กรธ. เคาะมติ ตบหน้า สนช. ยัน ส.ว.ตามคำถามพ่วง ไม่มีสิทธิ์เสนอชื่อนายกฯ ก๊อกสองก็ไม่ให้ ยึด ร่างเดิม ชี้ ส.ส.ชงชื่อได้เท่านั้น ยัน เปิดช่องนายกฯคนนอก ตาม ม.272 วรรคสองได้ครั้งเดียว
มื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 24 สิงหาคม ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เพื่อพิจารณาปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญตามคำถามพ่วงที่ระบุให้ ในช่วง 5 ปีให้ส.ว.มีอำนาจในการพิจารณาเลือกบุคคลเป็นนายกฯได้ ทั้งนี้ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าประชุม ว่า วันนี้จะเป็นการหารือเกี่ยวกับการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญในส่วนของที่มานายกรัฐมนตรีตามคำถามพ่วงที่ผ่านการทำประชามติ โดยจะรับฟังความคิดเห็นจากที่ประชุมให้ได้ข้อสรุปก่อน และยืนยันว่า การแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญจะยึดตามตัวอักษรเป็นหลัก
เมื่อถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แสดงความคิดเห็นในทำนองว่า ส.ว.สามารถเสนอชื่อบุคคลให้ที่ประชุมของรัฐสภาลงมติให้ความเห็นชอบเป็นนายกรัฐมนตรีได้ นายมีชัย กล่าวว่า “พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้พูดอย่างนั้น พล.อ.ประยุทธ์บอกว่าไม่รู้ใครเป็นคนเสนอชื่อ”
จากนั้น เวลา 17.00 น. ภายหลังจากการหารือลับเป็นเวลานานกว่า 3 ชั่วโมง นายนรชิต สิงหเสนี พร้อม นายอุดม รัฐอมฤต โฆษกกรธ. ร่วมแถลงผลการประชุมว่า ที่ประชุมได้พิจารณาการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับคำถามพ่วง โดยกรธ.ได้ยืนยันตามหลักการเดิมตามร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติ โดยให้ส.ส.มีสิทธิ์เสนอชื่อบุคคลที่จะมาเป็นนายกฯได้เท่านั้น เพราะส.ส.เป็นผู้ที่ประชาชนเลือกมา ดังนั้น ส.ส.จึงต้องมีส่วนสำคัญที่จะเลือกคนไปทำหน้าที่ในฝ่ายบริหาร โดย ส.ว.จะมีหน้าที่ร่วมลงมติบุคคลที่จะเป็นนายกฯเท่านั้นในระยะเวลา 5 ปี ตามคำถามพ่วง ดังนั้น ในกรณีที่มีการเปิดประชุมรัฐสภาเพื่อเลือกนายกฯ โดยจะต้องยืนยันรายชื่อที่อยู่ในบัญชีที่พรรคการเมืองเป็นผู้เสนอ ตามมาตรา 88 และ 159 ตามหลักการเดิม
“แต่หากรัฐสภาไม่สามารถเลือกบุคคลได้ตามบัญชีของพรรคการเมืองก็จะเป็นหน้าที่ของ ส.ส.เท่านั้นที่จะเป็นผู้ปลดล็อคให้เลือกบุคคลนอกบัญชีรายชื่อนายกฯ ตามมาตรา 272 โดยต้องใช้เสียง ส.ส.ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง หรือ 251 จาก 500 เสียงขึ้นไป เพื่อยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภา ให้เรียกประชุมเพื่อหาเสียงสมาชิกรัฐสภา 2 ใน 3 เพื่องดเว้นการเสนอชื่อนายกฯในบัญชีได้ โดยยืนยันว่า ส.ส.จะเป็นผู้เสนอชื่อบุคคลที่จะเป็นนายกฯเท่านั้น ไม่ว่า จะเป็นคนในหรือคนนอกบัญชี ทั้งนี้ กรธ.ยืนยันว่า มีการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญเพียงมาตราเดียว คือ มาตรา 272 ซึ่งอยู่ในบทเฉพาะกาล” นายอุดม กล่าว
นายอุดม กล่าวต่อว่า สำหรับกรณีนำบุคคลนอกบัญชีมาเป็นนายกฯนั้น จะสามารถทำได้ครั้งเดียว ตามมาตรา 272 วรรคสอง ดังนั้น หากสภาชุดแรกหลังจากรัฐธรรมนูญประกาศใช้ยุบสภา มาตรา 272 วรรคสอง ก็จะไม่มีผลบังคับใช้อีกต่อไป โดยในช่วง 5 ปีแรก ส.ว.จะมีสิทธิเห็นชอบบุคคลตามที่พรรคการเมืองเสนอตามบัญชีรายชื่อเท่านั้น นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญประกาศใช้ อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดเป็นหลักการเป็นสิ่งที่ กรธ.สรุปแล้ว โดยที่ประชุมเห็นสอดคล้องต้องกัน หลังจากนี้กรธ.จะนัดประชุมเพื่อปรับถ้อยให้เหมาะสมอีกครั้ง ก่อนส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความได้ภายในสัปดาห์หน้า และ หลังจากนี้จะขึ้นอยู่กับการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ซึ่งหากศาลรัฐธรรมนูญไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่กรธ.ปรับแก้ ก็จะทำความเห็นเป็นข้อๆส่งมากลับมายังกรธ.และ กรธ.ก็จะปรับแก้ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญแนะนำเพื่อจะไม่ต้องเสียเวลาส่งกลับไปให้ศาลรัฐธรรมนูญดูอีกครั้ง
เมื่อถามว่า สาเหตุที่ กรธ.ไม่สนองความต้องการของ สนช.ที่อยากให้ ส.ว.มีสิทธิ์เสนอนายกฯได้เป็นเพราะอะไร นายนรชิต กล่าวว่า ตามหลักการสำคัญของมาตรา 159 บัญญัติขึ้นให้สอดคล้องกับหลักการแต่งตั้งนายกฯของประเทศที่ปกครองในระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ซึ่งจะต้องมาจากการดำเนินการของสภาผู้แทนราษฎร และได้รับการสนับสนุนจาก ส.ส.เพื่อให้การดำเนินการบริหารประเทศเป็นไปอย่างราบรื่น สำหรับ มาตรา 272 เป็นบทเฉพาะกาลที่ใช้เป็นการชั่วคราวเฉพาะกรณีที่ไม่สามารถเลือกนายกฯจากบัญชีรายชื่อที่ประกาศให้ประชาชนทราบเพราะเมื่อได้รับการยกเว้นแล้วก็ต้องย้อนกลับไปให้ ส.ส.ดำเนินการต่อไป
เมื่อถามว่า หากสนช.ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่กรธ.ปรับแก้จะขอยื่นเรื่องเพื่อคัดค้านต่อศาลรัฐธรรมนูญ นายนรชิต กล่าวว่า กรธ.ไม่ได้พิจารณาช่องทางนี้ แต่หากศาลรัฐธรรมนูญไม่เห็นชอบกับสิ่งที่กรธ.ปรับแก้ก็พร้อมปฏิบัติตามคำแนะนำของศาล
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เนื้อหาในการปรับแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญตามคำถามพ่วงของ สนช. นั้นเบื้องต้นจะมีการแก้ไขเพียงมาตรา 272 เพียงมาตราเดียว โดยเพิ่มวรรคที่ 1 โดยระบุว่า “ในระหว่างห้าปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาภายหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา 268 การให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีให้ดำเนินการตามมาตรา 159 เว้นแต่การพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา 159 วรรคหนึ่ง ให้กระทำในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา และมติที่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลใดให้เป็นนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 159 วรรคสาม ต้องมีคะแนนเสียงกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา”
ส่วนในวรรคสองมีการปรับแก้ไขเป็น “ในวาระเริ่มแรกเมื่อมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา 268 แล้ว หากมีกรณีที่ไม่อาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 ไม่ว่าด้วยเหตุใด และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดเท่าที่มีอยู่เข้าชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภาขอให้รัฐสภามีมติยกเว้นเพื่อไม่ต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 ในกรณีเช่นนั้น ให้ประธานรัฐสภาจัดให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาโดยพลัน และในกรณีที่รัฐสภามีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาให้ยกเว้นได้ ให้ดำเนินการตามวรรคหนึ่งต่อไปโดยจะเสนอชื่อผู้อยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 หรือไม่ก็ได้

