ปรากฎการณ์ #ม็อบ 9 มีนาคม ปรากฏการณ์ #ม็อบ 10 มีนาคม
ปรากฎการณ์ #ม็อบ 9 มีนาคม คือ เงาสะท้อนแห่ง #ม็อบ 8 มีนาคม อย่างเด่นชัด
อย่าได้แปลกใจที่ “แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม” ออกโรง
เพราะว่าไม่เพียงแต่พวกเขาจะแนบแน่นอยู่กับการถูกจำขังของ นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ ซึ่งเป็นเพื่อนที่ร่วมเคลื่อนไหวของพวกเขา หากการจำขัง น.ส.ปภัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล ก็มาจาก ‘ธรรมศาสตร์’
การต้องคดีความ ไม่ว่าจะเป็น นายอานนท์ นำภา ไม่ว่าจะเป็น นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ ไม่ว่าจะเป็น น.ส.ปภัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล ล้วนเนื่องมาแต่การชุมนุมเมื่อเดือนกันยายน 2563
นั่นก็คือ การเริ่มต้น ณ สนามฟุตบอล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แล้วเคลื่อนออกมาและเข้าไปยึดครองท้องสนามหลวงและดำเนินการปักหมุด ‘คณะราษฎร’
ทั้งหมดล้วนเป็นโจทย์เก่าตั้งแต่เมื่อปี 2563 ล้วนเป็นการคิดบัญชีย้อนหลังทั้งสิ้น
ความหมายก็คือ เพียงแค่การต่อสู้ในทางคดีความบรรดาจำเลยเหล่านี้ก็แทบไม่มีเวลาไปเคลื่อนไหวอย่างอื่นแม้กระทั่งการศึก ษาและเล่าเรียนอันเป็นภารกิจหลัก
ไม่ว่าจะเป็นแถลงการณ์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นแถลงการณ์ของนักวิชาการทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นแถลงการณ์ของภาคีนักกฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชน
มิได้เป็นการเรียกร้อง ‘อภิสิทธิ์’ ให้กับ นายอานนท์ นำภา นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ น.ส.ปภัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล
เพียงแต่ต้องการให้พวกเขาได้ใช้สิทธิในฐานะจำเลยผู้ถูกกล่าวหาโดยยังไม่ต้องคำพิพากษา นั่นก็คือ ให้สามารถได้รับการประกันตัวเพื่อมาตระเตรียมในการต่อสู้คดี
เพราะสิ่งที่เขาต้องถูกจำขังในระหว่างการฟ้องร้องเท่ากับเป็นการลงโทษล่วงหน้าราวกับว่าพวกเขาได้กระทำความผิดไปแล้วทั้งๆที่มิได้มีคำพิพากษาแต่อย่างใด
ประเด็นตรงนี้ต่างหากที่สร้างความสะเทือนใจและก่อให้เห็นว่าชะตากรรมของพวกเขาหนักหนาสาหัส
น่าเชื่อว่าแม้จะมีการเคลื่อนไหวผ่านสถานการณ์ #ม็อบ 9 มีนาคมไปแล้วก็จะต้องมีสถานการณ์ #ม็อบ 10 นาคม หรือสถานการณ์ #ม็อบ 11 มีนาคม ตามมาอย่างไม่ต้องสงสัย
ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหว ‘ใหญ่’ ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหว ‘เล็ก’ ย่อมเห็นอย่างเด่นชัดเป็นลำดับ
ตราบที่สังคมรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม

