‘เฌอเอม’ ปราศรัยเซฟบางกลอย เผยทุ่มอ่านเอกสาร-เรียบเรียง 10 ชม. ลั่น อยากเป็นมรดกโลกต้องทำตัวให้เป็นสากล

‘เฌอเอม’ ปราศรัยเซฟบางกลอย เผยทุ่มอ่านเอกสาร-เรียบเรียง 10 ชม. ลั่น อยากเป็นมรดกโลกต้องทำตัวให้เป็นสากล

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม กลุ่มพีมูฟ หรือขบวนการประชาชนเพื่อสังคมเพื่อสังคมที่เป็นธรรม และ ภาคีเซฟบางกลอย จัดกิจกรรม #Saveบางกลอย ในหัวข้อ “เมื่อประชาชนอยากแก้รัฐธรรมนูญ”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศเมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. มีผู้ทยอยเดินทางเข้าร่วมโดยนั่งจับกลุ่มบริเวณผิวจราจรถนนพระรามที่ 5 สะพานชมัยมรุเชฐ ทำเนียบรัฐบาล กระทั่งเวลาประมาณ 17.30 น. กลุ่ม ‘คณะราษดรัม’ ตีกลองเปิดกิจกรรม โดยมีเยาวชนกลุ่ม ‘เด็มโฮป’ หรือประชาธิปไตยเพื่อความหวัง และ ‘เฟมินิสต์ปลดแอก’ ร่วมร้องเพลง ‘รำกลองยาว’

ต่อมา เป็นการกล่าวปราศรัยโดย นางสาวชญาธนุส ศรทัตต์ หรือเฌอเอม อดีตผู้เข้าประกวดมิสยูนิเวิร์ส ไทยแลนด์ 2020 มีเนื้อหาโดยสรุปว่า กรณีบางกลอย-ใจแผ่นดิน หากชาวบ้านกลับไปถื่นเดิมได้คงไม่เกิดปัญหา ชาวบ้านมีสิทธิเลือกว่าจะใช้ชีวิตในแบบใด ก่อนเกิดยุทธการพิทักษ์ป่าต้นน้ำเพชรล่าสุด ในอดีตก็เคยมียุทธการตะนาวศรีในปี 2553 ซึ่งสะท้อนถึงการใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม ชาวบ้านถูกจับ ไล่ที่ เผาบ้านเรือนและยุ้งฉาง นับเป็นความเสียหายครั้งยิ่งใหญ่ สิ่งที่หายไปไม่ใช่แค่ทรัพย์สิน แต่คือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ กีดกันกลุ่มชาติพันธุ์ เน้นหนักการให้ความสำคัญวัฒนธรรมภาคกลาง ไม่เห็นประวัติศาสตร์ชาวบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งภาพลักษณ์กลายเป็นคนถางทำลายป่า ค้ายา หนีอำนาจรัฐ ประเด็นการทำไร่หมุนเวียน จริงๆแล้วไม่ใช่ไร่เลื่อนลอย หรือแม้แต่ไร่เลื่อนลอยก็สร้างผลกระทบน้อยกว่าไร่อุตสาหกรรมและการให้สัมปานเหมืองต่างๆ รัฐไม่อาจเอาชาวบ้านออกจากพื้นที่ ซึ่งเป็นจิตวิญญาณของเขาได้

เฌอเอมระบุว่า ส่วนประเด็นการขึ้นทะเบียนอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเป็นมรดกโลกนั้น มาตรฐานไทย ไม่ใช่มาตรฐานโลก ถ้าอยากเป็นมรดกโลกต้องทำตัวให้เป็นสากล และแม้ได้เป็นมรดกโลกก็ไม่มีใครเป็นเจ้าของได้ ถามว่าภูมิใจหรือไม่ที่ทอดทิ้งผู้บริสุทธิ์เหล่านี้ การต้องการขึ้นทะเบียนมรดกโลกทำไปเพื่อความภูมิใจของใครกันแน่ มีอยู่ฝ่ายเดียวที่ประกาศความคิดตัวเอง ในขณะที่อีกฝ่ายแม้และด้วยชีวิตก็ไม่ได้รับความเป็นธรรม คดีบิลลี่ พอละจี รักจงเจริญ ก็ยังไม่กระจ่าง

“รัฐต้องไม่มองว่าคนที่อยู่นอกขอบเขตวิถีชีวิตไทยกลางๆ นั้นไม่ใช่คนไทย ไม่มีเหตุผลที่จะผลักไสกลุ่มชาติพันธุ์ซึ่งถือเป็นประชาชนชาวไทยด้วยกัน เพียงเพื่อต้องการพื้นที่ป่าที่ชาวบ้านก็มีสิทธิโดยชอบธรรมไปเป็นสมบัติใต้การจัดการของรัฐเพียงผู้เดียว มรดกอันภูมิใจของรัฐเพียงผู้เดียว ทั้งการประสานงานกับเครือข่ายกะเหรี่ยงและองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนจะเพิ่มเครดิตให้รัฐบาล ยกระดับการเมืองของไทยในสายตาสหประชาชาติ

“ดิฉันไม่คิดว่าบ้านหลังที่เราอยู่ร่วมกันนั้นเป็นของใครคนหนึ่งคนเดียว ชาติควรประกอบด้วยความหลากหลาย และควรภูมิใจในความหลากหลายนั้น เช่นเดียวกับที่ชาวบ้านบางกลอย ใจแผ่นดินควรจะได้ภูมิใจในมรดกทางวัฒนธรรมเหนือแผ่นดินของพวกเขา ในฐานะคนไทยที่มีสิทธิ เสรีภาพ ศักดิ์ศรี ไม่มีใครควรต้องออกจากบ้านทั้งนั้น ประเทศนี้พวกเราทุกคนคือเจ้าของบ้านร่วมกัน” เฌอเอมกล่าว

เฌอเอมกล่าวด้วยว่า ตนใช้เวลาประมาณ 10 ชั่วโมงในการอ่านเอกสาร การพิมพ์คำปราศรัยนี้ และการเรียบเรียงให้สื่อสารได้กับทุกเพศทุกวัย ดังนั้น ไม่ได้ยากเกินไปหากทุกคนจะลองเริ่มต้นเข้าใจสิ่งเหล่านี้ ยืนยันว่าที่ออกมาไม่ได้หิวแสง

“หลายคนบอกว่าดิฉันหิวแสง บอกตรงๆ ว่าทุกวันนี้ทานจนอิ่มเลยค่ะ อิ่มมากก็เลยต้องมาแบ่งปัน ที่ผ่านมาดิฉันได้รับแสง ผสมกับแสงอันไม่พึงประสงค์มาโดยตลอด ดังนั้น วันนี้จึงคิดว่าสมควรที่จะมอบแสงให้ผู้เหมาะสมที่จะได้รับแสงสว่างอย่างแท้จริง สังคมของเรา ไม่ได้มีแสงสาดส่องไปทุกที่ ทั้งที่ทุกสถานที่ต่างมีความสำคัญ” เฌอเอมกล่าว

ทั้งนี้ ช่วงหนึ่งระหว่างการปราศรัย เมื่อถึงเวลา 18.00 น. ซึ่งมีการเปิดเพลงชาติไทย เฌอเอมได้นั่งลง ก่อนเอนตัวในลักษณะกึ่งนั่งกึ่งนอนกระทั่งจบเพลง จึงลุกขึ้นยืนปราศรัยต่อจนจบ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon