เสียงระเบิดกึกก้องกัมปนาทใน 7 จังหวัดภาคใต้ อย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 11-12 สิงหาคม ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผ่านไปเพียงชั่วข้ามคืนเริ่มมีการบุกจับกุมผู้ต้องสงสัย โดยฝ่ายความมั่นคงยืนยันว่ามีความเกี่ยวโยงกับเหตุระเบิดที่เกิดขึ้น
มีการควบคุมตัว 17 ผู้ต้องหา ฝากขัง ต่อมามีการปล่อยตัว ร.ต.ท.สมัย คูณสวัสดิ์ อายุ 57 ปี ชาว จ.หนองคาย และ ร.ต.ต.หญิง วิลัยวรรณ คูณสวัสดิ์ เนื่องจากไม่พบหลักฐานเชื่อมโยง และนำตัวบุคคลที่เหลือ 15 คน ขึ้นศาลทหาร โดยระบุก่อนหน้านี้ว่า กลุ่มดังกล่าวรวมตัวกันก่อตั้งพรรคปฏิวัติเพื่อประชาธิปไตย เรียกชื่อว่า กลุ่มแนวร่วมปฏิวัติประชาธิปไตย หรือ นปป.มีแนวคิดฝักใฝ่คอมมิวนิสต์
ฝ่ายความมั่นคงระบุว่า กลุ่มดังกล่าวมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิด 7 จังหวัด แต่สุดท้าย ตั้งข้อหาอั้งยี่ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 209 และข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 3/2558 ว่าด้วยการชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน
จึงเกิดข้อสงสัยว่า ข้อหาดังกล่าวเกี่ยวกับเหตุระเบิดหรือไม่ อย่างไร
การระบุว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าว ฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์อย่างกว้างขวางว่า การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดหรือไม่ เพราะเป็นข้อหาย้อนยุค ตัวกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ก็ถูกยกเลิกไปแล้ว
พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ.2495 มีเนื้อความบางตอน ระบุว่า “องค์การอันเป็นคอมมิวนิสต์” หมายความถึง 1. กลุ่มบุคคลหรือคณะบุคคลใดๆ ซึ่งมีความมุ่งหมายที่จะกระทำการอันเป็นคอมมิวนิสต์ไม่ว่าโดยทางตรงหรือไม่ 2.พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) หรือองค์การระดับต่างๆ ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ตั้งแต่ระดับสูงสุดจนถึงระดับต่ำสุด เช่น สมัชชาแห่งพรรคคอมมิวนิสต์ คณะกรรมการกลาง คณะกรรมการเขต คณะกรรมการจังหวัด คณะกรรมการอำเภอ คณะกรรมการตำบล คณะกรรมการหมู่บ้าน องค์การจัดตั้งในโรงงาน หน่วยย่อย ฝ่ายหรือแผนกการเมือง ฝ่ายหรือแผนกจัดตั้ง ฝ่ายหรือแผนกโฆษณา ฝ่ายหรือแผนกแนวร่วม องค์การในระดับต่างๆ
3.องค์การที่ใช้ชื่ออย่างอื่นของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เช่น กองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย (ท.ป.ท.) ขบวนการแนวร่วมรักชาติแห่งประเทศไทย ขบวนการเอกราชแห่งประเทศไทย สันนิบาตเยาวชนประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย 4.กองกำลังที่มีอาวุธของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ที่ใช้ชื่อต่างๆ เช่น ทหารหลวง ทหารหลัก ทหารประจำถิ่น ทหารบ้านหรือหน่วยจรยุทธประจำบ้าน (น.จ.บ.)
“การกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์” ได้แก่ การแทรกซึม การโฆษณาชวนเชื่อ การปลุกระดม จารกรรม ก่อวินาศกรรม การใช้กำลังบังคับ หรือการกระทำอื่นใดเพื่อ 1.บ่อนทำลายความมั่นคงของชาติ สถาบันศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ หรือการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
2.ให้มีการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยทำให้กรรมสิทธิ์ ในทรัพย์สินหรือปัจจัยในการผลิตของเอกชนตกเป็นของรัฐ โดยมิได้มีการชดใช้ค่าทดแทน อันเป็นธรรม 3.จัดระเบียบสังคมขึ้นใหม่โดยยึดหลักว่า บรรดาทรัพย์สินทั้งหลายเป็นของกลางร่วมกัน เว้นแต่การจัดในรูปสหกรณ์อเนกประสงค์ หรือในรูปอื่นใดที่ได้จัดขึ้นตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยเรื่องนั้นๆ
โดยตามมาตรา 4 กำหนดให้ผู้ใดกระทำการอันเป็นคอมมิวนิสต์ มีความผิดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 10 ปี ขึ้นไป จนไปถึงตลอดชีวิต
ผลของกฎหมายนี้ ทำให้ผูู้คนจำนวนมากที่คิดเห็น แตกต่างจากรัฐบาล ตกเป็นเหยื่อของข้อหา ต้องหลบหนีเข้าป่า จับอาวุธต่อสู้กับรัฐบาล
กระทั่งมีการออกคำสั่งที่ 66/2523 หรือคำสั่งที่ 66/23 ในรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เปลี่ยนแปลงนโยบาย ใช้การเมือง การประนีประนอม นำหน้าการทหาร ให้โอกาสผู้เห็นต่างกลับมาใช้ชีวิตปกติในฐานะผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย นับเป็นชัยชนะของแนวคิดการเมืองนำการทหาร เพราะนักศึกษา ประชาชน จำนวนมาก มีการหลั่งไหลเข้าป่า พากันวางอาวุธ กลับเข้าเมือง ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยอ่อนกำลังลงอย่างต่อเนื่อง
ส่งผลให้ในสมัยรัฐบาล ชวน หลีกภัย รัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบประกาศใช้ พ.ร.บ.ยกเลิก พ.ร.บ.ป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ.2495 พ.ศ.2543 กำหนดให้การกระทำเกี่ยวกับคอมมิวนิสต์ไม่เป็นความผิดในประเทศไทยอีกต่อไป
การนำเอาแนวคิดคอมมิวนิสต์มากล่าวหา 15 นปป.จึงไม่มีผลทางกฏหมาย
ส่วนข้อหาอั้งยี่ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 209 ที่ระบุว่า ผู้ใดเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นอั้งยี่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นสี่พันบาท
ถ้าผู้กระทำความผิดเป็นหัวหน้า ผู้จัดการหรือผู้มีตำแหน่งหน้าที่ในคณะบุคคลนั้นผู้นั้นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสองหมื่นบาท
โดยอั้งยี่คือการรวมตัวของกลุ่มบุคคล ตั้งแต่ 2 คน ขึ้นไป เป็นการรวมตัวแบบถาวร เพื่อร่วมกันกระทำความผิด
แต่ถ้าเป็นการรวมตัวชั่วครั้งชั่วคราว เพื่อกระทำ ความผิด จะไม่เข้าข่ายอั้งยี่
แต่จะถือเป็นความผิดฐานซ่องโจร ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 210 ที่ระบุว่า ผู้ใดสมคบกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บัญญัติไว้ในภาค 2 นี้ และความผิดนั้นมีกำหนดโทษ จำคุกอย่างสูงตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นซ่องโจร
อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการกล่าวหา จากนี้ไปก็ขึ้นกับพยานหลักฐาน ที่ทั้งสองฝ่ายจะต้องนำมาหักล้างกัน
สภาพของผู้ต้องหาทั้ง 15 คน แต่ละคน เข้าข่ายผู้สูงวัย มีโรคประจำตัว อันเป็นโรคของผู้สูงอายุ อาจจะมีแนวความคิดทางการเมืองทางสังคมที่แตกต่าง
แต่การจะลงมือปฏิบัติการถึงขัั้นรวมตัวกันละเมิดกฎหมายบ้านเมือง ก็น่าสนใจว่า ทางเจ้าหน้าที่มีพยานหลักฐานอย่างไร
ล่าสุด ศาลทหารกรุงเทพ อนุมัติให้ประกันตัวทั้ง 15 คนแล้ว โดยตั้งเงื่อนไข ห้ามเคลื่อนไหวทางการเมือง ห้ามออกนอกประเทศ
แต่การประกันยังไม่เรียบร้อย จะต้องรอไปอีก 1 วัน
นายธนเดช พ่วงพูล ทนายความสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิและเสรีภาพ หรือ สกสส. ทนายของ 15 ผู้ต้องหา กล่าวว่า ทั้ง 15 คน เป็นผู้สูงวัย หากมีการรวมตัว คงเป็นลักษณะของสภากาแฟของผู้สูงวัย
ไม่ได้มีเป้าหมายกระทำความผิด หรือปฏิบัติการทางการเมืองใดๆ
สุดท้าย จะมีความผิดตามข้อกล่าวหาประการใด หรือไม่
เป็นเรื่องของกระบวนการในศาลทหารต่อไป

