‘แอมเนสตี้’ ชี้ 207 คดีชุมนุมการเมือง สะท้อน รัฐ ‘ปิดกั้นเสรีภาพเป็นระบบ’ จี้ ยุติปฏิบัติราว ‘อาชญากร’
เมื่อวันที่ 9 มีนาคม องค์กรเพื่อสิทธิมนุษยชน “แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย” ออกแถลงการณ์ถึงการดำเนินคดีต่อแกนนำและผู้เข้าร่วมชุมนุมจำนวนมากว่า เป็นการปิดกั้นเสรีภาพในการชุมนุม การแสดงออก และการเเสดงความเห็นต่างอย่างเป็นระบบ โดยแถลงการณ์ระบุว่า
สืบเนื่องจากการดำเนินคดีต่อแกนนำและผู้เข้าร่วมการชุมนุมตั้งแต่ปี 2563 ที่มีจำนวนมากกว่า 382 คน ใน 207 คดี การไม่ให้ประกันตัว 4 แกนนำที่ผ่านมา การสั่งฟ้องคดีของพนักงานอัยการต่อผู้เข้าร่วมการชุมนุมอีก 18 คน และการไม่ให้ประกันตัว ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล ภาณุพงศ์ จาดนอก และ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา จากการชุมนุมใน #ม็อบ19กันยายน ทวงอำนาจคืนราษฎร รวมถึง ปิยรัฐ จงเทพ สืบเนื่องจาก #ม็อบ6มีนาคม ถือเป็นการปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออกและความคิดเห็นต่างอย่างเป็นระบบ
นางปิยนุช โคตรสาร ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เผยว่า เป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่งที่ทางการไทยดำเนินคดีต่อแกนนำและผู้เข้าร่วมการชุมนุมจำนวนมากอย่างเป็นระบบ ซึ่งในบางคดี หากมีการพิจารณาว่ามีความผิดจะมีโทษสูงสุดถึง 15 ปี ซึ่งเป็นการลงโทษที่รุนแรงและไม่ได้สัดส่วน
นางปิยนุชกล่าวว่า อีกทั้งยังมีระยะเวลาการดำเนินคดีที่ยาวนาน การดำเนินคดีต่อกับผู้เห็นต่างหรือผู้วิจารณ์การทำงานรัฐ จึงถูกใช้เป็นอาวุธเพื่อปิดปากและตอบโต้บุคคลที่กล้าท้าทายอำนาจรัฐ
“การดำเนินคดีจำนวนมากและการไม่ให้ประกันตัว สะท้อนให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมกลายเป็นเครื่องมือในการโจมตีสิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบ ประชาชนย่อมมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะออกมาแสดงความเห็นและมีส่วนร่วมต่อประเด็นทางสังคม
“ทางการไทยต้องยุติการปฏิบัติต่อผู้ออกมาวิจารณ์ ราวกับเป็นอาชญากรหรือเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของรัฐ พวกเขาควรได้รับการปล่อยตัวและยกเลิกข้อกล่าวหาโดยทันที หากขาดหลักฐานว่ากระทำความผิดอาญาตามหลักสากล” นางปิยนุชกล่าว

