‘ประเสริฐ’ถลก-‘จุรินทร์’แจง
ปมซักฟอก‘ถุงมือยางอคส.’
หมายเหตุ – เนื้อหาการอภิปรายส่วนหนึ่งของ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา และเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) อภิปรายไม่ไว้วางใจกล่าวหาว่ามีการทุจริตจัดซื้อถุงมือยางขององค์การคลังสินค้า (อคส.) ขณะที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงข้อกล่าวหา
ประเสริฐ จันทรรวงทอง
ส.ส.นครราชสีมา
และเลขาธิการพรรคเพื่อไทย
การทุจริตในองค์การคลังสินค้า (อคส.) เกิดขึ้นโดยการกระทำของนายจุรินทร์
ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กับพวก สิ่งที่จะอภิปรายต่อไปนี้ ถือเป็นเรื่องชัดแจ้งว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริต ก่อให้เกิดความผิดพลาดเสียหายอย่างร้ายแรง กรณีคดีทุจริตทำสัญญาลวงซื้อถุงมือยางของ อคส.จำนวน 500 ล้านกล่อง มูลค่า 112,500 ล้านบาท มูลค่าความเสียหายที่เกิดเกิดขึ้นแล้วคือ 2,000 ล้านบาท
ขอเริ่มจากบุคคลที่เกี่ยวข้องในการทุจริต และเป็นบุคคลที่ต้องรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้น คือประธานกรรมการ อคส. เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2552 เพิ่งลาออกจากสมาชิกพรรค ปชป.เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2561 นอกจากนั้นในปี 2558 ประธานกรรมการ อคส.กับนายจุรินทร์เคยเข้ารับการอบรมหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง และนายจุรินทร์ผลักดันให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ อคส. เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2563 บุคคลต่อมาคืออดีตรักษาการผู้อำนวย อคส. โดยบริษัทการ์เดียนโกลฟส์ ทำสัญญาขายถุงมือยางให้ อคส. โดยขอเบิกเงินล่วงหน้า 2 พันล้านบาท
รายละเอียดการทำสัญญามีความน่าสงสัยคือ อคส.ต้องชำระเงินล่วงหน้า 2,000 ล้านบาท ให้ผู้ขายภายใน 3 วันนับจากวันทำสัญญา และในสัญญาข้อ 7 ระบุว่า ให้ผู้ขายวางหลักประกันสัญญา 200 ล้านบาท มามอบให้ อคส.ภายใน 7 วัน เท่ากับบริษัท การ์เดียน
โกลฟส์ เมื่อรับเงินจาก อคส.ไป 2,000 ล้านบาทแล้ว ก็นำเงิน 200 ล้านบาท มาทอนคืนให้ อคส.เป็นค่าหลักประกันสัญญา และยังเหลือเงินอีก 1,800 ล้านบาท ผิดวิสัยการค้าที่ไม่มีใครทำกัน
นอกจากนี้ในสัญญาข้อ 1 ระบุว่า เป็นการซื้อถุงมือยางไนไตร แต่สัญญาข้อ 10 บอกให้ผู้ขายส่งมอบถุงมือยางไนไตรและถุงมือยางลาเท็กซ์ ทั้งที่ 7 บริษัทที่สั่งซื้อถุงมือยางจาก อคส.ไม่ได้สั่งซื้อถุงมือยางลาเท็กซ์ นี่คือเหตุผลที่กล่าวหาว่า การทำสัญญาซื้อขายถุงมือยางเป็นสัญญาลวง ฉากบังหน้า เพื่อนำเงิน 2 พันล้านบาทของ อคส.ออกไป หลังจากทำสัญญาวันที่ 31 สิงหาคม 2563 แล้ว อคส.จ่ายเงินให้บริษัท การ์เดียนโกล์ฟ วันที่ 2 กันยายน 2563 ทั้งที่บริษัทยังไม่ส่งสินค้าแม้แต่ชิ้นเดียว
ขณะเดียวกันยังพบว่า สัญญามีข้อพิรุธหลายประการ เพราะบริษัท การ์เดียนโกลฟส์เพิ่งจดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2563 ก่อนหน้าทำสัญญาแค่ 2 เดือน มีทุนจดทะเบียน 2 ล้านบาท ไม่มีประสบการณ์ผลิตถุงมือยาง แต่สามารถทำสัญญามูลค่า 112,500 ล้านบาทได้ อีกทั้งที่ตั้งของบริษัทเป็นแค่อาคารเช่าอยู่ที่ จ.นครปฐม ปัจจุบันเปลี่ยนมือผู้เช่าใหม่ไปแล้ว และการทำสัญญาซื้อขายของ อคส. ไม่ผ่านการตรวจสอบจากสำนักงานอัยการสูงสุดแต่อย่างใด
ข้อมูลจากคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พาณิชย์ สภาผู้แทนราษฎร ที่ได้ตรวจสอบการซื้อขายถุงมือยางระบุว่า ได้สอบถาม พ.ต.อ.รุ่งโรจน์ที่ชี้แจงต่อ กมธ.ว่า ไม่ได้ทำคนเดียว มีผู้ประสานงานและประธานบอร์ด อคส.ทราบเรื่องเป็นอย่างดี และยังมีการอ้างว่าได้รายงานให้ รมต.พาณิชย์ทราบด้วย
ถือว่าเป็นการกระทำการทุจริต แยกหน้าที่กันทำแต่ร่วมกันหาผลประโยชน์ จึงไม่อาจไว้วางใจให้นายกฯและนายจุรินทร์ บริหารราชการแผ่นดินต่อไป
จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์
รองนายกรัฐมนตรี
และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
สิ่งที่ผู้อภิปรายไม่ไว้วางใจอดีตรักษาการผู้อำนวยการ อคส.กับพวก บริษัท การ์เดียนโกลฟส์ และอีก 7 บริษัท ประธานบอร์ด อคส.และบุคคลที่เกี่ยวข้อง เห็นด้วยเกือบจะเรียกว่าทุกประการ ไม่มีอะไรไปโต้แย้ง แต่ขอปฏิเสธว่าไม่เคยเข้าไปเกี่ยวข้องยุ่งเกี่ยวกับโครงการนี้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นทางการหรือไม่เป็นทางการ
ต้องขออภัยที่ต้องใช้คำว่าผู้อภิปรายโกหกหลายประการ โดยเรื่อง กมธ.พาณิชย์ที่หยิบยกขึ้นมาอ้างว่า มีการกล่าวพาดพิงถึงรัฐมนตรี ยอมรับว่ามีจริงแต่อ้างไม่หมด ส่วนที่บอกว่าผมไม่เคยตั้งกรรมการสอบ ไม่อายัดเงินหรือหน่วยงานมีอำนาจไม่อายัดเงิน ไม่ดำเนินคดี ไม่เป็นความจริง เพราะมีการตั้งคณะกรรมการสอบโดย อคส. ส่วนกรณีบอกว่าหลังย้ายอดีตรักษาการผู้อำนวย อคส. นายกฯไม่ได้ทำอะไรเลย ขอชี้แจงและขอความเป็นธรรมว่า ทันทีที่ทราบเรื่องก็ดำเนินการจนย้ายอดีตรักษาการผู้อำนวยการ อคส.ไปประจำสำนักนายกฯ และเมื่อมีการตั้งกระทู้ ก็มาตอบกระทู้และติดตามความคืบหน้า
สิ่งหนึ่งที่อยากบอกคือ ไม่ว่าคุณจะรู้จักใคร รู้จักผู้ใหญ่ขนาดไหน รู้จักนายกฯ หรือรัฐมนตรี ไม่ได้แปลว่าจะมีอำนาจล้นฟ้าหรือทำอะไรก็ได้ เมื่อทำผิดกฎหมายต้องเข้าคุก ผมจะจัดการทั้งทางวินัย แพ่ง อาญา จนถึงที่สุด ตราบเท่าที่อยู่ในอำนาจหน้าที่และกฎหมายให้อำนาจ
อคส.เป็นรัฐวิสาหกิจของกระทรวงพาณิชย์ ไม่ใช่ส่วนราชการที่รัฐมนตรีมีอำนาจไปสั่งปฏิบัติราชการหรือสั่งการทางนโยบายได้ และคนที่มีอำนาจวางนโยบายคือบอร์ดเท่านั้น และมีอำนาจเป็นผู้บังคับบัญชาของผู้อำนวยการในการแต่งตั้งถอดถอน โดยขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่รัฐมนตรีมีอำนาจจำกัด เป็นเพียงบุรุษไปรษณีย์ระหว่าง ครม.และบอร์ด ผู้อำนวยการและพนักงาน ไม่มีอำนาจบังคับบัญชา ต่างจากกรมที่รัฐมนตรีดูแล เพราะต้องการให้ อคส.เป็นอิสระจากฝ่ายการเมือง
ทันทีที่ผู้อำนวยการ อคส.คนใหม่รับทราบความไม่ชอบมาพากล และรายงานให้ผมทราบ จากนั้นจึงรายงานนายกฯรับทราบ ซึ่งนายกฯลงนามคำสั่งย้ายไปประจำสำนักนายกฯ มีการตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง จากนั้นก็มีมติระงับโครงการทันที และผู้อำนวยการ อคส. ส่งเรื่องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อดำเนินคดีกับอดีตรักษาการ อคส.กับพวก และบริษัท การ์เดียนโกลฟส์ รวมทั้งแจ้งสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อขอให้ตรวจสอบเส้นทางการเงินและอายัดบัญชีของอดีตรักษาการผู้อำนวยการ อคส.กับพวก
ผู้อำนวยการ อคส.คนใหม่รายงานผลการสอบสวนของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2564 ว่าขณะนี้สอบเสร็จแล้ว มีเอกสาร 2,268 แผ่น พบผู้ที่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเพิ่มเติมจากอดีตรักษาการ อคส. 1 คน แต่มีเพิ่มอีก 2 คน รวมเป็น 3 คน และได้รายงานข้อเท็จจริงต่อบอร์ดแล้วมีมติรับทราบ ขณะเดียวกันผู้อำนวยการ อคส.คนใหม่ส่งสำเนารายงานการตรวจสอบไปยัง ป.ป.ช.เพื่อประกอบการพิจารณาไต่สวนดำเนินคดี และนำผลที่พบว่ามีผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมไปดำเนินการตั้งกรรมการสอบตามขั้นตอนทางวินัยของระเบียบ อคส.ต่อไป ผมได้รับทราบ และสั่งเร่งดำเนินการทางวินัย แพ่ง อาญา เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อทางราชการ
ยืนยันว่าได้ทำทุกอย่างครบถ้วนด้วยความปรารถนาอย่างแท้จริงที่ตั้งใจจะนำคนผิดมาลงโทษและเอาเงิน 2 พันล้านบาทของ อคส. พร้อมดอกเบี้ยกลับคืนมาเป็นของรัฐโดยเร็ว ส่วนที่ห่วงว่ามีการอายัดบัญชีหรือไม่ ขณะนี้ ปปง.ได้ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว การที่นายประเสริฐระบุว่า อดีตรักษาการผู้อำนวยการ อคส.พูดพาดพิงว่าผมรับทราบเรื่องการจัดซื้อถุงมือยางนั้น เป็นการฟังความข้างเดียว เพราะผมไม่เคยมีโอกาสไปชี้แจงเรื่องนี้ มีแต่อดีตรักษาการผู้อำนวยการ อคส.เท่านั้นที่ไปชี้แจง แต่ทำไมจึงเชื่อง่ายเช่นนี้ เพราะฉะนั้นการกล่าวอ้างอะไร อย่าฟังความข้างเดียว
อย่างไรก็ตาม หากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลว่า ใครเข้าไปเกี่ยวข้องกับการทำความผิด จะดำเนินการทุกวิถีทางภายใต้อำนาจและไปสู้คดีเองในชั้นศาลและอัยการ และสิ่งที่ผมจะทำต่อไปคือ หากกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงตามระเบียบ อคส.ชี้ว่า ใครผิดจะตั้งกรรมการสอบวินัย ต้องรับโทษอย่างไร รวมทั้งตั้งกรรมการพิจารณาความรับผิดทางละเมิด ส่งให้กรมบัญชีกลางพิจารณาตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง และเมื่อ ป.ป.ช.ชี้มูลส่งอัยการฟ้องศาล อคส.โดยผู้อำนวยการจะยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาด้วย และทันทีที่ ป.ป.ช.ชี้มูลกำหนดโทษส่งให้ อคส.จะเร่งให้ผู้อำนวยการ อคส.ลงโทษโดยเร็วที่สุด

