ไม่ว่าถ้อยคำอันมาจาก นายไพบูลย์ นิติตะวัน ไม่ว่าถ้อยคำอันมาจาก นายวันชัย สอนศิริ ต่อท่าทีของพรรคภูมิใจไทย ต่อพรรคประชาธิปัตย์ อันเกี่ยวกับการแก้ไข “รัฐธรรมนูญ”
ตรงประเด็น
ตรงประเด็นเหมือนกับเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตอบคำถามว่าด้วยการสืบทอดอำนาจทางการเมืองของตน
ด้วยการแนะให้ไปเริ่มต้นที่ “รัฐธรรมนูญ”
เนื่องจากการดำรงอยู่แห่งอำนาจทางการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ตลอดจน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา
มิได้อยู่ที่ 250 ส.ว.เท่านั้น
หากที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งยังขึ้นอยู่กับการขานชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อเดือนมิถุนายน 2562 ไม่ว่าจะมาจากพรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าจะมาจากพรรคประชาธิปัตย์
นี่คือความเป็นจริง
ต้องยอมรับว่าการดำรงอยู่ในอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อยู่ภายใต้การรับรองของทั้งพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาธิปัตย์
ยิ่งเมื่อผ่านสถานการณ์ 17 มีนาคม ยิ่งชัด
เพราะเมื่อประสบกับการเล่นเกมอย่างชนิดยอกย้อนจากพรรคพลังประชารัฐในตอนเช้า กับข้อเสนอของพรรคพลังประชารัฐในตอนค่ำ
กระทั่ง พรรคประชาธิปัตย์ต้อง “เดินหน้า”
ขณะที่พรรคภูมิใจไทยเล่นบทที่มอบหมายให้ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ออกมาแสดงความไม่พอใจต่อการเข้าสู่วาระ 3 ด้วยการประณามว่าเป็น “สภาโจ๊ก”
แล้วนำขบวน “วอล์กเอาต์”
คำถามก็คือ ด้วยการแสดงออกของ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ประสานเข้ากับการแสดงออกของ 250 ส.ว. ผลสะเทือนต่อร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม
รัฐธรรมนูญ
นั่นก็คือ “เดี้ยง”
ประเด็นที่กลายเป็นปรัศนีแหลมคมยิ่งในทางการเมืองก็คือ พรรคภูมิใจไทยก็ดี พรรคประชาธิปัตย์ก็ดี จะเล่นบทอย่างไรต่อไป
ถอนตัวหรือไม่
เมื่อตรวจสอบท่าทีในทางการเมือง ไม่ว่าจะจากพรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าจะจากพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะจากพรรคชาติไทยพัฒนา
ไม่มีพรรคใดคิด “ถอน” ตัวออก
อย่าได้แปลกใจหาก นายไพบูลย์ นิติตะวัน จะออกมาหยามหยันอย่างไม่เกรงใจ อย่าได้แปลกใจหาก นายวันชัย สอนศิริ จะออกมาชี้เป้า
ทุกคนล้วนกอด “เก้าอี้” แน่นหนึบ
สถานการณ์นับแต่วันที่ 17 มีนาคมเป็นต้นไป สายตาของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่มองพรรคการเมืองบางพรรค
จึงแผกต่างและไม่เหมือนเดิม
การเมืองภายในรัฐบาล การเมืองระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันนับแต่ปลายเดือนมีนาคมต่อเนื่องไปยังเดือนเมษายนจึงปรากฏ
รอยร้าว
และรอยร้าวนี้จะยิ่งฝังลึก
ไม่ว่าพรรคพลังประชารัฐ ไม่ว่าพรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าพรรคชาติไทยพัฒนา จึงต่างซุ่มเงียบ รอจังหวะ
ลับเขี้ยวเล็บ สะสมกำลัง

