โรม อารมณ์ค้าง เปิดเวทีอภิปรายนอกห้องประชุม เปิดปมตั๋วตำรวจ ‘ตั๋วช้าง’

โรม อารมณ์ค้าง เปิดเวทีอภิปรายนอกห้องประชุม เปิดปมตั๋วตำรวจ ‘ตั๋วช้าง’

เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ที่รัฐสภา หลังจาก นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ได้อภิปรายถึงกรณีตั๋วตำรวจและมีผู้ประท้วง จนไม่สามารถอภิปรายได้ ทำให้นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาคนที่ 2 ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานในขณะนั้น ให้นายรังสิมันต์สรุปการอภิปรายให้จบภายใน 5 นาที ทำให้ต้องมีการไปออกมาเปิดอภิปรายต่อที่ห้องพรรคก้าวไกล ชั้น 6 อาคารรัฐสภา โดยอภิปรายเน้นย้ำถึงประเด็นเรื่องตั๋วตำรวจ

โดย นายรังสิมันต์ กล่าวว่า บัญชีการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจกว่าพันนายก็มีตั๋ว (จดหมายฝากตำแหน่ง) ของ ผบ.ตร.ซึ่งไม่ทราบว่า นายกฯ และพล.อ.ประวิตรเคยทราบหรือไม่ ระแคะระคายหรือไม่ว่าผบ.ตร.ก็มีตั๋ว ซึ่งมีหลักฐานเอกสารตารางรายชื่อก็จะเห็นข้อความที่เขียนกำกับว่าสร.1 คือรหัสวิทยุที่หมายถึงนายกฯ ก็เช่นเดียวกับของผบ.ตร. ที่ขอสนับสนุนแต่งตั้งตำรวจ มีนับร้อยคนกระจายตามหน่วยต่างๆ ทั่วประเทศและได้รับแต่งตั้งถ้วนหน้า และในเอกสารดังกล่าวยังมีข้อความน่าสนใจด้วยว่ามีพันตำรวจโทคนหนึ่งตำแหน่งรองผู้กำกับการจะขอย้ายสังกัดแต่มีตัวอักษรเขียนด้วยลายมือข้อความว่า นายป้อมให้เข้าฝอ. เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าสุดท้ายพันตำรวจโทคนนี้ได้ย้ายจริงแต่ไม่ใช่ตามที่ขอแต่เป็นไปตามที่นายป้อมให้ คือไปเป็นรองผู้กำกับการฝ่ายอำนวยการที่ภูธร ภาค 1 ซึ่งลายมือดังกล่าวไม่ทราบว่าใครเป็นคนเขียนและไม่รู้ว่านายป้อมคือป้อมไหน

นอกจากตั๋วที่ได้กล่าวๆ มาแล้วก็ยังมีอีกตั๋วหนึ่งที่เกิดขึ้นเมื่อต้นปี 2562 มีการเขียนขอสนับสนุนแต่งตั้งนายตำรวจ 20 นายเพื่อให้ได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง เมื่อดูรายชื่อพบว่า เป็นนายตำรวจจากหลายสังกัดและนามสกุลซึ่งเป็นที่รู้จักและพบว่าในเวลาต่อมานายตำรวจเหล่านี้ก็ได้ย้ายไปอยู่ที่ชอบๆ กันถ้วนหน้า และในปีต่อๆ มาหลายคนก็ได้เลื่อนขั้นมีความก้าวหน้าไปตามลำดับ ดังนั้นไม่แน่ว่านี่อาจจะไม่ใช่ตั๋วที่ใช้ครั้งเดียวจบแต่อาจจะใช้ไปได้ยาวๆ ตลอดชีวิตราชการ เพราะหลายคนแม้ว่าดำรงตำแหน่งไม่ครบตามหลักเกณฑ์ก็ได้รับการยกเว้นให้เพื่อได้เลื่อนขั้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าตั๋วเหล่านี้นอกจากช่วยให้เลื่อนขั้นได้เร็วยังช่วยลบความผิดพลาด ล้างมลทินในอดีตให้เลือนหายไป จนสามารถเจริญเติบโตก้าวหน้าในหน้าที่การงานได้

สำหรับจดหมายฝากตำแหน่ง ที่ดีที่สุดและไม่เคยได้รับการปฏิเสธ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งอะไร ตั๋วดังกล่าวคือ “ตั๋วช้าง” ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในวงการตำรวจ โดยตนมีเอกสารหลักฐานดังกล่าวซึ่งเห็นแล้วชวนขนลุก เนื่องจาก มีการอ้างว่ามีความจำเป็นที่จะต้องใช้ข้าราชการตำรวจที่มีความ จงรักภักดี ซื่อสัตย์ ขยันหมั่นเพียร ในการปฎิบัติหน้าที่ และท้ายหนังสือลงลายมือชื่อกำกับโดย คนหนึ่งเป็นผู้หญิงคนหนึ่งเป็นผู้ชายซึ่งขอไม่เอ่ยนาม ซึ่งนายกรัฐมนตรีในฐานะประธาน ก.ตร. ปล่อยให้คนนอกเข้ามาแทรกแซงการบริหารงานในสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ถือเป็นความผิดมากพอที่จะทำให้ไม่คู่ควรกับการดำรงตำแหน่งในรัฐบาลต่อไป

จึงขอถามตรงๆ ว่าพลเอกประยุทธ์และพลเอกประวิตร กล้าดีอย่างไร ที่ให้ผบ.ตร. ไปติดต่อกับคนของส่วนราชการอื่นที่ไม่มีธุระกับงานตำรวจ และยังดึงสถาบันเข้ามามีส่วนเกี่ยวกับการโยกย้ายนายตำรวจ ไม่เชื่อว่านายก กับพลเอกประวิตร จะไม่รู้เรื่องว่ามีเรื่องเหล่านี้ วนเวียนอยู่ในวงการตำรวจ ดังนั้นคำถามคือ เป็นใบ้ หรืออย่างไรจึงปล่อยให้มีเอกสารดังกล่าว แล้วยังไม่ดำเนินการกับกลุ่มคนที่ทำหนังสือฉบับนี้และนำไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว นำไปแอบอ้าง แต่กลับให้ลอยนวลอยู่ได้

การมีอยู่ของเอกสารดังกล่าว และการมีอยู่ของตั๋วช้าง ทำให้เกิดความสมยอมในการกระทำผิด ดังนั้นพลเอกประยุทธ์และพลเอกประวิตรจะรับผิดชอบอย่างไร ที่ได้ข้อมูลมาซึ่งตั๋วเหล่านี้มีมูลค่าหลักล้าน หลายล้าน ก็เท่ากับว่าสุดท้ายตำรวจก็ต้องลงเอยด้วยการเก็บกินจากบ่อน จากธุรกิจผิดกฎหมาย จากการค้ามนุษย์

สุดท้ายทำให้เห็นว่าการเข้ามาทำงานของพลเอกประยุทธ์และพลเอกประวิตรล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ปล่อยประละเลยสร้างปัญหาให้ประเทศและประชาชน ทำซะเหมือนตำรวจเป็นของเล่นไม่มีหัวใจ ปล่อยให้ตำรวจที่มีเส้นสายเจริญเติบโต ยกเว้นหลักเกณฑ์ให้โดยอำนาจ ไปจนถึงให้คนนอกเหนืออำนาจหน้าที่ เข้ามาแทรกแซง เพื่อพวกพ้อง ดังนั้นจะรับผิดชอบต่อเรื่องนี้อย่างไร สุดท้ายตำรวจนับแสนคนก็ต้องตกเป็นเหยื่อของระบบที่เลวร้าย โดยที่นายกปล่อยให้ระบบเหล่านี้มีอยู่ต่อไป ดังนั้นจะรับผิดชอบอย่างไรที่จะไม่ปล่อยให้วงการตำรวจ ถูกบงการโดยอำนาจนอกระบบ แต่ถ้านายกบอกว่าไม่รู้เรื่องเลยแสดงว่าไม่มีน้ำยา ดังนั้นจึงขอไม่ไว้วางใจ พลเอกประยุทธ์ และ พลเอกประวิตร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี ได้อีกต่อไป

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon