การใช้อำนาจตาม “มาตรา 44” ต่อ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร และ นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ
มากด้วย “ความแหลมคม”
แหลมคมเพราะทั้ง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร และ นพ.เปรม ศักดิ์ เพียยุระ ถือได้ว่าเป็นพวกเดียวกัน
พวกเดียวกันระดับ “กากี่นั้ง”
ที่รอดมาได้ร่วม 2 ปีนับจากรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ก็ถือว่า “เส้นแข็ง” อย่างยิ่ง
เพราะ นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ ก็เอนไปทาง “นกหวีด”
ยิ่ง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ยิ่งแนบแน่นอย่างเป็นพิเศษกับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ
การตัดสินใจ “เชือด” จึงต้องใช้ “เวลา”
เป็นเวลาเพื่อให้ทั้ง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร และ นพ.เปรม ศักดิ์ เพียยุระ ปรับตัว
เมื่อถึงกาละอันเหมาะสมก็ “จำเป็น”
สภาวะที่ล่อแหลมและมากด้วย “ความเสี่ยง” อยู่ตรงที่ทุกอย่างเป็นไปตามสำนวนโบราณ
เสร็จนาฆ่า”โคถึก” เสร็จศึกฆ่า “ขุนพล”
ความล่อแหลมอยู่ตรงที่บทบาทของทั้ง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริ พัตร และ นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ
เคย “ดับเครื่องชน” มาแล้ว
การต้องถูกขจัดออกไปจาก”เส้นทาง”ด้วยอำนาจตาม”มาตรา 44″ อาจก่อความสยดสยอง
แต่เมื่อ “ตรวจสอบ” ไปยัง “พฤติการณ์”
2 คนนี้แทนที่จะสะสม “คะแนน” กลับกลายเป็น “จุดอ่อน” และ “ช่องโหว่”
การเชือดจึงอาจสร้าง “คะแนน” มากกว่า
อย่างน้อยการแขวน นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ ก็ทำให้หลายภาคส่วนที่บ้านไผ่ และขอนแก่น
บังเกิดความ “สบายใจ”
อย่างน้อยการแขวน ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ก็ทำให้ภายใน พรรคประชาธิปัตย์
บังเกิดความ “โล่งอก”
เพราะบุคคลที่ยังมีบทบาทในกทม.ก็ยังอยู่ในแวดวงเดียวกันกับพรรคประชาธิปัตย์
มิได้เป็นคนอื่นไกลที่ไหน
ขณะเดียวกัน คสช.ก็จะยังได้ “แต้ม” จากชาวบ้านที่อิดหนาระอาใจในเรื่องนี้
เท่ากับใช้ “มาตรา 44” คลี่คลาย “ปัญหา”
มาตรการต่อ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร และ นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ จึงเท่ากับเป็นการใช้ความเด็ดขาด
สนองอย่าง”ตรงใจ” ชาวบ้าน

