น้ำเสียง สายตา ทาง ‘การเมือง’ มองภูมิใจไทย มองประชาธิปัตย์
ไม่ว่าสารอันมาจาก นายไพบูลย์ นิติตะวัน ไม่ว่าสารอันมาจาก นายวันชัย สอนศิริ ที่สื่อไปยังพรรคภูมิใจไทย ไปยังพรรคประชาธิปัตย์ มีความแจ่มชัด
แจ่มชัดเหมือนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ระบุว่า ไม่อยากให้มีการสืบทอดอำนาจก็ไปแก้รัฐธรรมนูญสิ
นี่มิได้เป็นการสื่อไปยังพรรคร่วมฝ่ายค้าน ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะเป็นพรรคก้าวไกล ไม่ว่าจะเป็นพรรคเสรีรวมไทย ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาชาติ เป็นต้น
หากเป็นการสื่อโดยตรงไปยังพรรคร่วมรัฐบาลพรรคสำคัญระดับพรรคภูมิใจไทย ระดับพรรคประชาธิปัตย์และน่าจะหมายรวมไปยังพรรคชาติไทยพัฒนาอีกด้วย
สถานการณ์ในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สถานการณ์ตลอดวันพุธที่ 17 มีนาคม กระจ่างสว่างแก่ใจของชาวบ้านถ้วนทั่วทุกตัวคน
กระทั่งเกิดอาการหยามหมิ่นไปยังบทบาทของพรรคภูมิใจไทย บทบาทของพรรคประชาธิปัตย์ บทบาทของพรรคชาติไทยพัฒนา
ที่คนของพรรคภูมิใจไทยทำท่าทำทางเหมือนกับจะ ‘วอล์กเอาต์’ ออกจากที่ประชุมรัฐสภา ที่คนของพรรคประชาธิปัตย์กระจัดกระจายเป็นการออกเสียงต่อร่าง พ.ร.บ.แก้ไขรัฐธรรมนูญ
เมื่อมารับฟังการแก้ต่างโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หรือแม้กระทั่งโดย นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ก็เลยเกิดเสียงหัวร่อ
แท้จริงแล้ว ไม่ว่าใครหน้าไหนของพรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าใครหน้าไหนของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าใครหน้าไหนของพรรคชาติไทยพัฒนา ออกมาส่งเสียงโหวกเหวกโวยวาย
ทุกคนรับรู้กันถ้วนหน้าว่าเสมอเป็นเพียงอาการอย่างที่สำนวนไทยเรียกว่า ‘แก้เกี้ยว’ โดยหวังว่าเมื่อเหตุการณ์ผ่านไปผู้คนก็จะลืมและพวกตนก็สามารถเล่นบท ‘นักประชาธิปไตย’ ต่อไป
เพียงแต่ผู้คนใน พ.ศ.นี้มี ‘โซเชียลมีเดีย’ ไม่เหมือนใน ‘อดีต’
เพียงแต่ผู้คนใน พ.ศ.นี้เริ่มจับเอา ‘คำพูด’ กับ ‘การกระทำ’ ว่าดำเนินไปอย่างเป็นเอกภาพ กลมกลืนหรือไม่
อาการเยาะหยันจากบางภาคส่วนของพรรคพลังประชารัฐ อาการเยาะหยันจากบางภาคส่วนภายใน 250 ส.ว.จึงเป็นเงาสะท้อนถึงความรู้สึกที่ย้อนกลับไปถึงรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557
สายตาจึงมองไปยังพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา อย่างเข้มข้นและจริงจังเป็นพิเศษ

