทาน’ ในโครงการทำเหมืองหินและโรงโม่หิน ที่ตั้งของโครงการดังกล่าว อยู่ที่เขาวังปลา อ.สัตหีบ บนเนื้อที่ 208 ไร่เศษ โดยมีพฤติกรรมเอื้อผลประโยชน์ให้เอกชนรายหนึ่ง จนเชื่อได้ว่าต้องมีการแบ่งปันผลประโยชน์กับนายทหารระดับ พล.ร.อ.อย่างแน่นอน และพล.อ.ประยุทธ์จะปฏิเสธไม่รู้ไม่เห็นไม่ได้

ตั้งแต่ปี 2556 กองทัพเรือได้ขอประทานบัตรเหมืองหินเพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง จากกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและเหมืองแร่ โดยมีอายุสัมปทานทั้งสิ้น 10 ปี ซึ่งจะไปสิ้นสุดลงในเดือนธันวาคมปี 2566 โดยกรมสวัสดิการกองทัพเรือได้ทำสัญญาแบบปีต่อปีกับเอกชนรายหนึ่ง ตั้งแต่ปี 2557-2561 จนมาในปี 2562 ทางกรมสวัสดิการกองทัพเรือ ที่มี อดีต ผบ.ทร. พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ เป็นประธาน ก็มีการอนุมัติ ให้เอกชนรายใหม่เข้ามาดำเนินการแทน

เหตุที่เลือกรายใหม่นี้ ก็เพราะว่ามีการเสนอผลประโยชน์ให้กับทางกองทัพเรือได้ดีกว่ารายเดิมมาก เช่น จะเพิ่มกำลังการผลิตหินให้มากกว่าเจ้าเดิม, จะให้ผลตอบแทนจากการผลิตหินที่มากกว่า, รวมทั้งข้อเสนอในเรื่องการรักษาสภาพแวดล้อม การดูแลผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ, อีกทั้งยังเสนอที่จะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายและดำเนินการด้วยตัวเอง

เอกชนไม่ทำรายได้ แต่ต่อสัญญา

ในการขอเพิ่มกำลังการผลิตจาก กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและเหมืองแร่ แต่ปรากฏว่า หลังดำเนินการไปได้ 1 ปี เอกชนรายนี้กลับไม่สามารถทำได้ตามสัญญาที่ตกลงกันไว้ เมื่อถึงตรงนี้ หากเราเป็นสวัสดิการกองทัพเรือ ก็ต้องปรับเงิน 40 ล้านบาท พร้อมยกเลิกสัญญา และหาเอกชนรายใหม่ที่มีศักยภาพที่ดีกว่า มาดำเนินการแทน แต่กรมสวัสดิการกองทัพเรือกลับให้เอกชนรายนี้ต่อสัญญาเป็นปีที่สอง

ส่วนหนี้ 40 ล้านบาทก็ให้ผ่อนชำระ 38 งวด โดยจ่ายงวดที่หนึ่ง 5 ล้านบาท แถมยังไม่มีการคิดดอกเบี้ย และไม่มีการวางหลักทรัพย์ค้ำประกัน กองทัพเรืออ้างว่า หากดำเนินคดี แม้ชนะก็อาจจะไม่มีหลักทรัพย์ให้บังคับคดีได้ แล้วรู้ได้อย่างไรว่าเอกชนรายนี้ จะยังมีศักยภาพมากพอ ที่จะดำเนินการตามสัญญาในปีที่สองต่อไปได้ตามสัญญา

นายพิจารณ์ อภิปรายต่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ ยังล้มเหลวในฐานะนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิดรอบแรก และพล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเอง ที่ปล่อยปะละเลยการดูแลตามแนวชายแดน จนเป็นเหตุให้มีการลักลอบขนแรงงานข้ามชาติ จนนำมาสู่การแพร่ระบาดของโควิดรอบใหม่ ที่มาซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยให้ย่ำแย่ลงไปอีก ถึงวันนี้ประชาชนเฝ้าติดตามคำตอบว่า พล.อ.ประยุทธ์ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะเอายังไงกับงบประมาณกระทรวงกลาโหม ในขณะที่ประเทศกำลังประสบความยากลำบากทางการเงินการคลังสังคมตั้งคำถามว่า ตกลงแล้ว อาวุธ-ยุทโธปกรณ์ กับ กระดาษทิชชู่ มันไปมีความจำเป็นเหมือนกันได้ยังไง แล้วถ้าทิชชู่หมด เอาน้ำล้างแทนได้หรือไม่

จัดซื้อชุดทหารเกณฑ์ ไม่โปร่งใส

นายพิจารณ์ อภิปรายต่อว่า กระทรวงกลาโหมมีการใช้จ่ายงบประมาณที่ไม่โปร่งใส โครงการจัดซื้อชุดลำลองทหารเกณฑ์ โดยเฉพาะการจัดซื้อเครื่องแต่งกาย เสื้อคอวี กางเกงขาสั้นลำลอง รองเท้า Jungle Boot ผ้้าเช็ดตัว ผ้าขาวม้า ถุงเท้าต้านแบคทีเรีย กางเกงใน เมื่อเปรียบเทียบแล้วมีการซื้อในราคาสูงกว่าราคาในช็อปปี้ รัฐบาลจ่ายเงินไปกว่า 702.4 ล้านบาท หากซื้อตามราคา shopee จะได้จ่ายเพียง 285 ล้านบาทเท่านั้น แปลว่ารัฐต้องจ่ายแพงกว่าถึง 417 ล้านบาท

เช่นเดียวกับการซื้อครุภัณฑ์เครื่องมือช่างก็ยังคงมีการจัดซื้อครุภัณฑ์เครื่องมือช่างที่มีราคาต่ำกว่าล้านของกองทัพเรือ ในราคาที่สูงกว่าท้องตลาดกล้องสำรวจวัดระยะและมุม TOPCON ที่ขายกัน 320,000 บาท แต่กองทัพซื้อ 431,500 บาท, รถยกไฮดรอลิก รุ่นเดียวกันนี้ ขายกัน 38,900 บาท แต่กองทัพซื้อ 91,100 บาท, เครื่องวัดความเร็วรอบ Fluke ที่ขายกัน 18,000 บาท แต่กองทัพซื้อ 24,110 บาท รวมสามรายการ จ่ายแพงกว่าราคาขายปลีกในท้องตลาดคิดเป็น 47%

“พูดให้ชัดว่าทั้งหมดนี้ ผมเชื่อว่าเอกชนไม่ได้ขายแพงเอง แต่เอกชนต้องขายแพงตามราคาที่มีใครบางคนต้องการ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และผมต้องพูดซ้ำอีกครั้ง ในฐานะที่เป็น ผบ.ทบ.มา 4 ปี พล.อ.ประยุทธ์ปล่อยปะละเลยแบบนี้ได้อย่างไร คือความจงใจที่จะไม่ใส่ใจ งบประมาณจะชักหน้าไม่ถึงหลังอยู่แล้ว ยังใช้จ่ายแบบนี้ หากเป็นบริษัทเอกชน นอกจากต้องปลดผู้บริหารคนนี้ออกจากตำแหน่ง ยังต้องฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายด้วยซ้ำ”

ยุทธภัณฑ์ จัดซื้อน่าเคลือบแคลงสงสัย

นายพิจารณ์ กล่าวอีกว่ากรณีการจัดซื้อยุทธภัณฑ์โดยกรมการทหารช่าง การจัดซื้อกล้องตรวจการณ์กลางคืน แบบตาเดียวหรือ Night Vision Scope โครงการนี้เป็นการจัดซื้อมาตั้งแต่ปีงบประมาณ 2561-2563 โดยมีผู้ชนะรายเดียวมาตลอด ที่ชนะการประมูลที่ราคากลางพอดีตลอด 3 ปีงบประมาณ แม้เงินบาทต่อเงินดอลล่าร์สหรัฐจะแข็งค่าหรืออ่อนค่า โดยในปี 2563 เป็นการจัดซื้อเฉพาะเจาะจงทั้งหมด มีเอกชนรายเดิมที่ชนะการประกวดราคามาตลอด 3 ปีติด เมื่อไปตรวจสอบสเป็คตรงตามที่กองทัพไทยต้องการ ทั้งราคากล้อง อุปกรณ์ติดตั้งบนหมวก และกระเป๋าเก็บ รวมกับอุปกรณ์เสริมต่างๆที่ระบุในเอกสารสเป็คของกองทัพ รวมค่าขนส่ง ประกันภัย และภาษีแล้ว ราคาอยู่ที่ 8,700 เหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินไทย 261,000 บาท แปลว่า กองทัพซื้อแพงกว่าราคาปลีกถึง 47% สำหรับกล้อง Night Vision มีการกินกันถึง 78 ล้านบาท

นายพิจารณ์ อภิปรายต่อว่า การจัดซื้อรถโดยสารขนาดใหญ่ปรับอากาศ ที่มีกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างแบบประกวดราคาที่น่าเคลือบแคลงสงสัยว่ามีการทุจริตหรือไม่ ในกรณีที่กรมการขนส่งทหารบก ได้มีการจัดซื้อจัดจ้างรถบัสขนาดใหญ่ ตั้งแต่ปี 2558-2563 ทั้งหมดจำนวน 7 สัญญา จำนวน 429 คัน รวมงบประมาณทั้งสิ้น 2,200 ล้านบาท โดยในปี 2563 ล่าสุด เป็นการจัดซื้อรถบัสแบบที่ 7 แบ่งเป็น 2 โครงการ จำนวน 100 คัน 448 ล้านบาท และจำนวน 12 คัน วงเงิน 59 ล้านบาท ทั้ง 7 โครงการนี้ มีผู้ชนะการประมูลเป็นบริษัทเดียวกัน คือ บริษัท อิทธิพร อิมปอร์ต จำกัด แม้ว่าจะเป็นการจัดซื้อจัดจ้างแบบ e-bidding แต่ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ทั้ง 7 โครงการนี้ ล้วนแล้วแต่มีข้อน่าสงสัย

บริษัทหนึ่ง ชนะประมูลเบ็ดเสร็จ

ยกตัวอย่างในปีล่าสุด คือปี 2563 ในการจัดซื้อ รถบัสแบบที่ 7 จำนวน 112 คัน ซึ่งเมื่อมองทั้งกระบวนการตั้งแต่ต้นจนจบจะรู้สึกสงสัยว่ากองทัพมีความพยายามที่จะให้บริษัทรายหนึ่ง ชนะการประมูลอย่างเบ็ดเสร็จหรือไม่ การจัดซื้อจัดจ้างที่มีความผิดปกตินี้ ใช้งบประมาณ 2,200 ล้านบาท มีผู้ชนะทั้ง 7 โครงการเพียงรายเดียว

แม้ว่าจะเป็นอำนาจการจัดซื้อของ ผบ.ทบ. หรือปลัดกระทรวงกลาโหมตั้งแต่ ปี 2557-2563 แม้จะเปลี่ยน ผบ.ทบ. ไปแล้ว 6 คน แม้เปลี่ยนปลัดกระทรวงกลาโหมไปแล้ว 6 คน แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมีเพียงสองคนเท่านั้น คือ พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งทั้ง 7 โครงการนี้ หากเป็นไปอย่างที่กล่าวไปจริง กองทัพบกได้ทำให้รัฐสูญเสียเงินงบประมาณไปถึง 450-650 ล้านบาท ขนาดการจัดซื้อที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นนี้เป็นการจัดซื้อแบบประกวดราคา ตนไม่อยากคิดเลยว่าหากเป็นการจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจง ที่ไม่ต้องมีกระบวนการประกวดราคา กองทัพจะซื้อแพงกว่าราคาที่ควรจะเป็นขนาดไหน

เร่งซื้อเรือดำน้ำ อ้อนวอนผู้ขาย

นายพิจารณ์ อภิปรายต่ออีกว่า กรณีการจัดซื้ออาวุธ-ยุทธโทธปกรณ์ ในข่าวสด ออนไลน์ ภาคภาษาอังกฤษ เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2563 มีการเผยแพร่เอกสาร จดหมายฉบับหนึ่ง ที่ลงนามโดย อดีต ผบ.ทร. พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ ที่ส่งถึงทางการจีน Mr. Xu Zhanbi State Administration for Science Technology and Industry for National Defense (SASTIND) ลงวันที่ 24 กันยายน 2563 หรือ 6 วันก่อนที่อดีต ผบ.ทร.จะเกษียณอายุราชการ เนื้อหาที่ปรากฎในจดหมาย ชวนให้สงสัยเหลือเกิน ว่าทำไมอดีต ผบ.ทร. ถึงต้องเร่งรัดให้จีนมาเซ็นข้อตกลงก่อนที่ตนเองจะเกษียณอายุราชการขนาดนี้

เนื้อหาในจดหมายบางช่วงบางตอนแสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะเซ็นข้อตกลง เพื่อให้มีผลผูกมัดกับงบประมาณปี 2565 แสดงถึงความอยากได้จนไม่ลืมรู้ลืมตา เป็นผู้ซื้อแท้ๆ กลับไปอ้อนวอนผู้ขาย ไม่ได้ใช้ความคิดสักนิดเลย ว่าเศรษฐกิจไม่ดีขนาดนี้ มีโควิดทุกประเทศ มีการตัดงบประมาณซื้ออาวุธหมด ความจริงควรเป็นโอกาสที่ผู้ซื้อจะมีอำนาจต่อรอง แต่ทำไมจึงไม่คิดจะต่อรองราคากับเขาบ้าง เป็นไปไม่ได้ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะไม่รู้ไม่เห็นเรื่องนี้

“ตนเชื่อว่าที่ พล.ร.อ.ลือชัย ทำไป เป็นไปตามความต้องการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เหมือนเมื่อครั้งที่มีการซื้อเรือดำน้ำลำที่หนึ่ง หากยังจำกันได้ ทหารบกออกมาให้ข่าว ทหารเรือยังไม่ทราบเรื่องว่าตัวเองจะของบประมาณซื้อเรือดำน้ำ เพราะมันเป็นความต้องการซื้อของ พล.อ.ประวิตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในขณะนั้น ต้องรอหลังเป็นข่าวอีก หนึ่งสัปดาห์ พล.ร.อ.ลือชัย จึงค่อยออกมาแถลงข่าวและบินไปดูงานที่ประเทศจีน และหากจดหมายนี้มันเป็นเรื่องจริง พล.อ.ประยุทธ์ คงจะห้ามประชาชนไม่ให้คิดกันไม่ได้ ว่าโครงการเรือดำน้ำนี้ พล.อ.ประยุทธ์ มีส่วนในเงินทอนแน่ๆ และตนเชื่อว่าเท่านี้ก็น่าจะสามารถแสดงให้พี่น้องประชาชนไม่มากก็น้อย เห็นตรงกันได้แล้ว ว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่เหลือความชอบธรรมในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้อีกต่อไป” นายพิจารณ์ระบุ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘จุลพันธ์’ อัดนายกฯ มือไม่ถึงทำศก.พังพินาศ ‘บิ๊กตู่’ โต้ โวเป็นรบ.แรก จ่ายเงินตรงถึงผู้รับ (matichon.co.th)

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon