‘ประจักษ์’ ชี้ สู้เพื่อปชต.ไม่มีม้วนเดียวจบ แนะต้องคิดเกิน ‘แฟลชม็อบ’ นิยามระบอบประยุทธ์ ‘โนสนโนแคร์’
เมื่อวันที่ 18 มีนาคม เมื่อเวลาประมาณ 19.10 น. ที่สะพานชมัยมรุเชฐ ข้างทำเนียบรัฐบาล กลุ่ม People Go Network ซึ่งตั้ง ‘หมู่บ้านทะลุฟ้า’ จัดเสวนา ‘ม็อบที่หลากหลาย ดั่งดอกไม้นานาพันธุ์’ มีผู้ร่วมเสวนา อาทิ รศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ , ผศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ, พลอย นักเรียนเลว, รศ.ดร.วาสนา วงศ์สุรวัฒน์ เป็นต้น
ผศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวในตอนหนึ่งว่า วันนี้เราเห็นพ่อแม่ที่เป็นคนธรรมดา มีอาชีพค้าขายต้องออกมาร่วมต่อสู้เพื่อความยุติธรรมให้ลูก ตอนสมัครเป็นอาจารย์ เมื่อพ.ศ.2545 เป็นยุคที่มีความหวังโดยไม่รู้ว่าหนึ่งในหน้าที่คือประกันตัวนักศึกษา สมัยตนเรียนปริญญาตรีเมื่อปี 2537 การเมืองน่าเบื่อมาก อึกทึกสุดคือประเด็น สปก.4-01 ซึ่ง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เกี่ยวข้อง ประชาธิปัตย์ต้องยุบสภา ถือได้ว่าครั้งหนึ่งชนชั้นกลางเคยฉลาด เคยรู้ว่าคอร์รัปชั่นคิออะไร
ในขณะที่วันนี้ขึ้นอยู่กับว่าใครคอร์รัปชั่น และตนเดินทางมาจนถึงวันที่สุเทพเป็นลุงกำนันแสนดี สำหรับนักศึกษาคนแรกที่ตนประกันตัว คือ ‘จ่านิว’ สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ ซึ่งตอนนั้นออกมาเคลื่อนไหวในนามกลุ่ม ‘พลเมืองโต้กลับ’ ตนเป็นครูก็ห่วง เลยบอกว่า กลับไปเรียนเถอะ จ่านิวบอกว่า บ้านเมืองเป็นแบบนี้ เขาทนไม่ได้ ต้องออกมาเคลื่อนไหว หลังจากนั้น ยังมีคนถูกดำเนินคดีอีก 14 คน เช่น นายรังสิมันต์ โรม, นางสาวชลธิชา แจ้งเร็ว หรือลูกเกด และนายจตุภัทร์ บุญภัทร์รักษา หรือไผ่ ซึ่งออกมาเรียกร้องการเลือกตั้ง

“ที่ผมเล่าย้อนหลังเพื่อให้เห็นว่าเราเดินทางมาไกลแค่ไหนแล้ว ตอนนั้นมืดกว่านี้ ต้องขึ้นศาลทหาร ตอนนั้นไผ่ถามว่า ข้างนอกเป็นอย่างไรบ้าง มีคนออกมาสู้เพื่อพวกเขาไหม ผมไม่กล้าบอกว่าไม่มี คนไม่กล้า เพราะกฎหมายถูกใช้ตามอำเภอใจ บางคนบอกว่าตอนนี้ม็อบขาลง แต่ถ้าย้อนมองปี 57 ถือว่าเดินทางมาไกลอย่างไม่น่าเชื่อ อย่างน้อยคนตื่นแล้ว เข้าใจปัญหาบ้านเมือง ไม่นิ่งเฉย” ผศ.ดร.ประจักษ์กล่าว
ผศ.ดร.ประจักษ์กล่าวต่อไปว่า ตนไม่สามารถนิ่งเฉย สอนหนังสือไปวันๆ ตนไม่ได้อยู่เบื้องหลัง และไม่ได้อยู่เบื้องหน้า แต่เกินไปข้างๆนักศึกษา เราไม่สนใจคำกล่าวหาว่ายุยงปลุกปั่น
“เพนกวินไม่เคยฟังผมแม้แต่คำเดียว บอกอะไรไป ทำตรงกันข้าม ผมอยู่เบื้องหลังเขาไม่ได้หรอก เด็กสมัยนี้ ม.4 ไล่รัฐมนตรีมาแล้ว ยุคเรายังไม่กล้าเลย เขาไม่ได้ต่อสู้เพื่อตัวเอง แต่เพื่อคนทั้งสังคม สู้กับระบอบ กับอำนาจที่บิดเบี้ยว ใช้กลไกรัฐทำลายคนที่ออกมา ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือปิดปาก
ระบอบประยุทธ์ คือระบอบที่ใช้อำนาจโดยไม่เกรงกลัวต่อบาป อยากคว่ำรัฐธรรมนูญก็ทำเลย เป็นระบอบโนสนโนแคร์ เชื่อว่าวันหนึ่งคนจะค่อยๆตื่นขึ้น ถ้าเป็นการเดินทางไกล การสู้เพื่อประชาธิปไตยคิอวิ่งมาราธอน ถึงจุดหนึ่งพักได้ ให้พลังใจกันและกัร ค้นหาทางสู้ต่อไป ไม่มีม้วนเดียวจบ แบบม้วนเดียวจบได้ คือ พันธมิตรกับกปปส. ซึ่งมีทหารมารัฐประหาร แต่เราไม่ทีทางลัด เราช่วยกันเอง เราไม่ได้สู้เพื่อให้ใครมายึดอำนาจ” ผศ.ดร.ประจักษ์กล่าว
ผศ.ดร.ประจักษ์กล่าวว่า ในวิธีการ แนวคิดหลากหลายได้ แต่สิ่งสำคัญในการต่อสู้คือความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ฝ่ายประชาธิปไตย จะกินข้าวยังเถียงกันเลย แต่อย่าบั่นทอนกำลังใจซึ่งกันและกันระหว่างเดินทาง แม้อาจจะช้าหน่อย แต่ทุกคนถึงจุดหมายพร้อมกัน ตอนนี้ ต้องคิดเกินกว่าแฟลชม็อบ อาจต้องคิดถึงการจัดตั้งองค์กรระยะยาว เช่นภาคีต่างๆ ทีมแพทย์อาสา กลุ่มผู้หญิงและอื่นๆ โดยให้ความหลากหลายเป็นพลัง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงก่อนเริ่มเสวนา ผศ.ดร.ประจักษ์ ยังอ่านชื่อบุคคล 19 รายซึ่งยังอยู่ในเรือนจำ อาทิ นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน, ฟอร์ด ไฟเย็น, นางสาวปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือรุ้ง, นายปิยรัฐ จงเทพ หรือ โตโต้ เป็นต้น โดยระบุว่าขอให้ส่งกำลังใจให้พวกเขาและพ่อแม่ของบุคคลเหล่านี้ด้วย ซึ่งผู้ร่วมฟังเสวนาต่างพร้อมใจปรบมืออย่างกึกก้อง

