หน้าแรก การเมือง “เครือข่ายคัด...

“เครือข่ายคัดค้านการทำแท้งเสรี” ร้องสภา พิจารณา พรบ.ทำแท้งเสรี  ชี้ผิดหลักการแพทย์-ศาสนา-สิทธิมนุษยชน

17.03.21 | 15:20 น.

“เครือข่ายคัดค้านการทำแท้งเสรี” ร้องสภา พิจารณา พรบ.ทำแท้งเสรี  ชี้ผิดหลักการแพทย์-ศาสนา-สิทธิมนุษยชน

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 17 มีนาคม ที่รัฐสภา นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยศิวิไลซ์ และคณะรับยื่นหนังสือจากเครือข่ายคัดค้านการทำแท้งเสรี นำโดย นพ.ภีศเดช สัมมานันท์ และพญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา ประธานสหพันธ์ผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขแห่งประเทศไทย เรื่องการแก้ไขพระราชบัญญัติ ป.อาญา 2499 แก้ไขเพิ่มเติม 2564 ฉบับที่ 28 เกี่ยวกับมาตรา 301 กับ 305 ที่อนุญาตให้ผู้หญิงมีครรภ์สามารถทำแท้งได้อย่างเสรี

โดย นพ.ภีศเดช กล่าวว่า ประเด็นที่นำมาใช้ผลักดันให้แก้กฎหมายเนื่องจากพิจารณาว่าทารกในครรภ์คืออวัยวะส่วนหนึ่งของมารดา และเป็นส่วนหนึ่งของมดลูกเท่านั้นซึ่งไม่ถูกต้องตามข้อมูลทางการแพทย์ หลักศาสนา และหลักสิทธิมนุษยชน เมื่อออกกฎหมายมาจึงไปกระทบกระเทือนสิทธิของใครหลายคน ได้แก่ สิทธิของทารกในครรภ์ สิทธิของบิดา สิทธิของบิดามารดาของหญิงตั้งครรภ์หากยังไม่บรรลุนิติภาวะ โดยฏฎหมายตามมาตรา 301 อนุญาตให้หญิงที่มีอายุครรภ์ตั้งแต่ 0-12 สัปดาห์ สามารถทำแท้งเองได้ ซึ่งทำให้มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนจนทำให้เสียชีวิตได้ และหากทำแท้งโดยไม่มีการได้การให้ข้อมูลและให้คำปรึกษาเมื่อทำแท้งเสร็จก็จะกลับไปสู่สภาพแวดล้อมและปัญหาเดิมๆ มีโอกาสตั้งครรภ์โดยไม่พร้อมและทำแท้งซ้ำอีก

นพ.ภีศเดช กล่าวต่อว่า หากบิดาของเด็กในครรภ์ บิดามารดาของหญิงตั้งครรภ์ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ในกฎหมายคือ ไม่มีสิทธิ์ที่จะตัดสินใจว่าควรทำแท้งหรือไม่ และสิทธิ์ของเด็กเนื่องจากก่อนหน้านี้ วิทยาการทางการแพทย์ยังไม่เจริญก้าวหน้า จึงไม่สามารถจะรู้ได้ว่าทารกที่อยู่ในครรภ์มีสภาพเป็นมนุษย์แล้วหรือยัง แต่ปัจจุบันสามารถตรวจอัตราการเต้นของหัวใจของทารกในครรภ์ได้ตั้งแต่ 5 สัปดาห์ ฉะนั้นตั้งแต่เกิดการปฏิสนธิก็ถือว่ามีสภาพความเป็นมนุษย์แล้ว หากมองข้ามประเด็นนี้ไปก็จะมองว่าทารกเป็นเพียงอวัยวะส่วนหนึ่งหรือส่วนเกินของร่างกายมารดา กฎหมายก็จะไม่คุ้มครองสิทธิ์ให้กับทารกในครรภ์ ทั้งนี้ ตนไม่ได้มองข้ามความเดือดร้อนของผู้หญิงที่ตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม และได้เตรียมแนวทางการแก้ปัญหาแล้ว

ด้าน พญ.เชิดชู กล่าวว่า เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้บอกว่าอัตราการเกิดของเด็กไทยน้อยลง เพราะฉะนั้นการที่มีกฎหมายเช่นนี้ออกมา เป็นกฎหมายสุดโต่งเกินไป ไม่คำนึงถึงสิทธิ์ในการมีชีวิตของเด็ก และที่สำคัญคือกฎหมายมาตรา บอกว่าสามารถทำแท้งได้ด้วยตนเอง มีเสรีภาพที่จะทำแท้งได้ถึงอายุครรภ์ 20 สัปดาห์และหากอ่านกฎหมายดีๆ แล้วอาจจะทำแท้งได้ตลอดอายุการตั้งครรภ์หากผู้เป็นแม่ยืนยันว่าจะทำ ซึ่งอันตรายมาก ตนจึงเห็นว่ากฎหมายนี้ผิดหลักรัฐธรรมนูญคือไม่คำนึงถึงความยุติธรรมของทุกฝ่าย และไม่รับฟังความคิดเห็นของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง อาทิ บิดาของทารกในครรภ์ หรือครอบครัวของผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ และแพทย์ผู้ที่จะต้องรับผิดชอบการทำแท้ง จึงอยากให้พิจารณาว่ากฎหมายนี้จะทำความเสียหายแก่ชาติพันธ์ในอนาคตหรือไม่ และจะมีวิธีการแก้ไขอย่างไรไม่ให้พ.ร.บ.ที่แก้ไขใหม่นี้สุดโต่งเกินไป

Advertisement

ขณะที่ นายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า ตนจะรับเรื่องนี้และเสนอรัฐสภาเพื่อแก้ไขพ.ร.บ.ดังกล่าว ให้รับฟังความเห็นอย่างรอบด้านและคำนึงถึงทุกฝ่าย และไม่ใช่การทำลายและผิดศีลธรรมอย่างร้ายแรง ทั้งนี้ ตนคัดค้านอย่างเต็มที่และไม่เห็นด้วยที่จะให้ผู้หญิงทำแท้งอย่างเสรี เพราะในอนาคตประเทศไทยจะมีปัญหาเรื่องประชากร เนื่องจากมีการเติบโตน้อย