จิราพร เปิดเอกสารลับที่สุด ซัด “บิ๊กตู่” ประเคนทรัพยากรชาติ แลกกับความผิดตัวเอง (มีคลิป)

“จิราพร” อัด”บิ๊กตู่”บริหารปท.ลุแก่อำนาจ ใช้ม.44 ทำอัคราฯ ต้องยุติกิจการ ต้นเหตุคิงส์เกตฯฟ้องไทย ชี้ เป็นใบเสร็จความเสียหายชิ้นสำคัญ ระบุ หากไทยต้องเสียค่าโง่ ต้องจำไว้ว่าทำลายอนาคตลูกหลาน 

วันนี้ (17 ก.พ.) เวลา 09.10 น.ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาฯคนที่ 2 เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ต่อเป็นวันที่ 2 โดย น.ส.จิราพร สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า ความเสียหายของแผ่นดินเกิดจากน้ำมือ และการตัดสินใจที่ผิดพลาดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยจุดเริ่มต้นมาจากการรัฐประหารปี 2557 ทำให้ประเทศได้ผู้นำที่ลุแก่อำนาจ เสพติดการใช้อำนาจที่ประชาคมโลกไม่ยอมรับ สร้างความเสียหายต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน การกระทำที่ลุแก่อำนาจครั้งนั้น มีผลประโยชน์ของประเทศ และประชาชนเป็นเดิมพัน ซึ่งตนกำลังพูดถึงคดีเหมืองทองอัครา พล.อ.ประยุทธ์ หรือหัวหน้าคสช.ขณะนั้น ใช้อำนาจตาม มาตรา 44 ออกคำสั่งระงับกิจการเหมืองแร่ทองคำทั่วประเทศ ส่งผลให้บริษัทบริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ต้องยุติกิจการ รวมทั้งเป็นเหตุให้บริษัทบริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดตเต็ด ลิมิเต็ด ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติออสเตรเลีย ผู้ถือหุ้นใหญ่ตัดสินใจฟ้องราชอาณาจักรไทยและมีการประเมินว่าคดีนี้ไทยอาจจะแพ้ได้และต้องชดใช้ค่าเสียหายกว่า 750 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 22,500 ล้านบาท

น.ส.จิราพร กล่าวว่า ทั้งนี้ในวันที่ 5 มิถุนายน 62 ในการประชุมร่วมรัฐสภา พล.อ.ประยุทธ์ ได้มอบให้นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ชี้แจงแทนว่า รัฐบาลไทยมีโอกาสชนะ เพราะจากการตรวจสอบของกระทรวงอุตสาหกรรมพบว่า บริษัทดังกล่าวทำผิดเงื่อนไข คือสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยบริษัทไม่สามารถดูแลความเรียบร้อยและทำให้ชาวบ้านได้รับผลกระทบ จึงเป็นเหตุให้ต้องสั่งปิดเหมืองแร่ แต่คำชี้แจงไม่เห็นความจริง เพราะเมื่อปี 58 พล.อ.ประยุทธ์ ให้ 4 กระทรวง ประกอบด้วย กระทรวง อุตสาหกรรม สาธารณสุข ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ทองคำของบริษัทดังกล่าว และมีการตั้งคณะทำงานขึ้นหลายคณะ เพื่อตรวจสอบแล้วเสร็จ และผลออกมาว่า กระทรวงอุตสาหกรรม มีหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ เรื่องแนวทางแก้ไขผลกระทบจากการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำ ซึ่งมีสาระสำคัญว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าการทำเหมืองแร่ทองคำดังกล่าว สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในพื้นที่จริงหรือไม่

น.ส.จิราพร กล่าต่อว่า ในปี 2559 กรมอุตสาหกรรมและกรมเหมืองแร่ได้จัดประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีการให้ความเห็นเกี่ยวกับการใช้มาตรา 44 การปิดเหมืองแร่ว่า หากการใช้ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาตร์รองรับชัดเจน จะส่งผลกระทบต่อการลงทุน และไม่เห็นด้วยกับการนำมาตรา 44 มาบังคับใช้กับกรณีดังกล่าว ทั้งนี้ ได้มีการส่งผลการประชุมดังกล่าวไปยังพล.อ.ประยุทธ์ โดยได้แนบสองแนวทาง คือ การใช้กฎหมายตามปกติและดำเนินตามขั้นตอนและการใช้อำนาจมาตรา 44 ระงับการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำ อย่างไรก็ตาม แม้จะมีหน่วยงานคัดค้าน แต่พล.อ.ประยุทธ์ ยังใช้มาตรา 44 และการที่นำหลักฐานมาแสดงไม่ใช่เพื่อปกป้องบริษัทคิงส์เกตฯ แต่ต้องการให้เห็นถึงความชอบธรรมการใช้อำนาจที่ไร้จิตสำนึกความรับผิดชอบร้ายแรงต่อประเทศ และนำมาสู่การฟ้องร้อง

น.ส.จิราพร กล่าวว่า มีกระแสข่าวในช่วงเดือนกันยายน 2563 ที่รัฐบาลจะให้บริษัทอัคราฯได้รับอนุญาตให้นำผงทองคำและเงินออกมาจำหน่าย รวมถึงได้อาชญาบัตรพิเศษในการสำรวจแร่ทองคำเพิ่มอีก 44 แปลงและพล.อ.ประยุทธ์ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ออกมาแก้ข่าวในเรื่องนี้ว่า เป็นคำขอเดิมของบริษัทอัคราฯในปี 2546 เมื่อไทยมีพ.ร.บ.เหมืองแร่ฉบับใหม่ จึงดำเนินการตามขั้นตอนปกติ ทั้งนี้ในข้อมูลเอกสารที่ตนมีชี้ให้เห็นว่า ไม่ใช้การดำเนินการที่ปกติ แต่เป็นประโยชน์ที่ประเทศไทยให้บริษัทคิงส์เกตฯ เพื่อให้ดำเนินการถอนฟ้อง ทั้งนี้ ในการประชุมครม.เดือนมิถุนายน 2563 มีมติปรากฎในเอกสารลับที่สุดของรายงานคณะกรรมการดำเนินการระงับข้อพิพาทระหว่างราชอาณาจักรไทยกับบริษัทคิงส์เกตฯ โดยไฮไลท์ในหนังสือเขียนไว้ว่า หากตกลงกันได้บริษัทคิงส์เกตฯ ต้องถอนคดีจากอนุญาโตตุลาการ ซึ่งเอกสารนี้ชี้ชัดว่าพล.อ.ประยุทธ์ รับทราบรู้เห็นเป็นใจว่าไทยแพ้คดีและมอบหมายให้หน่วยงานเจรจาเพื่อยอมความ มอบนโยบายให้เอาทรัพยากรของประเทศประเคนให้เพื่อให้เขายอมถอน อย่างไรก็ตาม หากจะสู้คดีมีที่ไหนจะต้องยอมความ ซึ่งสิ่งที่ดำเนินการย้อนแย้งกับที่ได้ลั่นวาจาไว้ได้สั่งการไปแล้วว่า ภายในสิ้นปี 2559 จะไม่มีการทำเหมืองแร่อีกต่อไป และต้องไม่มีเหมืองทองอีกต่อไป

“ถ้าไทยต้องแพ้คดีและจ่ายค่าโง่ ขอให้พล.อ.ประยุทธ์ จดจำไว้ในมโนสำนึกว่า กำลังทำลายอนาคตของลูกหลานและคนไทยทั้งประเทศเพียงเพราะการลุแก่อำนาจ จะเป็นบทเรียนราคาแพงและเจ็บปวดของประเทศ ท่านปัดความรับผิดชอบครั้งนี้ไม่ได้ ต้องตอบให้ได้ว่าจะสู้คดีให้ถึงที่สุดแบบไปตายเอาดาบหน้าหรือจะยอมเอาทรัพยากรของประเทศประเคนให้ต่างชาติเพื่อแลกกับการถอนฟ้อง ถ้าท่านเดินหน้าต่อสู้คดีจนถึงที่สุดแล้วแพ้ อยากถามว่า จะเอาเงินส่วนใดไปจ่าย จะเอางบแผ่นดินหรือเงินส่วนตัว และถ้าท่านเลือกใช้วิธีการเจรจาต่อรองเอาผลประโยชน์ของประเทศ แผ่นดินไปยกให้บริษัทเอกชน เพราะแนวโน้มไทยมีโอกาสแพ้คดี 100 เปอร์เซ็นต์ บทสรุปของคดีนี้ประเทศไทยต้องจ่ายค่าโง่อย่างไม่มีทางเลือกหรือหลีกเลี่ยง ต้องเอาเงินมหาศาลไปแลกเพื่อคนๆเดียว เอาความผิดออกจากตัวเองและโยนภาระบาปให้ประเทศและประชาชนต้องรับผิดชอบแทน เป็นใบเสร็จความเสียหายชิ้นสำคัญของพล.อ.ประยุทธ์คดีเหมืองทองอัคราฯพล.อ.ประยุทธ์ เริ่มต้นด้วยตัวเอง ออกคำสั่งทำลายประเทศจนย่อยยับ สร้างตราบาปให้ประเทศ กำลังทำลายโอกาสประเทศชาติและประชาชนอย่างไม่มีชิ้นดี“

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้พรุ่งนี้ 15.9 ล้านคน ยิ้มร่า รับเงิน ‘เราชนะ’ งวดแรก 2 พันบาท
บทความถัดไปศาลยังไม่ให้ประกัน ‘กวิ้น-อานนท์-สมยศ-หมอลำแบงก์’ หลังยื่นรอบ 2