วันที่ 23 สิงหาคม อ.ดร.พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความเห็นกรณีการตีความคำถามพ่วงและอำนาจของวุฒิสภา (ส.ว.) โดยระบุว่า
กรณีปัญหาของคำถามพ่วงที่ว่า “วุฒิสภามีอำนาจในการเสนอชื่อบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี” หรือไม่นั้น สามารถตอบได้ตามหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญดังนี้
1. ไม่ใช่เรื่องการตีความ : เรื่องนี้ “ไม่ใช่เรื่องของการตีความ” และ “ไม่จำต้องตีความ” ว่าวุฒิสภาจะมีอำนาจเสนอชื่อบุคคลที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือไม่ (ลำพังตัวถ้อยคำในคำถามพ่วงก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าวุฒิสภามีอำนาจเพียงการร่วมลงคะแนนเสียงกับสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น) เพราะหากสรุปว่าเป็นเรื่องการตีความย่อมสะท้อนว่าการทำประชามติคำถามพ่วงเป็นการทำประชามติที่ไม่เป็นไปตามหลักการ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ตัวคำถามพ่วงนั้นไม่มีความชัดเจนในการที่จะให้ประชาชนออกเสียงประชามติ ดังนั้น จึงอาจต้องนำไปสู่การทำประชามติใหม่อีกครั้ง
2. แต่หากจะตีความ ก็ตีความให้วุฒิสภามีอำนาจเสนอชื่อนายกฯ ไม่ได้ : อย่างไรก็ดี หากมองว่าเป็นเรื่องของการตีความรัฐธรรมนูญก็จะตีความให้วุฒิสภามีอำนาจในการเสนอชื่อบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไม่ได้ การตีความถ้อยคำในคำถามพ่วงอย่าง “การพิจารณาให้ความเห็นชอบ” ว่ารวมถึงกระบวนการทั้งหมดอันรวมถึงการเสนอชื่อด้วยอาจไม่สอดคล้องกับ “นิติวิธี” (Juristic Method) ที่ถูกต้องและขัดแย้งกับหลักการทางรัฐธรรมนูญอย่างน้อย 2 ประการ อันจะนำไปสู่ปัญหาตามมาดังนี้
2.1 ขัดต่อจิตวิญญาณ หรือเจตจำนงของรัฐธรรมนูญ (Spirit of the Constitution) : หากมิได้มีบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเขียนไว้โดยชัดเจนให้วุฒิสภามีอำนาจในการเสนอชื่อบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็มิอาจตีความที่จะขยายอำนาจของวุฒิสภาได้ ทั้งนี้เป็นไปตาม “หลักไม่มีกฎหมาย ไม่มีอำนาจ” (No Law No Power) ซึ่งอยู่ภายใต้ “หลักความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ” (Constitutionality) อันมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการใช้อำนาจรัฐตามอำเภอใจ กล่าวให้ชัดเจนยิ่งขึ้นคือ กรณีการตีความเรื่องขอบเขตอำนาจขององค์กรตามรัฐธรรมนูญจะต้องตีความอย่างแคบเสมอ มิอาจที่จะตีความอย่างกว้างดุจดั่งบทบัญญัติว่าด้วยเรื่องการรับรองและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้
2.2 ขัดต่อหลักการตีความรัฐธรรมนูญ (Principle of Constitutional Interpretation) : หากยืนยันถึงการตีความถ้อยคำว่า “การพิจารณาให้ความเห็นชอบ” หมายถึง การเสนอชื่อบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วยย่อมเป็นการขัดแย้งกับถ้อยคำในบทบัญญัติต่างๆ ในรัฐธรรมนูญเอง ซึ่งความขัดแย้งดังกล่าวสะท้อนว่าเป็นการตีความที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปจากหลักการที่พึงจะเป็น อาทิ
ก) หากต้องการให้วุฒิสภามีอำนาจดังกล่าวจริง เหตุใดจึงไม่ใช้ถ้อยทำนอง “การเสนอชื่อ” ของพรรคการเมืองต่อสภาผู้แทนราษฎรดังที่ปรากฏอยู่ใน ม.89 และ ม.159 วรรค2 ซึ่งเป็นบทขยายความของ ม.88? กล่าวอีกนัยหนึ่ง การตีความเช่นนี้ส่งผลให้ถ้อยคำอย่าง “การเสนอชื่อ” ถูกลดทอนความหมายไปเป็นถ้อยคำที่ไม่มีความหมาย (Meaningless)
ข) หากตีความว่า “การพิจารณาให้ความเห็นชอบ” หมายถึง กระบวนการต่างๆ ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณา (อำนาจอื่นๆ) แล้ว ถ้อยคำนี้ในบทบัญญัติอื่นๆ ของรัฐธรรมนูญก็ย่อมต้องมีความหมายทำนองนี้ด้วยหรือไม่? อาทิ ม.132 ที่ให้รัฐสภาประชุมร่วมกันพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นก็ย่อมต้องหมายถึง วุฒิสภาเองมีอำนาจในการเสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญด้วย ทั้งๆ ที่ ม.131 มิได้มอบอำนาจให้วุฒิสภาเป็นผู้มีอำนาจเสนอร่างกฎหมายดังกล่าว เมื่อเป็นเช่นนี้ การตีความดังกล่าวจึงเป็นการตีความอันมีลักษณะเป็นการเข้าไปแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยปริยาย (Implied Constitutional Amendment)
ดังนั้น หากพิเคราะห์ในเชิงหลักการทางรัฐธรรมนูญข้างต้นแล้วจะพบว่า หากมีการตีความเพื่อมอบอำนาจให้วุฒิสภามีอำนาจในการเสนอชื่อบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้อาจถือได้ว่าขัดแย้งกับหลักการทางรัฐธรรมนูญที่สำคัญด้วยเหตุผลที่ว่า
1. เป็นการตีความที่ขัดแย้งต่อ “จิตวิญญาณ หรือเจตจำนงของรัฐธรรมนูญ” อันถือเป็นพันธกิจสำคัญของรัฐธรรมนูญที่มีไว้เพื่อจำกัดการใช้อำนาจ (Limited Government) หาใช่ขยายอำนาจรัฐไม่
2. เป็นการตีความขัดแย้งต่อ “หลักเอกภาพของรัฐธรรมนูญ” (Unity of the Constitution) กล่าวคือ มีลักษณะการตีความเกินเลยจากความหมายของถ้อยคำที่เป็นจริง (praeter verba legis) (กรณี ก)) และก่อให้เกิดการขัดแย้งกันเองระหว่างบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ (กรณี ข)) อันส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการใช้อำนาจขององค์กรตามรัฐรรมนูญที่ถูกสถาปนาขึ้นตามระบอบรัฐธรรมนูญ (Constitutional Order) ในท้ายที่สุด

