เหยี่ยวถลาลม : คำสั่งศาล-คำสั่งสอน

1.04.21 | 12:07 น.

คําร้องของ “ทนายอานนท์ นำภา” นั้นคมและสะเทือนขวัญ

“คนที่ช่วยชีวิตผมได้มีแค่ศาล ญาติ หรือทนายก็ช่วยผมไม่ได้ ท่านทราบหรือไม่ว่า ท่านกำลังนั่งอยู่ตรงหน้าคนที่กำลังจะตาย”

“อานนท์” ถูกดำเนินคดีอาญา มาตรา 112 ประสบการณ์จากชีวิตทนายสอนว่า “ความเป็นเสรีนิยม” ของระบบศาลอันเป็นสากลยังเป็น “พื้นที่แห่งความหวัง” จึงยื่นคำร้องต่อศาล “ขอคุ้มครองความปลอดภัยชีวิตในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร”

เหตุเกิดจากคืนวันที่ 15 มี.ค.64 เวลา 21.30 น. นายอานนท์กับพวกได้รับแจ้งว่าจะถูกแยกตัวเอาไปคุมขังที่เรือนพยาบาล แต่นายอานนท์กับพวกไม่ยอม

ต่อมา เวลา 23.35 น. เจ้าพนักงานเรือนจำพร้อมกับ นพ.วีระกิตต์ หาญปริพรรณ์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์
จะตรวจหาสารคัดหลั่งหาเชื้อโควิด แต่นายอานนท์กับพวกปฏิเสธ ทั้งหมดจึงกลับไป

Advertisement

เวลา 00.05 ชุดเดิมทั้งทีมกลับมาขอตรวจอีกครั้ง

“อานนท์” กับพวกไม่ยอมอีก แต่แจ้งว่า “รอให้เช้าวันรุ่งขึ้นทุกคนพร้อมรับการตรวจ”

ที่ชวนให้ประหลาดใจยิ่งขึ้นคือ เวลา 02.10 น. ผู้คุมจาก “ลาดยาว” ท่าทางทะมัดมะแมงแต่งชุดปฏิบัติการพิเศษ
5 คนมาที่ห้องขัง จะนำตัวนายอานนท์กับพวกไปคุมขังที่เรือนพยาบาล แต่นายอานนท์กับพวกไม่ยอมไป

ศาลไต่สวนแล้วเห็นว่า ยังไม่ปรากฏการพูดจาหรือใช้ท่าทีข่มขู่คุกคาม แต่ อานนท์ นำภา กับพวกพึงได้รับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ คงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อันเป็นสิทธิที่ถือติดตัวมาตั้งแต่กำเนิดครบถ้วนสมบูรณ์

การเข้าตรวจหาเชื้อโควิด-19 ก็ดี การเปลี่ยนสถานที่คุมขังผู้ต้องขังก็ดี พึงกระทำในช่วงระยะเวลาที่เหมาะสม ไม่มีเหตุจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งรีบ หรือเร่งด่วนถึงขนาดต้องแยกตัวผู้ร้องกับพวกออกจากผู้ต้องขังอื่น หรือเร่งตรวจหาเชื้อโควิดให้แล้วเสร็จภายในคืนนั้น หากปล่อยให้ผ่านพ้นไปอีก 3 ชั่วโมงจะถึงรุ่งเช้าก็สามารถดำเนินการได้โดยไม่กระทบต่อการพักผ่อนนอนหลับของผู้ต้องขัง

คำวินิจฉัยศาลอาญา รัชดาฯ ครั้งนี้นุ่มนวลแต่ “สอนแรง” ว่า

“การกระทำของเจ้าพนักงานเรือนจำ แม้จะไม่ถึงขนาดล่วงละเมิดต่อกฎหมาย แต่ก็ถือเป็นการกระทำโดยไม่คำนึงถึงสิทธิของผู้ต้องขังอย่างเหมาะสมบนพื้นฐานของมนุษยชน และอารยประเทศ” !?!!