‘สุชาติ’ขออย่าวิตกจริต
นายสุชาติ สวัสดิ์ศรี ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ พ.ศ.2554 ศิษย์เก่าคณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ตนไม่ได้ให้ความสำคัญกับงานฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์มากนัก แต่มองว่าเป็นการแสดงออกของคนหนุ่มสาวผ่านกิจกรรมที่สนุกสนานเพื่อสะท้อนประเด็นสังคม การเมืองและเศรษฐกิจด้วยอารมณ์ขันซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา การที่นักศึกษาสนใจการเมือง ถือเป็นเป็นเรื่องที่ดีกว่าการทำสิ่งไร้สาระหรือยกพวกตีกัน การที่รัฐบาลออกมาขอร้องให้ลดความรุนแรงของการล้อเลียนการเมือง เป็นการวิตกมากเกินไป
“ในประเทศที่มีเสรีภาพ การแสดงออกในเชิงสัญลักษณ์แบบนี้เป็นเรื่องธรรมดาเป็นอารมณ์ขันของหนุ่มสาวซึ่งมีความสำคัญต่อความก้าวหน้าของสังคม การที่นักศึกษาสนใจการบ้านการเมือง ดีกว่ากิจกรรมไร้สาระ หรือยกพวกตีกัน ผมเข้าเรียนที่ธรรมศาสตร์เมื่อ พ.ศ.2505 ตอนนั้นถนนทุกสายมุ่งไปที่งานบอลประเพณี เป็นยุคสายลมแสงแดด ปีแรกผมก็เข้าร่วมเหมือนกัน เขาบอกแล้วว่าเป็นประเพณีทุกครั้งที่มีแข่งบอลต้องมีชุดล้อการเมือง เป็นการแสดงออกตามวาระ คสช.วิตกจริตเกินไป สะท้อนให้เห็นถึงความไม่เชื่อมั่นผู้คนของตัวเอง” นายสุชาติกล่าว
‘จิระนันท์’ชี้อารมณ์ขันวันเดียว
ด้านนางจิระนันท์ พิตรปรีชา นักเขียนเจ้าของรางวัลซีไรต์ ศิษย์เก่าคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้อัญเชิญพระเกี้ยวในงานฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 32 เมื่อ พ.ศ.2515 กล่าวว่า ในยุคของตน ก็มีขบวนล้อการเมือง ซึ่งรัฐบาลทหารในช่วงนั้นก็ไม่ได้ออกมาห้ามปราม ด้านนักศึกษาก็แสดงออกอย่างมีขอบเขต การที่รัฐบาลปรามล่วงหน้าจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ นอกจากความขัดแย้งและกระแสต่อต้านที่จะมีมากขึ้น
“ที่ผ่านมาเป็นเหตุการณ์ปกติ ไม่ถึงขนาดทำให้เกิดกลียุค ในงานบอลประเพณีช่วงก่อนเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาหนึ่งปี ก็มีขบวนล้อเลียนการเมือง รัฐบาลทหารในยุคนั้นไม่เห็นจะมายุ่งอะไร ใครๆ ก็รู้ว่าเป็นอารมณ์ขันวันเดียวจบและเป็นการแสดงออกในขอบเขตจำกัดเฉพาะ 2 สถาบันการศึกษา สื่อมวลชนก็แค่ทำหน้าที่ถ่ายทอดรายงานข่าวขำๆ มาถึงยุคนี้ มีประเด็นหลากหลายที่อยู่ในความสนใจของสังคมและนักศึกษาควรจะแสดงออกในเชิงสร้างสรรค์ได้สักหนึ่งวัน ทำไมต้องสะดุ้งกันถึงขนาดนี้ด้วย การที่รัฐบาลมีการปรามไว้ก่อน จึงไม่ได้ประโยชน์อะไรนอกจากเกิดกระแสต่อต้านมากขึ้น การล้อการเมืองในงานนี้ไม่ใช่ปฏิบัติการทำลายความมั่นคง แต่เป็นเรื่องที่นักศึกษาอยากแสดงความเห็นอย่างละมุนละม่อม ควรปล่อยไป ไม่ได้ออกมาต่อสู้โค่นล้มรัฐบาล ซึ่งเป็นอีกเรื่องหนึ่ง” นางจิระนันท์กล่าว และว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา ตนได้ออกมาต่อต้านความฟุ่มเฟือยในการจัดงานฟุตบอลประเพณีอันเป็นสำนึกที่ดีต่อสังคมในเชิงบวก โดยมองว่านักศึกษาควรวิจารณ์ตัวเองและโลกภายนอกบ้างก็ได้ เพราะไม่ใช่แค่การเมืองอย่างเดียวที่เป็นหัวใจของงานดังกล่าว
‘ลลิตา’จวกสกัดกั้นวิพากษ์
ดร.ลลิตา หาญวงษ์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ ม.มหาสารคาม ศิษย์เก่าคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวว่า ตนมีส่วนร่วมกับงานฟุตบอลประเพณีเมื่อครั้งเป็นนิสิตชั้นปีที่ 1 และปีที่ 2 โดยการขึ้นอัฒจันทร์เชียร์ และหลังจากนั้นก็ได้ไปเข้าร่วมชมบ้าง สำหรับการที่ คสช.ขอให้ลดความรุนแรงของเนื้อหานั้น สะท้อนถึงความกังวลเกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงออก สิ่งที่รัฐบาลพยายามทำคือการสกัดกั้นการวิจารณ์ในเชิงลบ อาจเพราะช่วงที่ผ่านมามีปัญหาหลายอย่างทั้งเศรษฐกิจ และการร่างรัฐธรรมนูญ จึงรู้สึกกลัวและไม่มั่นใจ อีกทั้งทหารมีบุคลิกจริงจังเด็ดขาด จึงไม่ต้องการให้เสียดสีล้อเลียน อาจเกรงจะลดทอนความศักดิ์สิทธิ์และชอบธรรมของรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ส่วนประเด็นที่ทหารห่วงว่าจะมีมือที่ 3 ป่วนงานบอลนั้น มองว่าปีที่ผ่านมามีความวุ่นวายเกิดขึ้นจริง และมีคนนอกเข้าไปมีส่วนร่วม จึงเกิดความรุนแรง แต่ไม่ทราบข้อเท็จจริงว่าเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่ คสช.พยายามทำคือการสกัดกั้นการวิพากษ์ในเชิงลบ แต่ความจริงแล้วการล้อการเมืองเป็นวัฒนธรรมตะวันตกที่ไม่ควรมองว่าเป็นเรื่องรุนแรง หรือบั่นทอนเสถียรภาพของรัฐบาล
‘องอาจ’เตือน’บูมเมอแรง’
นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงกิจกรรมล้อการเมืองในงานฟุตบอลประเพณีธรรมศาสตร์-จุฬา ว่า ตนคิดว่าทางการควรปล่อยให้นักศึกษาได้แสดงออกตามปกติ เพราะว่านักศึกษามีวุฒิภาวะระดับหนึ่ง และน่าจะใช้วิจารณญาณ คิดได้ว่าในสถานการณ์ช่วงนี้ควรจะแสดงออกแค่ไหน อย่างไรที่จะมีความเหมาะสม และมีความพอดี แต่ความพยายามที่จะไปบังคับหรือปิดกั้นการแสดงออกอะไรต่างๆ นั้น นอกจากจะไม่เป็นผลดีแล้ว ในทางตรงกันข้ามจะเป็นเสมือนบูมเมอแรงที่จะสะวิงกลับมาหาทางการได้ อย่างไรก็ตาม คิดว่าถ้าปล่อยให้นักศึกษาแสดงออกไปอย่างเสรี แล้วทางการเฝ้ามองอยู่อย่างห่างๆ จะเกิดประโยชน์มากกว่า
เด็กพท.ชี้ทำเรื่องเล็กเป็นใหญ่
น.ส.อนุตตมา อมรวิวัฒน์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ในฐานะศิษย์เก่าคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ประเพณีนี้มีมายาวนาน และไม่ว่าจะรัฐบาลไหนการแสดงออกของนักศึกษาก็ไม่เคยถูกปิดกั้นเลย จะมีก็คือครั้งนี้ที่มีการเข้ามาระงับยับยั้ง ส่วนตัวต้องบอกว่ามีความเป็นห่วง ถ้าเด็กไม่สามารถแสดงออกในเรื่องความคิดเห็นทางการเมืองได้ ก็ไม่รู้ว่าอนาคตของประเทศในอีก 10-20 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร และการที่เด็กถูกปิดกั้นจะส่งผลต่อการพัฒนาประชาธิปไตยในอนาคตหรือไม่ ทั้งนี้ตนมองว่าการแสดงออกของเด็กไม่ได้ไปสร้างความเดือดร้อนให้ใคร ผู้ใหญ่ก็น่าจะรับฟังความคิดเห็นของเด็กที่แสดงออกมาบ้าง อยากให้ผู้ใหญ่ลองกลับมาคิดอีกครั้งหนึ่งว่า การที่เด็กแสดงออกมาแบบนี้นั้นเป็นผลดีหรือผลเสียกันแน่ อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่เป็นศิษย์เก่าตนก็อยากตั้งคำถามว่า พาเหรดนั้นกระทบต่อความมั่นคงของชาติจริงหรือไม่ บางทีผู้ใหญ่อาจจะกำลังทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่

