“วิโรจน์” ซัดการบริหารวัคซีน “อนุทิน-ประยุทธ์” ล่าช้า ทำงานเช้าช้อนเย็นช้อน ซัดสร้างข่าวปลอมให้ประชาชนกลัวการฉีดวัคซีน พาดพิงซุปเปอร์ดีล จนซีก รบ.รุมประท้วง ลามด่าพ่อแม่ไม่สั่งสอน จน “ชวน” ต้องสั่งถอนคำพูด (คลิป)
วันนี้ (17 ก.พ.) เวลา 12.18 น. ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ต่อเป็นวันที่ 2 เริ่มตึงเครียด เมื่อ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) อภิปรายว่า การบริหารวัคซีนที่ผิดพลาด เอาประชาชนไปกระจุกความเสี่ยงอยู่กับวัคซีนเพียงเจ้าเดียว ไม่สนใจคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความรู้ความสามารถ ขาดความโปร่งใส ขัดขวางกลไกการตรวจสอบ ทั้งที่เงินทุกบาทที่ใช้ซื้อวัคซีนล้วนเป็นเงินภาษีที่มาจากหยาดเหงื่อแรงงานของประชาชน ทำให้การฉีดวัคซีนล่าช้า ปัญหาปากท้องลากยาวไม่จบไม่สิ้น ประชาชนทุกข์ยากแสนสาหัส คนตกงานสูญเสียอาชีพ รายได้ฝืดเคือง ทำมาหากินลำบาก แต่แปลกที่การค้าการขายดี คนมีสร้อยขายสร้อย ใครมีบ้านขายบ้าน ใครมีรถขายรถ หนี้ท่วมหัวลูกต้องออกจากโรงเรียนเรื่องแบบนี้ พล.อ.ประยุทธ์และนายอนุทินรู้อยู่แก่ใจ ว่าฉีดวัคซีนล่าช้าไปหนึ่งเดือน ประชาชนเสียหายไปสองจุดแสนล้านบาท ทุกวันที่ พล.อ.ประยุทธ์หายใจทิ้งไปวันๆ ประเทศชาติเสียหายเป็นมูลค่า 8,300 ล้านบาท ถ้าคิดเป็นชั่วโมง 347 ล้านบาท จนถึงวันนี้ฉีดวัคซีนล่าช้าไปกี่วัน กี่ชั่วโมงแล้ว ยังจะช้าไปอีกเมื่อไหร่ นี่คือความผิดฉกรรจ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรีและ ผอ.ศบค. และนายอนุทิน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ทั้งคู่จะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้
นายวิโรจน์อภิปรายว่า การระบาดครั้งใหญ่ของโควิด-19 ในไทยสร้างความเสียหายให้กับระบบเศรษฐกิจ การดำรงชีวิต ปากท้องของประชาชนทั่วประเทศ ที่สำคัญไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไหร่ พล.อ.ประยุทธ์และ ผอ.ศบค.รู้ดีว่า มาจากความบกพร่องในหน้าที่ที่อยู่ในความรับผิดชอบของตนเองทั้งสิ้น ตั้งแต่การระบาดใหญ่ที่สนามมวยลุมพินี เมื่อเดือนมีนาคม 2563 กรณีทหารอียิปต์เมื่อกรกฎาคม การปล่อยปละละเลยให้มีการลักลอบเข้าประเทศจากฝั่งท่าขี้เหล็กประเทศเมียนมาในเดือนพฤศจิกายน ยังไม่รวมการเอาชีวิตของประชาชนมาล้อเล่นของนายอนุทิน ที่ไม่เคยจะมีสำนึกในวันที่ 25 มกราคม นายอนุทินออกมาค่อนขอดประชาชนที่ทักท้วงเรื่องการถอนเครื่องวัดอุณหภูมิที่สนามบินสุวรรณภูมิว่า เขายกเลิกเที่ยวบินจากอู่ฮั่นแล้ว จะติดตั้งเครื่องวัดอุณหภูมิทำไม แถมบอกอีกว่าโควิด-19 เป็นแค่โรคหวัดโรคหนึ่งและสุดท้ายโควิด-19 ก็ลุกลาม จนสุดท้ายนายอนุทินต้องออกมาร้องไห้ ฟูมฟายขอโทษประชาชนในวันที่ 21 มีนาคม
“ผมคิดว่า ในวันนั้นนายอนุทินจะสำนึกบ้าง แต่เปล่าเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม ปากของนายอนุทินก็ทำพิษอีกทำเหมือนประชาชนเป็นผักเป็นปลา พูดออกมาได้อย่างไรว่า โควิดกระจอก แต่พูดออกมาก็ดีเพราะประชาชนทั่วประเทศจะได้รู้ว่าใครกันแน่ที่กระจอก และคนที่กระจอกที่สุดก็คือนายอนุทิน ในที่สุดปัญหาลักลอบค้าแรงงานต่างชาติก็มาแจ๊กพ็อตแตกเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม นำมาซึ่งการระบาดละลอกใหม่ซ้ำเติมด้วยกรณีการปล่อยปละละเลยเรื่องบ่อนการพนัน เริ่มต้นจากระยอง แทนที่รัฐบาลจะเร่งสกัดกลับออกมาปฏิเสธว่าไม่มีบ่อน และสุดท้ายก็บานปลายไปที่จันทบุรี ตราด อ่างทอง ปิ่นเกล้า ซ้ำเติมการระบาดไม่จบไม่สิ้น จนทำให้รัฐบาลต้องออกประกาศพื้นที่ควบคุม 5 จังหวัด พื้นที่ควบคุมสูงสุดอีก 28 จังหวัด ทำให้การทำมาหากิน การค้าขาย การดำเนินชีวิตของประชาชน นักเรียนไม่ได้เรียนหนังสือ ประสบความทุกข์ยากมาจนถึงทุกวันนี้ และยังไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไหร่”
นายวิโรจน์อภิปรายอีกว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่ทราบว่าการระบาดของโควิดไม่ได้เป็นแค่เรื่องของโรคภัยไข้เจ็บ แต่เป็นปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้องกระทบการดำเนินชีวิตของคนไทยทุกคน 67 ล้านคนต้องเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า การท่องเที่ยวในปี 63 ที่มีการจ้างงานสูงถึง 8 ล้านคน ต้องสูญรายได้ไปถึง 1.55 ล้านบาท การระบาดรอบใหม่ศูนย์วิจัยจากธนาคารกรุงไทยและธนาคารทหารไทย ประเมินจะส่งผลกระทบถึงภาคการค้าและการท่องเที่ยวสูงถึง 1.1-1.5 แสนล้าน โรงแรม 3,700 แห่งเตรียมจะปิดกิจการ ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินว่าจะมีแรงงาน 4.7 ล้านคนตกงาน ภาพระดับความเสียหายนี้ หากอยากให้นึกภาพ ตนอยากให้นายกรัฐมนตรีที่ชื่อประยุทธ์ และนายอนุทิน รองนายกรัฐมนตรีไปดูวอล์กกิ้ง สตรีทที่พัทยาที่วันนี้ร้างแล้ว ไปดูหาดป่าตองที่ภูเก็ต วันนี้เป็นป่าช้า ไปดูที่หัวหินใกล้ๆ วันนี้เหลือแต่หินไม่เหลือคน รายได้จากต่างชาติปีละ 1.99 ล้านบาทหายไปกับตา พล.อ.ประยุทธ์ในฐานะนายกรัฐมนตรีและลูกน้องที่ชื่ออนุทินไม่รู้สึกอะไรเลยหรือ หนี้ครัวเรือนในปี 63 แต่ละครอบครัวมีหนี้ถึง 480,000 บาท
“จากหนี้ครัวเรือนในปี 2563 ที่ปรับเพิ่มเป็น 480,000 บาท ปี 62 แค่ 340,000 บาท ปีเดียวพุ่งขึ้น 140,000 บาท หรือเพิ่มขึ้น 42% ธนาคารโลกวิเคราะห์ว่าประเทศไทยอยู่ดีๆ ก็มีคนยากจนเพิ่มขึ้น 1.5 ล้านคนซึ่งคนเหล่านี้ยากจนโดยที่เขาไม่อยากจน ยังไม่นับเด็กกลุ่มคนยากจนพิเศษอีกประมาณเกือบหนึ่งล้านคนที่ต้องออกจากโรงเรียน เนื่องจากพ่อแม่เขาตกงาน พล.อ.ประยุทธ์และนายอนุทินจะอ้างว่าไม่รู้ถึงความสำคัญของวัคซีนต่เศรษฐิจปากท้องไม่ได้ เพราะเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม นายอนุทินทำหนังสือที่ สธ.59/3175 ถึง พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อเสนอ ครม.ของบเพื่ออุดหนุนให้กับสถาบันวัคซีน 1,000 ล้านบาท โดยนายอนุทินเขียนว่า การมีวัคซีนเร็วขึ้นหนึ่งเดือนช่วยให้ประเทศสร้างรายได้จากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว 2.5 แสนล้านบาท และสร้างผลกระทบเชิงบวกทางเศรษฐกิจรวมถึงความเชื่อมั่นของประชาชนคนไทยด้วย นี่เป็นหลักฐานว่า พล.อ.ประยุทธ์และนายอนุทินต่างรู้ดีว่าการฉีดวัคซีนต้องฉีดให้เร็วและฉีดให้ครอบคลุมประชากรให้มากเพียงพอ เพื่อสร้างความคุ้มกันให้เกิดขึ้นครอบคลุมทั้งประเทศ เพราะปัจจุบันยังไม่มีข้อชี้ชัดว่าการฉีดวัคซีนสามารถสร้างภูมิได้นานแค่ไหน หากสร้างภูมิได้แค่ระยะสั้นแค่สองปี หากระยะเวลาสองปี ฉีดยังไม่ครอบคุลมเพียงพอเกิดเจอเชื้อกลายพันธุ์ ประชาชนกลุ่มที่ได้รับวัคซีนไปแล้วพอหมดภูมิก็มีสิทธิที่จะได้รับการติดเชื้อใหม่ คำถามคือประเทศจะควบคุมการระบาดได้อย่างไร” นายวิโรจน์อภิปราย
นายวิโรจน์อภิปรายต่อว่า ฉีดช้าหนึ่งเดือนเสียหาย 2.5 แสนล้าน และคนที่เสียหายคือประชาชนคนตัวเล็ก ฉีดช้าไปสี่เดือนเสียหายไป 1.11 ล้านบาท นายอนุทินจะไม่รู้ได้อย่างไร เพราะเป็นคนทำหนังสือด้วยตนเอง เรื่องวัคซีนที่ต้องเร่งจัดหารัฐบาลรู้ดีเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม รัฐบาลแถลงเองด้วยซ้ำว่ารัฐบาลจะพยายามผลักดันให้ประชาชนชาวไทยเป็นประเทศแรกๆ ของโลกที่ได้รับวัคซีนป้องกันโควิดและ พล.อ.ประยุทธ์ยังออกมาโพสต์เฟซบุ๊กคุยโวว่ารู้สึกดีที่คนไทยจะได้รับวัคซีนเป็นอันดับแรกๆ ของโลกในปี 64 และวันนี้เป็นอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์และนายอนุทินพูดจริงหรือพูดเท็จ พล.อ.ประยุทธ์ ผอ.ศบค. รู้อยู่แก่ใจว่าวัคซีนเป็นเรื่องที่สำคัญต่อการทำมาหากินและปากท้องของประชาชน แต่วันที่ 4 มกราคม หลังเกิดเหตุระบาดระลอกใหม่ที่สมุทรสาคร พล.อ.ประยุทธ์กล้าที่จะบอกให้อยู่กับบ้าน 14-15 วันได้อย่างไร ทั้งที่การระบาดเกิดจากความบกพร่องของตนเองจากการค้ามนุษย์ แรงงานต่างชาติ ปัญหาบ่อนการพนัน ซึ่งประชาชนต้องทำมาหากิน เพราะหลายคนวันไหนที่ไม่ได้ออกไปทำงานเขาไม่มีเงินซื้อข้าวกิน ไม่มีเงินให้ลูกไปโรงเรียน นี่หรือคนที่สมควรเป็นนายกรัฐมนตรี
อย่างไรก็ตาม วัคซีนไม่ใช่แค่เรื่องของการป้องกันโรค แต่ความสำคัญคือการกอบกู้เศรษฐกิจและการเยียวยาปัญหาปากท้องของประชาชน จึงไม่แปลกใจที่ประเทศอื่นมีวิสัยทัศน์ในการเร่งฉีดวัคซีนให้กับประชาชน ประเทศอาเซียนก็เริ่มฉีดกันแล้ว สิงคโปร์เป็นประเทศแรกเริ่มฉีดวันที่ 30 ธันวาคม อินโดนีเซียวันที่ 13 มกราคม เมียนมาและลาววันที่ 27 มกราคม และกัมพูชาวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ประเทศไทยจะลงเข็มแรกเมื่อไหร่นี่คือคำตอบที่ประชาชนยังต้องการจะรู้และจริงหรือไม่ กล้าให้คำมั่นหรือไม่ อย่างกรณีประเทศอิสราเอลเริ่มฉีดวัคซีนให้กับประชาชนวันแรก 14 ธันวาคม และฉีดได้ถึงหนึ่งล้านคนจากประชาชนทั้งหมด 9 ล้านคนถือเป็นประเทศที่ฉีดวัคซีนได้เร็วที่สุด จนมีการประเมินจากนักเศรษฐศาสตร์ว่าเศรษฐกิจอิสราเอลจะฟื้นตัวในไตรมาสที่สอง และการท่องเที่ยวของอิสราเอลก็เริ่มเปิดแล้ว ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจในปีนี้เติบโตถึง 7% หากเทียบกับประเทศไทย ก็น่าน้อยใจที่มีนายอนุทินเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและมี พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี
นายวิโรจน์กล่าวต่อว่า จากการนำเสนอของกรมควบคุมโรคในที่ประชุมคณะกรรมการการสาธารณสุขเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน กำหนดแผนการจัดหาวัคซีน 65 ล้านโดส ภายใน 3 ปี โดยในปี 64 จะฉีดให้กับประชาชน 11 ล้านคน ปี 65 อีก 11 ล้านคน และปี 66 อีก 10 ล้านคน ซึ่งความตั้งใจเดิมของ พล.อ.ประยุทธ์ ชี้เห็นชัดว่าเป็นการวางแผนการฉีดวัคซีนที่ช้ามากกว่าจะครอบคลุมประชาชนครึ่งหนึ่ง 32 ล้านคนกินเวลาไป 3 ปี แล้วอย่างนี้จะคืนปากท้องประชาชนให้ใกล้เคียงกับปกติได้อย่างไร
เรื่องวัคซีนเป็นเรื่องสำคัญที่ทั่วโลกตื่นตัวเพราะเป็นความอยู่รอดของประชาชน แต่ พล.อ.ประยุทธ์ในฐานะ ผอ.ศบค.กลับทำงานหวานเย็น เช้าช้อนเย็นช้อน ประชาชนจะเป็นจะตายไม่คิดจะสน คนแบบนี้จะปล่อยให้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อได้อย่างไร แต่แผนการเรื่องนี้ยังมีข้อดี ที่ไม่จะกระจุกความเสียงไว้ที่วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าถึง 61 ล้านโดสเหมือนที่ทำอยู่ในปัจจุบัน เดิมที่จะซื้อวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าอยู่ที่ 26 ล้านโดสเท่านั้น 13 ล้านโดสมาจากทวิภาคีอื่น และอีก 26 ล้านโดสมาจากโคแวกซ์ รวมเป็น 65 ล้านโดส ถ้าไม่นับเรื่องล่าช้า 3 ปีฉีดได้ครึ่งประเทศ ก็ต้องยอมรับว่าการจัดหาวัคซีนเดิมเป็นแผนที่มีการกระจายความเสี่ยงด้านวัคซีนไปที่หลายยี่ห้อ และตนยืนยันได้เลยว่าการพาคนทั้ง 67 ล้านคนไปกระจุกความเสี่ยงไว้ที่วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าแทบจะเป็นเจ้าเดียวเพิ่งจะเกิดขึ้นภายใต้การบงการของ พล.อ.ประยุทธ์และนายอนุทิน ซึ่งทั้งสองอย่ามาอ้างว่าประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อน้อยจึงไม่จำเป็นต้องเร่งฉีดวัคซีน ต้องไปดูที่ประเทศสิงคโปร์ที่สามารถควบคุมได้ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2563 แต่ทำไมเขาเร่งฉีด เพราะเขามีวิสัยทัศน์ที่ให้ความสำคัญกับปากท้องของประชาชนและการทำมาหากินของคนในประเทศ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ไม่เคยสนใจ
“จึงอยากตั้งคำถามกับ พล.อ.ประยุทธ์ว่าประเทศที่ฉีดวัคซีนแล้วเขาจะกล้ามาประเทศไทยที่ยังไม่ฉีดวัคซีนได้อย่างไร และถ้าไม่ฉีดวัคซีนจะกล้าเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวได้อย่างไร เมื่อไหร่จะคืนการดำเนินชีวิตที่เป็นปกติ คืนการค้าขาย คืนการทำมาหากินให้กับประชาชนได้สักที หรือ พล.อ.ประยุทธ์จะเอา พ.ร.ก.ฉุกเฉินกดหัวประชาชนไปเรื่อยๆ แบบนี้ โดยการอ้างการระบาดของโควิด ซึ่งเรื่องแค่นี้นายกรัฐมนตรียังคิดไม่ได้ และกล้าอาสามาเป็นนายกรัฐมนตรี กล้ามานั่งหัวโต๊ะที่ประชุมของ ศบค.ได้อย่างไร พอปัญหาการค้ามนุษย์แรงงานต่างชาติ บ่อนการพนันแดงโร่ขึ้นมา จนการระบาดโควิดระเบิดขึ้นมาอีก ประกอบกับต่างประเทศเริ่มฉีดแล้ว หากประชาชนไม่ส่งเสียงด่า คนอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ก็ทำตัวไม่รู้ร้อนต่อไป ผมขอยืนยันว่า พล.อ.ประยุทธ์เพิ่งมาตื่นตัวเรื่องวัคซีนไม่นานมา ก่อนเดือนธันวาคม พล.อ.ประยุทธ์ยังไม่รู้สึกรู้สา นอนคดไม่รู้นอน คู้ไม่เห็นอยู่เลย” นายวิโรจน์อภิปราย
และยังอภิปรายต่อว่า จากมติ ครม.ในวันที่ 17 พฤศจิกายน มีการอนุมัติให้จัดซื้อวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าแค่รายเดียว ด้วยวงเงินประมาณ 6,049 ล้านบาท โดยให้สถาบันวัคซีนแห่งชาติทำสัญญาจองล่วงหน้า โดยมีเงื่อนไขว่าอาจจะได้รับหรือไม่ได้รับวัคซีนก็ได้ขึ้นอยู่กับผลการวิจัย จากนั้นก็ให้กรมควบคุมโรคทำสัญญาจัดซื้อวัคซีนที่จองไว้ด้วยวงเงิน 3,670 ล้านบาท ถ้าวัคซีนนั้นสำเร็จ ซึ่งเป็นจำนวนวัคซีนทั้งสิ้น 26 ล้านโดส พอสำหรับฉีดให้กับประชาชน 13 ล้านคน ครอบคลุมประชากรทั้งหมด 20% ของประชากรทั้งหมด และกว่าจะได้รับวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าต้องรอถึงเดือนมิถุนายน 2564 พอมีการเกิดการระบาดรอบสองที่สมุทรสาคร จึงมีมติให้หาวัคซีนจากแหล่งอื่นอีกร้อยละ 30 เพื่อให้ครอบคลุมประชากรทั้งหมดร้อยละ 50 ของประเทศ หรือประมาณ 33 ล้านคน
นายวิโรจน์อภิปรายต่ออีกว่า เมื่อวันที่ 4 มกราคม จากรายงานการประชุมของ ศบค.ครั้งที่ 1/2564 และในการประชุม ครม.เมื่ออวันที่ 5 มกราคม มีมติให้กระจุกความเสี่ยงซื้อวัคซีนเพิ่มเติมจากแอสตร้าเซนเนก้าอีก 35 ล้านโดส จากของเดิม 26 ล้านโดส กลายเป็น 61 ล้านโดส ที่น่าสงสัยคือในมติ ครม.ไม่ได้มีการระบุงบประมาณจ่ายซื้อล่วงหน้าเหมือนวันที่ 17 พฤศจิกายน ประเด็นนี้จึงมีคำถามที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องตอบอีก 35 จะได้แน่ใช่หรือไม่ และจะได้เมื่อไหร่ หาก พล.อ.ประยุทธ์และนายอนุทินมั่นใจว่าจะได้รับวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าแน่ๆ ทั้งคู่คงไม่มีมติ ครม.ในวันที่ 5 มกราคม ให้จัดหาวัคซีนจากซิโนแวกซ์แก้ขัดจำนวนสองล้านโดส ภายใต้วงเงินงบประมาณ 1,228 ล้านบาท ซึ่งวัคซีนจากซิโนแวกซ์จะเข้ามาในไตรมาสแรกของปี 64 โดยไม่รอวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าในเดือนมิถุนายน เพราะรอไม่ได้เพราะประเทศอื่นฉีดกันหมดแล้ว จากที่นายอนุทินพูดเอาไว้ในงานสัมมนาพลิกสูตรวัคซีนสู้โควิดวิกฤตเศรษฐกิจไทย ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ว่า กระทรวงสาธารณสุขสามารถฉีดวัคซีนได้เดือนละ 5 ล้านโดส จากเดือนมิถุนายนจนถึงเดือนธันวาคมรวมเป็น 7 เดือน รวมเป็น 35 ล้านโดส บวก 2 ล้านโดสของซิโนแวกซ์รวมเป็น 37 ล้านโดส ซึ่งระยะที่หนึ่งใช้ 38 ล้านโดส สำหรับกลุ่มประชากร 19 ล้านคน หมายความว่า การฉีดวัคซีนสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ คนที่มีโรคประจำตัว และผู้สูงอายุยังไม่ประสบความสำเร็จ ดังนั้นการฉีดวัคซีนในระยะที่สองและสามที่มุ่งฉีดให้กับประชาชนที่มีอาชีพต้องเดินทางไปมา มีปฏิสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะผู้ที่ประกอบอาชีพด้านการบริการสาธารณะ ด้านการท่องเที่ยว เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ ปากท้องของประชาชน และฟื้นคืนการดำเนินชีพให้ใกล้เคียงกับปกติไม่สามารถทำได้ในสิ้นปี 64 เท่ากับความหวังของประชาชนพังทลายลง
นายวิโรจน์อภิปรายด้วยว่า ทราบมาว่ากรมควบคุมโรคมีระบบการฝึกอบรมให้แก่ผู้ฉีดวัคซีนเป็นอย่างดี มีระบบในการสังเกตอาการผู้ที่ได้รับวัคซีนนานถึง 30 นาที และหากมีปัญหา มีอาการข้างเคียง ก็พร้อมที่จะระบบส่งถึงมือแพทย์ใน 15 นาที ยืนยันว่ามีความเชื่อมั่นในตัวบุคลากรสาธารณสุขไทย และขอประกาศอาสากลางสภาว่าขอเป็นกลุ่มแรกที่จะได้รับวัคซีนโดยไม่ลังเลใจ เช่นเดียวกับคุณหมอประสิทธิ์ วัฒนาภา ดูอย่างประเทศสิงคโปร์ ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศเรียกความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ด้วยการประกาศจ่ายเงินชดเชยทันทีสำหรับประชาชนที่รับวัคซีนแล้วต้องเข้าไอซียู หนึ่งหมื่นเหรียญสิงคโปร์ และหากมีการเสียชีวิต ทุพพลภาพถาวร จ่ายทันทีสองแสนสองหมื่นห้าพันเหรียญสิงคโปร์ แทนที่นายอนุทินจะสร้างความเชื่อมั่นในการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนกลับเอาข่าวปลอมมาสร้างความหวาดกลัว
“ผมต้องถามคุณอนุทินว่า การกระจุกความเสี่ยงไว้ที่วัคซีนแบบนี้ยืนยันได้หรือว่าจะไม่มีผลข้างเคียงอะไรเลย คุณอนุทินก็คงรับปากไม่ได้ ผมจึงต้องเตือนคุณอนุทินกลางสภาว่าอย่าเอาข่าวปลอมมาสร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชนอีกเลย คำถามที่ประชาชนต้องการจะรู้มากๆ ในวันนี้ที่สุดคือการกระจุกความเสี่ยงไว้ที่วัคซีนเจ้าเดียว ถ้าวัคซีนเจ้านั้นส่งมอบล่าช้าจะทำอย่างไร ถ้าฉีดแล้วมีประชาชนกลุ่มหนึ่งมีอาการแพ้รุนแรงจะทำอย่างไร หรือมีประสิทธิภาพในการสร้างภูมิคุ้มกันต่ ำจะเอาวัคซีนตัวไหนมาทดแทน เกิดเชื้อกลายพันธุ์แล้วจะทำอย่างไร ประเด็นคือปัญหาจากการแทงหวยไปที่วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าเจ้าเดียวก็เกิดปัญหากับคนไทยจริงๆ คุณอนุทินจำได้หรือไม่ว่าตัวเองได้พูดเอาไว้ว่าวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าจะมาจากอิตาลีห้าหมื่นโดสในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุขตั้งเป้าว่าจะฉีดในวันวาเลนไทน์เป็นวันแรก สุดท้ายวันแห่งความรักก็ไม่ได้รับ” นายวิโรจน์กล่าว
[udplayer2 src=”https://vdo.matichon.co.th/videos/public/iframe/93206f8201558c92d986bf4c64f64fdc/adaptive_hls
นายวิโรจน์อภิปรายว่า พฤติกรรมที่ไม่ฟังบุคลากรทางการแพทย์และบุคลากรสาธารณสุข มีแต่ความกล้าที่จะพาประชาชนไปกระจุกความเสี่ยงกับวัคซีนเจ้าเดียว ที่ผลิตโดยบริษัทเอกชนที่ไม่เคยผลิตวัคซีนมาก่อนขัดกับแนวทางในการจัดหาวัคซีนแบบกระจายความเสี่ยงที่นานาอารยประเทศได้ทำ กล้าที่จะนำเอาเงินภาษีของประชาชน 600 ล้านบาทไปอุดหนุนบริษัทเอกชนโดยขาดความโปร่งใส ปิดบังข้อมูลแก่ประชาชน กล้าที่จะเผยแพร่ข่าวเท็จ ข่าวปลอม เพื่อสร้างความหวาดกลัวในการฉีดวัคซีนให้กับระชาชน เพื่อปิดบังความผิดของตน ให้ประชาชนหลงเชื่อและยอมรับชะตากรรมกับปัญหาวัคซีนที่ล่าช้า ที่ตนเองเป็นผู้ก่อขึ้น และกล้าที่จะเป็นเหลือบลิ้นไรปรสิตที่โหนนำเอาสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นเกราะกำบังปกปิดความผิดที่ตนเองกระทำ มักใหญ่ใฝ่สูง หมายจะนำเอาภาษีของประชาชนไปสร้างซีนให้กับตนเอง ประชาชนหวังจะดีขึ้นเพราะวัคซีน แต่สุดท้ายก็สิ้นหวัง
“คนคู่นี้ทั้งนายอนุทินและ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะ ผอ.ศบค. แค่ผมจะต้องเดินเฉียดใกล้ ผมยังรู้สึกลำบากใจ แค่คิดว่าต้องหายใจเอาอากาศร่วมกันสองคนนี้ผมก็รู้สึกหมดอาลัยตายอยาก ผมจึงไม่อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้อีกต่อไป และไม่อาจไว้วางใจให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล ลูกน้องของ พล.อ.ประยุทธ์ ให้ดำรงตำแหน่งรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้เช่นกัน” นายวิโรจน์กล่าว
ทั้งนี้ ตลอดการอภิปรายของ นายวิโรจน์ ส.ส.ซีกรัฐบาล ทั้ง ส.ส.พรรคภูมิใจไทย และ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ลุกขึ้นประท้วงอย่างหนักตลอดการอภิปราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่นายวิโรจน์อภิปรายพาดพิงถึง บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จํากัด โดยทั้ง ส.ส.พรรคภูมิใจไทย และ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ประท้วงว่าเป็นการอภิปรายพาดพิงสถาบัน โดย นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ลุกทักท้วงว่า การเอ่ยชื่อบริษัทดังกล่าวไม่เหมาะสม ด้าน นายสิระ ประท้วงพร้อมระบุว่า “พ่อแม่ไม่สั่งสอนเหรอว่ามันคืออะไร” ขณะที่ น.ส.ปารีณา ระบุว่าต่อว่า “จริงๆ บิดาเขาแหละค่ะตัวดี ไลฟ์สดเลยค่ะ จนถูกดำเนินคดีมาตรา 112 ทำให้ 13 นาทีสุดท้าย พาดพิงสถาบันไม่หยุด” จน นายชวน ต้องสั่งให้ทั้ง 2 คนถอนคำพูด

