บทบาท’สนช.’ ขยายกรอบ คำถามพ่วง ขยายผล การเมือง

23.08.16 | 10:39 น.

การขับเคลื่อนของบรรดาสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในการอนุวัติตาม “คำถามพ่วง” ในเรื่องเกี่ยวกับอำนาจและขอบเขตแห่งอำนาจของ “ส.ว.”


มิได้เป็นเรื่องเหนือความคาดหมาย

นี่คือ จังหวะก้าวด้วยฐานในทาง “ความคิด” เดียวกันกับที่ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ออกมาประกาศจัดตั้ง “พรรคประชาชนปฏิรูป”

ความหมาย หมายความถึง “การขยายผล”

Advertisement

เป็นการขยายผลจากผลการออกเสียงประชามติ 1 เห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ 1 เห็นชอบด้วยกับคำถามพ่วง

อาศัยปริมาณจาก 16 ล้านเสียงมาเป็น “ฐาน”

อาการเอะอะโวยวายซึ่งมาจากพรรคการเมือง นักการเมือง ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะเป็นพรรคชาติไทยพัฒนา

ในที่สุด ก็จะดำเนินไปเหมือนกับอาการ “เป่าสาก”

เพราะไม่มีผลอะไรทั้งสิ้น การกดดันผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะยิ่งคึกคัก หนักแน่นและเอาจริงเอาจัง

เพราะนี่คือ “ธง” อัน “วาง” ไว้ตั้งแต่ต้น

ถามว่าร่างรัฐธรรมนูญอันมาจากการร่างโดย นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ และโดย นายมีชัย ฤชุพันธุ์ มีเป้าหมายเพื่ออะไร

คำตอบคือ ไม่ให้ “เสียของ”

คำว่าเสียของนี้เป็นการสรุปบทเรียนจากที่ล้มเหลวมาแล้ว โดยรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 จากกระบวนการรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549

รูปธรรม 1 คือ ชัยชนะของพรรคพลังประชาชนเมื่อเดือนธันวาคม 2550

รูปธรรม 1 คือ ชัยชนะของพรรคเพื่อไทยเมื่อเดือนกรกฎาคม 2554 อันเป็นกระดานหกให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้าดำรงตำแหน่งเป็น “นายกรัฐมนตรี”

ดำเนินนโยบาย “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ”

และเมื่อพรรคเพื่อไทยคาดสถานการณ์ผิดพลาด โดยการผลักดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอยก็นำไปสู่การก่อรูปขึ้นของ กปปส. โดย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นับแต่เดือนตุลาคม 2556 กระทั่งประกาศ

“ชัตดาวน์” กทม.

แล้วก็นำไปสู่รัฐประหารในเดือนพฤษภาคม 2557

เป็นการยึดอำนาจอันมาพร้อมกับเจตจำนงแน่วแน่ที่ไม่ให้เกิดสภาพเหมือนกับรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 ซึ่งถือว่าเป็นรัฐประหาร “เสียของ”

ชัดหรือยังว่า “เป้าหมาย” อันเป็นแก่นแกนคืออะไร

รับรู้กันในเบื้องต้นว่าเป้าหมายคือการจำกัด ขัดขวางและขจัด “พลานุภาพ” ทางการเมืองอันเริ่มต้นจากพรรคไทยรักไทย ตามมาด้วยพรรคพลังประชาชนและพรรคเพื่อไทย

พรรคประชาธิปัตย์อาจ “ยิ้ม” ในมุมปาก

ยิ้มในมุมปากเหมือนกับที่เห็นจากพรรคภูมิใจไทย เหมือนกับที่เห็นจากพรรคชาติพัฒนา เหมือนกับที่เห็นจากพรรคพลังชล

แต่เอาเข้าจริงๆ เป็น “พรรคการเมือง” และ “นักการเมือง” ทั้งกระบิ

ไม่ว่าจะเป็นบทบัญญัติในมาตรา 35 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 ไม่ว่าจะการลงมือทำผ่านคณะกรรมาธิการ หรือคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ดำรงเป้าหมายอย่างที่ นายวิษณุ เครืองาม สรุปออกมาอย่างรวบยอด

“ตามใจแป๊ะ”

ตัวร่างรัฐธรรมนูญจึงไม่ต้องการเห็นพรรคขนาดใหญ่แบบที่เคยเห็นจากกรณีพรรคไทยรักไทย กรณีพรรคพลังประชาชน หรือแม้กระทั่งกรณีพรรคเพื่อไทย

แบบวิธีการเลือกตั้งจึงทำให้เป็นพรรคเบี้ยหัวแตก แหลกละเอียด

เท่านั้นยังไม่พอ ยังกำหนดให้ที่มาของสมาชิกวุฒิสภา หรือ “ส.ว.” เป็น

กระบวนการแต่งตั้งภายใต้อำนาจของ คสช. เท่ากับมีกำลังของตนรองรังอยู่แล้วในรัฐสภา

250 คน

เป้าหมายก็เพื่อการเลือก “นายกรัฐมนตรี”

เป้าหมายก็เพื่อ “ต่อท่อ” แห่งอำนาจออกไปอีกอย่างน้อย 5 ปี จากการเลือกตั้ง

เมื่อได้ชัยชนะจากกระบวนการ “ประชามติ” ด้วยคะแนนอันท่วมท้น มีหรือที่ คสช.จะลังเล กระมิดกระเมี้ยน

การแสดงออกของ นายไพบูลย์ นิติตะวัน เปิดเผยอย่างยิ่ง การแสดงออกของบรรดา สนช.อันมาจากการแต่งตั้งโดย คสช.จึงเปิดเผยอย่างยิ่ง ตรงไปตรงมา

ทั้งหมดนี้คือ การขยายผล ยืนยันในความมั่นใจทางการเมือง