ปลายเดือนมีนาคม ต้นเมษายน ความแจ่มชัด ครม.ใหม่จึงจะเกิด
ทั้งๆ ที่ปัจจัยอันก่อให้เกิดการปรับ ครม. มาจาก 1 สถานการณ์อันเนื่องแต่การลงมติไว้วางใจ ไม่ไว้วางใจ งดออกเสียง ไม่ลงคะแนน ในที่ประชุสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์
และปัจจัยอันจำเป็นต้องปรับ ครม. อย่างแน่นอนมาจาก 1 การถูกจำขัง ณ คุกของ 3 รัฐมนตรีในวันที่ 24 กุมภาพันธ์
หากประสานกับ 1 ถ้อยแถลงอันมาจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ภายหลังการพบและสนทนากับ 2 หัวหน้าพรรคสำคัญ คือ พรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาธิปัตย์
ประกอบกับความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่าง ‘3 ป.’ ด้วยกันของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ
การปรับ ครม. เพียง 3 ตำแหน่งคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม น่าจะเรียบร้อยและราบรื่น
แต่เหตุใด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงสรุปว่าจะเรียบร้อยและราบรื่นก็อยู่ในช่วงปลายมีนาคมกับต้นเมษายน
หากประเมินจากเพียงท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็เหมือน กับว่าทุกอย่างไม่มีปัญหาอะไร เพราะ ‘อำนาจ’ ในการตัดสินใจอยู่กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
แต่เมื่อดูจากท่าทีของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ กลับไม่เป็นเช่นนั้น
มติของคณะกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐมีความเด่นชัดว่า การแต่งตั้งรัฐมนตรีต้องมาจาก ส.ส. ความหมายก็คือปฏิเสธการเข้ามาของคนนอกที่มิได้เป็น ส.ส.
ความเห็นจากหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ต้องรอให้ผ่านพ้นการเลือกตั้งซ่อมที่จังหวัดนครศรีธรรมราชไปก่อน อันเป็นการแข่งขันระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคพลังประชารัฐ
ขณะที่ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยระบุอาจมีการสลับเปลี่ยนโควต้า
ความหมายของการต้องรอไปจนถึงปลายเดือนมีนาคมและต้นเดือนเมษายนจึงมาจาก 3 พรรคใหญ่ร่วมรัฐบาล
สัญญาณอันมาจากพรรคพลังประชารัฐ สัญญาณอันมาจากพรรคภูมิใจไทย สัญญาณอันมาจากพรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงการเคลื่อนไหวของพรรคขนาดเล็ก
บ่งชี้อย่างเด่นชัดว่าอำนาจมิได้เป็นของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างเบ็ดเสร็จ หากแต่เป็นการประสานประโยชน์กันและกัน

