รัฐมนตรี 3 คนต้องพ้นจากตำแหน่งเพราะถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดอาญามีโทษต้องจำคุก ซึ่งทำให้หมดคุณสมบัติ ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องปรับคณะรัฐมนตรี
ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน 10 รัฐมนตรีรวมถึงนายกรัฐมนตรีด้วยถูกฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจ แม้ที่สุดแล้วทุกคนจะได้เสียงส่วนใหญ่จากสภาผู้แทนราษฎรโหวตไว้วางใจ แต่นั่นเป็นเพียงความปกติของระบบเสียงข้างมาก มีธรรมเนียมต้องเลือกให้ฝ่ายตัวเองมากกว่าโหวตตามข้อมูลที่ได้รับฟัง
เป็นระบบที่เสียงส่วนใหญ่ไม่มีผลต่อการทำหน้าที่ตรวจสอบของสภา แต่ฝากความไว้ว่าหลังอภิปรายผู้นำประเทศจะเกิดความละอายในเรื่องราวที่ฝ่ายค้านเปิดโปง เมื่อประเมินถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับความรู้สึกนึกคิดของประชาชนแล้ว จะมีการปรับ ครม.
ก่อนหน้านั้นการทำหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร และการตัดสินใจของผู้นำประเทศเป็นเช่นนั้น รัฐมนตรีถูกซักฟอกจะได้รับเสียงโหวตผ่าน แต่นายกรัฐมนตรีมีความชอบธรรมจะปรับคนที่ถูกเปิดโปงด้วยหลักฐานชัดเจนว่าประพฤติมิชอบออกไป หรือว่าให้ลึกไปกว่านั้นคือนายกรัฐมนตรีต้องระลึกว่าตัวเองไม่มีความชอบธรรมที่จะให้รัฐมนตรีที่มีสภาพเช่นนั้นมีอำนาจต่อไป
ธรรมเนียมการเมืองไทยเป็นเช่นนั้น เป็นโอกาสของนายกรัฐมนตรีที่จะสร้างความสง่างามให้ตัวเองด้วยภาพของความรังเกียจผู้ทุจริต ด้วยการตัดสินใจไม่ทำงานร่วมด้วย ไม่ใช่แค่พล่ามว่าไม่ชอบการประพฤติผิดแต่ยังไม่รู้สึกเดือดร้อนอะไรกับคนมีหลักฐานชัดเจนว่าใช้อำนาจโดยมิชอบ
อาจจะพอเข้าใจได้ว่าในยุคสมัยเช่นนี้ ที่เสียงสนับสนุนผู้นำแม้แต่ในพรรคแกนนำเอง แต่ละกลุ่มก๊กมุ่งรักษาประโยชน์ของพวกตัว จนอาจจะเป็นความอ่อนไหวต่อการดำรงอยู่ของ “นายกรัฐมนตรี” ที่ไม่มีฐาน ส.ส.ของตัวเองได้ หากมุ่งแต่รักษาคุณธรรมที่ควรมีของผู้นำ
ทว่า เมื่อผลการตัดสินของศาลเปิดทางให้มีการปรับคณะรัฐมนตรี ย่อมเป็นโอกาสที่ผู้นำประเทศควรจะใช้เพื่อ “รักษาคุณธรรมผู้นำ” หรือ “ธรรมเนียมการปฏิบัติเพื่อความสง่างามของผู้นำหลังอภิปรายไม่ไว้วางใจ”
เป็นห้วงเวลาที่ดีที่จะถือโอกาสทำให้คณะรัฐมนตรีมีภาพของผู้มีความรู้ความสามารถ มีภาพลักษณ์ที่ทำให้เกิดความเชื่อถือศรัทธาว่าจะบริหารจัดการนำพาประเทศให้มีความหวังในการพัฒนาให้เจริญรุ่งเรือง แทนที่จะต้องทนอยู่กับคุณภาพแบบถอยหลังลงคลอง
ทว่ากลับเป็นเรื่องที่น่าเสียดายยิ่ง ทั้งที่โอกาสดีเปิดทางให้เต็มที่ด้วยผลการตัดสินของศาลซึ่งสร้างความชอบธรรมให้กับการปรับเปลี่ยน แต่ข่าวคราวการปรับ ครม.ดูเหมือนจะไม่เป็นความหวังอะไร ทุกอย่างยังเคลื่อนไปด้วยความพยายามแย่งชิงเก้าอี้ของกลุ่มก๊วนการเมือง ของคนที่ชัดเจนว่าคุณสมบัติส่วนตัวเป็นปัญหาต่อภาพลักษณ์ของส่วนรวม
ไม่เพียงผู้นำไม่ใช้โอกาสให้เกิดความดีงามในภาพลักษณ์ของคณะรัฐมนตรีขึ้นมาบ้าง
แต่ยังดูเหมือนจะเพิ่มเสียงถอนหายใจให้กับคนทั่วไป เมื่อติดตามผลการปรับ ครม.ในแต่ละวัน ที่ยังเวียนอยู่ในวังวนของการวิ่งเต้นช่วงชิงเก้าอี้แห่งอำนาจ อย่างก่อความรู้สึกหมิ่นแคลนความสามารถในการเลือกคนให้เหมาะกับงานของผู้นำ
โลกทุกวันนี้นำพาทุกประเทศเคลื่อนไปในวิกฤตหลายด้าน แต่ละประเทศเห็นความจำเป็นที่ผู้บริหารประเทศต้องมีความสามารถในการนำพาเพื่อแข่งขันกับประเทศอื่น
ประชาชนคนไทยก็เห็นความจำเป็นนั้น และได้พยายามแล้วที่จะเลือกพรรคการเมืองที่คิดว่ามีความรู้ความสามารถที่สุดเข้ามานำการบริหารประเทศ
แต่ด้วยกติกาและกลไกที่ถูกวางไว้เพื่อตอบสนองการสืบทอดอำนาจ ทำให้ได้คุณภาพของรัฐบาลเป็นไปได้แค่นี้
ถึงกระนั้นก็ยังหวังว่า คุณภาพแค่นี้ของผู้นำอย่างน้อยก็ควรจะมีความรู้พอที่จะ “เลือกรัฐมนตรีที่มีความรู้ความสามารถเหมาะกับงานมาช่วยเหลือประเทศได้บ้าง”
ไม่ใช่ผู้นำที่ไม่มีอะไรให้หวังเอาเสียเลย
หลัง 3 รัฐมนตรีต้องพ้นตำแหน่งเพราะคำสั่งศาล โอกาสพิสูจน์ว่าเรามีผู้นำที่พอหวังได้หรือไม่มาถึงแล้ว
อีกไม่กี่วันที่รายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่คลอดออกมา จะได้รู้กันว่า
ความหวังนั้นจะมีคำตอบเช่นไร

