ทนายสิทธิฯ ชี้ 7 ปีนิติรัฐถูกทำลาย รัฐใช้กม.ตามอำเภอใจ เปิดสถิติคดีนับร้อย ยันเป็นสถานการณ์ที่ไม่เคยเกิด
เมื่อวันที่ 3 มีนาคม ที่ลาน 50 คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ศูนย์รังสิต คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มธ. ร่วมกับศูนย์วิจัยดิเรก ชัยนาม คณะรัฐศาสตร์ มธ. จัดเสวนา ” #ถ้าการเมืองดี เราย่อมเสมอภาคกันต่อหน้ากฎหมาย” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชุดโครงการเสวนาวิชาการ #ถ้าการเมืองดี โดยมีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ นางสาวปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือรุ้ง กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม, นางสาวเบญจมาภรณ์ นิวาส จากกลุ่มนักเรียนเลว, พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ พระนิสิตปริญญาเอก หลักสูตรสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, นางสาวพูนสุข พูนสุขเจริญ ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน และนายธนพล พันธ์งาม นักศึกษาปริญญาโท คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มธ.
ดำเนินรายการโดย นางสาวชญานิษฐ์ พูลยรัตน์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

นางสาวพูนสุข พูนสุขเจริญ หรือทนายเม ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า
แม้คสช.ไม่อยู่แล้ว แต่วิธีที่รัฐคุมประชาชนยังไม่ต่างไปจากเดิม นับแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 63 ซึ่งมีการชุมนุมของกลุ่มเยาวชนปลดแอกบนถนนราชดำเนิน มีความเข้มข้นในการดำเนินคดีมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น ฝ่า พรก.ฉุกเฉิน แต่ยังไม่มีการใช้ ม.112 จนกระทั่งวันที่ 7 สิงหาคม 63 คดีมากมายเหมือนพายุเข้าสืบเนื่องจากม็อบแฮรี่พ็อตเตอร์ ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม สำหรับคดีความที่ศูนย์ทนายฯ รวบรวมข้อมูลไว้อย่างน้อยมีถึง 223 คดี จาก 382 คนในจำนวนนี้ เป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 60 คน มาตรา 116 จำนวน 92 คน ฝ่าฝืน พรก.ฉุกเฉิน 301 รายใน 118 คดี นี่คือสถานการณ์ที่ไทยไม่เคยเจอมาก่อน
“สิ่งที่เผชิญในเกือบ 7 ปีที่ผ่านมา คือนิติรัฐถูกทำลาย เป็นการปกครองตามอำเภอใจ ก่อนหน้านี้ เป็นที่รู้กันว่าหากโดน ม.112 โอกาสชนะคดีน้อยมากซึ่งไม่ควรเกิดในทางกฎหมายที่คนจะสามารถคาดเดาผลไปได้ล่วงหน้า แต่มีช่วง 2-3 ปีที่ถูกงดใช้ หลุดคดี หรือยกฟ้อง ซึ่งไม่ได้หยุดใช้ไปเลย แต่ถูกนำมาตรา 116 และพรบ.คอมพิวเตอร์มาใช้แทน รวมถึงวิธีนอกกฎหมาย เช่น นักศึกษาวิทยาลัยเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มธ. ถูกตำรวจนำตัวไปสภ.คลองหลวง ทำเอ็มโอยู บันทึกข้อมูลจากมือถือไป ซึ่งแสดงความไม่แน่นอนของการใช้กฎหมาย” นางสาวพูนสุขกล่าว

นางสาวพูนสุข กล่าวว่า ในปี 63 ปัญหาสังคมถูกนำมาตีแผ่ทุกด้าน มีความหลากหลายอย่างมาก แต่ทั้งหมดคือเรื่องเดียวกัน นั่นคือประชาชนไม่มีอำนาจจัดการตัวเอง ไม่มีอำนาจกำหนดทิศทางประเทศที่อยากไป สถานการณ์ล่าสุดดูเหมือนคนเริ่มหมดแรง แต่ถ้ามองว่ามีคนต่อสู้มาแล้วตั้งแต่ปี 2475 จนถึงเหตุการณ์เดือนตุลาจนถึงวันนี้ แต่จะไปถึงสิ่งที่คาดหวังหรือไม่ ถ้าการเมืองดี จึงกลายเป็นแฮชแท็ก แต่แน่นอนว่า ปฏิกิริยาโต้กลับก็ย่อมเกิดขึ้น
“ถ้าการเมืองดี ตำรวจต้องทำหน้าที่ไปตามกฎหมาย ถ้าการเมืองดี นอกเครื่องแบบจะมีเวลาไปหาคนกระทำอาชญากรรม ไม่ต้องมาเสียเวลานั่งฟังเสวนานี้ ถ้าการเมืองดี คดีที่ไม่เข้าองค์ประกอบทางกฎหมาน จะถูกยกตั้งแต่ต้น การต่อสู้คงไม่ได้จบง่ายๆ ใน 1-2 ปี ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนรวมถึงตัวเองด้วย” นางสาวพูนศุขกล่าว


