สปท.แนะ’บิ๊กตู่’นั่งนายกฯรับเชิญ ชูใช้’เปรมโมเดล’ ตั้งพรรคระวังหลุมพราง จตุพรอวยพรขอให้โชคดี 6พันอปท.ระทึกควบรวม เล็งถกทางออกต้นกันยา โพลชี้ ปชช.รับได้นายกฯคนนอก แต่ขอให้เป็นคนดี พท.ยุ’บิ๊กตู่’ลงสนามเลือกตั้ง ชี้ ส.ว.อุ้มนายกฯไม่สง่างาม ร่าง กม.ลูกเสร็จแล้ว 2 ฉบับ เผยตั้งพรรคยากขึ้น ต้องมีสมาชิก 4 ภาค 5 พันก่อนจดทะเบียน
@ กรธ.เคาะ29ส.ค.ส่งศาลรธน.
เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม นายอุดม รัฐอมฤต โฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงการประชุม กรธ.ในวันที่ 29 สิงหาคมนี้ว่า จะเป็นการหารือเพื่อหาข้อสรุปในประเด็นที่ได้มีการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับคำถามพ่วง หลัง กรธ.ได้มีมติให้แก้ไขในบทเฉพาะกาล มาตรา 272 มาแล้ว โดยนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ฝากการบ้านให้ กรธ.แต่ละคนได้สำรวจและพิจารณาความเห็นของบุคคลต่างๆ ทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยต่อการปรับปรุงบทบัญญัติมาตราดังกล่าว ว่ามีประเด็นอื่นๆ เพิ่มเติมหรือไม่ พร้อมกับให้นำเนื้อหาไปตรวจทาน หากมีประเด็นและความเห็นอื่นๆ หรือพบความบกพร่องของถ้อยคำ ให้นำมาพิจารณาและแก้ไขให้เกิดความชัดเจน
นายอุดมกล่าวว่า คาดว่าหากพิจารณาแล้วเสร็จจะสามารถส่งบทบัญญัติที่ปรับปรุง พร้อมเอกสาร ประกอบด้วยเหตุผล คำอธิบายของ กรธ. ต่อประเด็นการเขียนบทบัญญัติมาตรา 272 ไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาได้ในวันที่ 29 สิงหาคมนี้ต่อไป สำหรับการเขียนคำปรารภเพื่อใช้สำหรับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น นายมีชัยได้ฝากให้ฝ่ายเลขานุการ กรธ.ไปพิจารณาทำเนื้อหาว่าจะเติมข้อความอย่างไร
@ กกต.เผย’กม.พรรค’ตั้ง-ยุบยาก
นายบุญส่ง น้อยโสภณ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย กล่าวถึงความคืบหน้าการร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญในส่วนของ กกต.ทั้ง 4 ฉบับว่าล่าสุดเสร็จแล้ว 2 ฉบับ คือร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง โดยสาระสำคัญของ พ.ร.บ.ดังกล่าวจะทำให้จัดตั้งพรรคการเมืองได้ยากขึ้น และมีแนวทางป้องกันการทุจริตเลือกตั้ง จากเดิมสามารถจัดตั้งพรรคการเมืองก่อนแล้วค่อยหาสมาชิก ครั้งนี้ได้กำหนดให้พรรคการเมืองต้องหาสมาชิกให้ครบ 5,000 คน จากทั้ง 4 ภาคทั่วประเทศ จึงจะจัดตั้งพรรคการเมืองได้
นายบุญส่งกล่าวว่า ต้องยอมรับว่าปัจจุบันไทยมีพรรคการเมืองมากถึง 71 พรรค ถือว่ามากเกินไป ส่วนการยุบพรรคการเมืองก็สามารถยุบได้จาก 2 สาเหตุเท่านั้น คือพรรคการเมืองที่มีเจตนาล้มล้างระบอบประชาธิปไตย และพรรคการเมืองที่ปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อหลักประชาธิปไตย ซึ่งทุกฉบับอยู่ระหว่างพิจารณาเนื้อหาเพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติอย่างแท้จริง ทั้งนี้คาดว่าจะทยอยส่งให้ กรธ.พิจารณาทั้ง 2 ฉบับภายในเดือนสิงหาคมนี้ โดยในวันที่ 29 สิงหาคม จะนำเข้าหารือในที่ประชุม กกต.
@ รอความชัดเจนกม.ลูกที่มาส.ว.
นายบุญส่งกล่าวว่า ส่วนฉบับที่ยังร่างไม่เสร็จ ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาให้สอดคล้องและมีความเหมาะสมกับรัฐธรรมนูญ ที่ได้กำหนดให้ กกต.มีทั้งหมด 7 คน ส่วน ส.ว.ถือเป็นฉบับที่ต้องระมัดระวัง เพราะวิธีการได้มาซึ่ง ส.ว.มีความซับซ้อน สำหรับกรณีการแก้รัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติในส่วนบทเฉพาะกาลนั้น หลักการแก้รัฐธรรมนูญที่จะต้องไม่สามารถแก้ง่ายหรือยากจนเกินไป และระวังเรื่องการตีความ เพราะที่ผ่านมารัฐธรรมนูญถูกตีความได้หลากหลาย ทำให้มีปัญหา แต่ถ้าบัญญัติไว้ชัดเจนจะทำให้ปัญหาน้อยลง
@ คสช.ปัดตั้งสนช.สืบทอดอำนาจ
พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ประชุมเพื่อพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่…) พ.ศ. … ประเด็นการเพิ่มจำนวนสมาชิก สนช.จาก 220 เป็น 250 คนว่า ไม่ใช่เพื่อเป็นการตอบแทนบุคคล หรือการสืบทอดอำนาจให้ใคร การคาดเดาในทำนองนี้เป็นการมองไม่รอบด้าน ตามข้อมูลจากที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ได้ให้รายละเอียดไว้โดยหลักแล้วเป็นเรื่องของปริมาณงานที่กำลังจะเกิดขึ้นตามช่วงเวลาจากนี้ไป ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายจำเป็นสำคัญต่างๆ
“ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเห็นชัดว่า สามารถพิจารณาออกกฎหมายสำคัญไปแล้วเกือบ 200 ฉบับ ถือว่ามากกว่ารัฐสภาชุดที่แล้วหลายเท่า และมีในส่วนที่อยู่ระหว่างขั้นตอนของการพิจารณาอีกจำนวนมากที่กำลังทยอยออกมา ถ้าเปรียบเทียบจำนวนทางสถิติกับในช่วงอดีตแล้วค่อนข้างเห็นได้ชัดเจน อย่างไรก็ตาม คสช.ไม่อยากให้นำทุกอย่างไปสร้างเป็นประเด็นทางการเมืองอย่างเดียว โดยควรดูที่เหตุผลองค์ประกอบของสภาพแวดล้อมที่เป็นจริงอย่างรอบด้านด้วย” พ.อ.วินธัยกล่าว
@ คสช.เบรก’บิ๊กจิ๋ว’สนทนาธรรม
พล.ท.พิรัช สวามิวัศดุ์ นายทหารคนสนิทของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ชวลิตต้องยกเลิกการสนทนาธรรมกับเจ้าอาวาสวัดยานนาวา ในวันที่ 27 สิงหาคมนี้ว่า ได้มีคำสั่งจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นหนังสือส่งมาที่บ้านพักของ พล.อ.ชวลิต โดยมีเนื้อหาที่ขอร้องให้เลื่อนการสนทนาธรรมไปก่อน ในส่วนของตนก็ยังไม่เห็นคำสั่งนั้น แต่ พล.อ.ชวลิตเห็นหนังสือดังกล่าวแล้ว ซึ่งไม่อยากเกิดความขัดแย้ง หรือมีปัญหากับทาง คสช.
“ความจริงแล้วท่านก็ไม่ได้จะไปทำอะไร แค่ต้องการไปสนทนาธรรมกับพระอาจารย์ที่วัด สาเหตุที่เลือกวัดยานนาวาก็เพราะว่าวัดเป็นศูนย์กลางของประชาชน เป็นสถานที่ที่ประชาชนพักใจ โดยเฉพาะคนสมัยก่อนที่เลือกเข้าไปนั่งในวัด เรียนหนังสือในวัด และเเค่อยากทำตามหลักการบวร บ้าน วัด โรงเรียน แค่นั้นเอง” พล.ท.พิรัชกล่าว
@ ‘พีระศักดิ์’ชี้’บิ๊กตู่’มีโอกาส
นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่ 2 กล่าวกรณีหลายฝ่ายกำลังจับตา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะกลับมาเป็นนายกฯคนนอกหลังการเลือกตั้งว่า กลไกของร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านการประชามติมีข้อดี สามารถปลดล็อกเรื่องมาตรา 7 ในอดีต ที่เป็นชนวนให้เกิดการเดินขบวนประท้วง โดยกำหนดให้เลือกนายกฯนอกบัญชีได้ หากฝ่ายการเมืองตกลงกันไม่ได้
นายพีระศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนที่ฝ่ายการเมืองกังวลว่า พล.อ.ประยุทธ์จะกลับมาเป็นนายกฯอีกนั้น คงไม่ต้องไปกังวล ถ้าหากกลไกของรัฐธรรมนูญใหม่เดินไปตามระบบกติกา ถึงเวลานั้นหากนักการเมืองตกลงกันไม่ได้แล้ว เรตติ้งความนิยม ความศรัทธาของ พล.อ.ประยุทธ์ยังดีอยู่ พรรคการเมืองเองอาจจะคำนึงถึงเสียงเรียกร้องประชาชน แล้วเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯก็ได้
@ พท.ท้า’บิ๊กตู่’ลงสนามเลือกตั้ง
นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และแกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า ถ้า พล.อ.ประยุทธ์จะมาเป็นนายกฯต่ออีกอย่างสง่างามตามวิถีทางประชาธิปไตย ภายใต้กฎกติกาตามรัฐธรรมนูญ ก็ขอแสดงความยินดีและขอต้อนรับ ขณะเดียวกันเห็นว่านักการเมืองต้องหันมาปฏิรูป ปรับปรุงและพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความศรัทธาให้กลับคืนมา
นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พท. กล่าวว่า ไหนๆ ร่างรัฐธรรมนูญก็ผ่านประชามติมาแล้ว ก็ควรที่จะตั้งพรรคการเมืองไปเลย แล้วลงสนามเล่นตามกติกา ถ้าชนะได้เสียงข้างมากจากประชาชน แบบนั้นทุกฝ่ายจะยอมรับ แต่ถ้าใช้กลไก ส.ว.ลากตั้งกระเตงกันไปก็จะขาดความชอบธรรม อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์พิสูจน์ตัวเองผ่านสนามเลือกตั้ง จะได้รู้กันไปเลยว่า ตลอดระยะเวลาที่บริหารประเทศมาและที่จะทำต่อไปจนครบโรดแมปเป็นเวลา 4 ปี ประชาชนเขาคิดอย่างไร
@ ‘ตู่’ไม่แปลกใจ-อวยพรให้โชคดี
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์กรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศจะทำหน้าที่นายกฯต่อ ด้วยกลไกประชาธิปไตย แม้ว่าจะไม่มีเงินเดือนว่า ขออวยพรให้ พล.อ.ประยุทธ์โชคดี แม้ว่าจะมีการพยายามโยนหินถามทาง แต่ในทางการเมือง คำพูด กิริยาก็สะท้อนความต้องการภายใต้จิตใจ แม้จะไม่พูดกันตรงๆ แต่วันนี้สะท้อนออกมาชัดว่าจะอยู่ต่อ ดังนั้นเรื่องนี้ไม่เกินความคาดหมาย
“นายกฯคนนอกในอดีตเขาไม่ได้เป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร และหลังจากนั้นมาเป็นนายกฯ คนนอกอีกขยักหนึ่ง กรณีแบบนี้เปรียบเทียบกับนายกฯคนนอก 8 ปีไม่ได้” นายจตุพรกล่าว และว่า เรื่องนี้เหมือนเปิดถ้วยแทงไฮโล เห็นกันหมด ไม่มีความลับ คนไทยไม่ตื่นเต้น และหลายคนมีโอกาสลงจากอำนาจอย่างสง่างาม แต่กลับไม่ลง หากเลือกที่จะสืบทอดอำนาจ วันนั้นจะไม่มีโอกาสลงจากอำนาจด้วยความสง่างาม
@ ‘ณัฐวุฒิ’ดักคอชงเองกินเอง
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. กล่าวว่า ชัยชนะจากการลงประชามติคงหอมหวานจน พล.อ.ประยุทธ์เก็บอาการไม่ไหว ต้องรีบเปิดตัวว่าจะอยู่ต่อ แต่ที่บอกว่าต้องเป็นไปตามกลไกประชาธิปไตยนั้น ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ได้รับการโหวตให้เป็นนายกฯคนนอกหลังการเลือกตั้ง ไม่ได้หมายความว่ามาตามกลไกประชาธิปไตย แต่เป็นการเข้าสู่อำนาจตามกลไกที่สร้างขึ้น เรียกว่าชงเองกินเอง
“ถ้าตัดสินใจแน่นอนแล้วก็ไม่คิดจะขัดขวาง เพียงแต่ต้องให้ชัดว่าท่านมาอย่างไร ผมรอมานาน ให้ถึงวันที่ท่านตัวเท่ากับนักการเมือง การเป็นนายกฯของ พล.อ.ประยุทธ์ในสภาฯ เลือกตั้งจะทำให้กระบวนการตรวจสอบของรัฐสภาและภาคประชาชนทำหน้าที่ย้อนมาได้ถึงรัฐบาลชุดปัจจุบัน อะไรที่พูดไม่ได้ในวันนี้จะถูกนำมาพูดถึงในวันนั้น และยังจะได้เห็นด้วยว่า มีพรรคการเมืองไหนบ้างยกมือให้การสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหาร” นายณัฐวุฒิกล่าว

@ สปท.แนะยึด’เปรมโมเดล’
นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวว่า อย่าไปกังวลตกอกตกใจกับคำเสี้ยมเหน็บแนมของนักการเมือง อย่าไปหลงลมคำพูดนักการเมืองที่ไม่เคยจริงใจกับ พล.อ.ประยุทธ์ ถามว่าวันนี้จำเป็นหรือไม่ที่ พล.อ.ประยุทธ์จะมาตั้งพรรคการเมืองลงเลือกตั้งเองนั้น ตนคิดว่าถ้ารัฐสภา ส.ส. ส.ว.สนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ก็ควรจะรับ อย่าปฏิเสธ เป็นความสง่างาม ในรัฐสภา ส.ส.หรือ ส.ว. มีทั้งตัวเเทนประชาชนจากทุกสาขาอาชีพ ไม่ใช่เลือกกันส่งเดช ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ไม่จำเป็นต้องตั้งพรรค หากตั้งก็เท่ากับว่ากำลังจะเดินไปหลุมพลางทางการเมือง จะถูกโจมตีกล่าวหาต่างๆ นานา นอกจากนี้ยังมีอดีตให้เห็นเป็นตัวอย่างว่าคนที่ทำปฏิวัติแล้วตั้งพรรคลงเล่นการเมือง ไม่เคยไปรอด ล้มกลางคันเเทบทุกราย
“หรือ พล.อ.ประยุทธ์ จะดูตัวอย่างสมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษก็ได้ ที่ไม่จำเป็นต้องลงเลือกตั้ง แต่ก็อยู่เป็นนายกฯถึง 8 ปี ขอให้บริหารจัดการประนีประนอมอำนาจทั้งในและนอกสภาให้ได้ ทุกฝ่ายก็น่าจะเดินได้ เห็นได้จากผลประชามติที่ประชาชนสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์กลายๆ อยู่แล้ว หากนับจากวันนี้ยิ่งสร้างผลงานไปเรื่อยๆ ถึงเวลาเลือกตั้งจะมีเสียงเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์กลับมาเป็นนายกฯสานต่อภารกิจต่อไปอีก 4 ปีแน่ๆ” นายวันชัยกล่าว
@ ปชช.รับได้นายกฯคนนอก
ด้านสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่องกระแสข่าวนายกรัฐมนตรีคนนอก โดยสอบถามความคิดเห็นจากประชาชนทั่วประเทศ 1,167 คน ระหว่างวันที่ 22-26 สิงหาคม 2559 พบว่า ร้อยละ 76.69 ระบุเป็นเรื่องสำคัญที่คนสนใจและอยากติดตาม อยากรู้ว่าจะมีนายกฯคนนอกได้จริงหรือไม่ รองลงมาร้อยละ 70.61 ระบุเป็นวิธีการสรรหารูปแบบใหม่ ที่ทำให้พรรคการเมืองและนักการเมืองได้รับผลกระทบ และร้อยละ 67.52 ควรให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและเป็นหน้าที่ของฝ่ายที่เกี่ยวข้องพิจารณา
เมื่อถามว่านายกรัฐมนตรีควรมาจากที่ใด ส่วนใหญ่ร้อยละ 55.04 ระบุคนจากพรรคการเมืองหรือคนนอกก็ได้ เพราะขึ้นอยู่กับตัวบุคคล หากเป็นคนดี มีความรู้ความสามารถก็ควรให้โอกาส แต่ขอให้เป็นประชาธิปไตย ขณะที่ร้อยละ 32.61 ระบุ ควรมาจากพรรคการเมืองที่เสนอชื่อเข้ามา เพราะเป็นวิธีสากล และร้อยละ 12.35 เห็นว่าควรมาจากคนนอกที่มีการเสนอชื่อเข้ามา เพราะเปิดโอกาสให้คนนอกที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาทำงาน อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง อยากให้แต่ละพรรคเว้นวรรค สำหรับคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรีที่ประชาชนอยากได้ อันดับ 1 ร้อยละ 83.74 คือ เป็นคนดี ซื่อสัตย์ มีคุณธรรม รักชาติบ้านเมืองและประชาชน รองลงมาร้อยละ 75.58 เป็นคนเก่ง มีความรู้ความสามารถ ประวัติดี เป็นที่ยอมรับ และร้อยละ 64.95 เป็นผู้นำที่ดี มีวิสัยทัศน์ บุคลิกภาพและมนุษยสัมพันธ์ดี
@ หนุน’บิ๊กตู่’ตั้งพรรคลงเลือกตั้ง
โครงการ PeoplePoll Thailand ซึ่งเป็นการสำรวจความคิดเห็นสาธารณะ โดยความร่วมมือในลักษณะภาคีของ 5 หน่วยงาน คือ 1.คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2.วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 3.สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล 4.วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต 5.ทีมงานพีเพิลโพล (กลุ่มอิสระ) สำรวจความคิดเห็นประชาชน 1,477 คน ระหว่างวันที่ 25 กรกฎาคม ถึงวันที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา เกี่ยวกับความเห็นของประชาชนว่า อยากเห็น พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งพรรคการเมืองเพื่อลงสมัครรับการเลือกตั้งครั้งถัดไปในปี 2560 หรือไม่ ซึ่งผลการสำรวจความคิดเห็น ดังนี้ อยากเห็นลงสมัครรับเลือกตั้ง 62.2% (918 คน) ไม่อยากเห็นลงสมัครรับเลือกตั้ง 33.1% (489 คน) ยังไม่แน่ใจ 1.9% (28 คน) และไม่แสดงความคิดเห็น 2.8% (42 คน)
@ ปลัดมท.แจงปฏิรูปท้องถิ่น
นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย มีหนังสือด่วนที่สุด ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เพื่อขอให้ชี้แจงและทำความเข้าใจการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น เนื่องจากมีการเผยแพร่ข้อความที่คลาดเคลื่อนในสังคมออนไลน์ หลังจากมีการประชุมของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ลงมติเห็นชอบรายงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการปกครองท้องถิ่น ที่เสนอร่าง พ.ร.บ.ประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ….โดยระบุว่า จะมีการบังคับใช้กฎหมายเพื่อยกฐานะองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ทั้งหมดเป็นเทศบาล และควบรวมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ขนาดเล็กให้เสร็จภายใน 1 ปี ซึ่งมีข้อเท็จจริงไม่
ครบถ้วน ทำให้เกิดความสับสน
ทั้งนี้ ขอให้ชี้แจงว่ากระบวนการในการร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง คาดว่าจะใช้เวลาอย่างน้อย 240-360 วัน โดยกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องร่วมประชุมชี้แจงความเห็นเพิ่มเติม เพื่อให้การปฏิรูปเพิ่มประสิทธิภาพให้ อปท.ในการจัดการบริการสาธารณะให้กับประชาชนได้ทั่วถึงและเท่าเทียม
@ สทท.ถกหาข้อสรุปต้นก.ย.
นายศุภสัณห์ หนูสวัสดิ์ นายกเทศมนตรีตำบลนาทวี อ.นาทวี จ.สงขลา และประธานสันนิบาตเทศบาลภาคใต้ ในฐานะอนุกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป สปท. กล่าวว่า ขณะนี้สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย (สทท.) กำลังรับฟังเหตุผลและข้อเสนอของสมาชิกที่ได้รับผลกระทบจากหลักเกณฑ์ของ สปท.อยู่ คาดว่าจะมีการประชุมกรรมการสมาคมฯประมาณต้นเดือนกันยายน เพื่อหาข้อสรุปความต้องการนำเสนอ สปท. เพราะโครงร่างมีข้อดีและเสียอยู่ในตัว และมีสมาชิกสมาคมได้รับผลกระทบหลายร้อยแห่ง
“หากการปฏิรูปท้องถิ่นครั้งนี้ไม่ประสบผลสำเร็จ ก็ไม่ควรเรียกร้องให้รัฐสนับสนุนส่งเสริมท้องถิ่นอีกต่อไป เนื่องจากในอนาคตจะมีพรรคข้าราชการที่มีอำนาจ มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่ยังไม่พอใจการปฏิรูปท้องถิ่น เนื่องจากมีผลกระทบกับอำนาจหน้าที่ ดังนั้นต้องยอมรับว่าการปรับเปลี่ยนประชาชนจะได้ประโยชน์อย่างไร ถ้าไม่ยอมถอยก็ไม่มีโอกาสก้าวหน้า” นายศุภสัณห์กล่าว
@ หวั่นกม.ผ่าน-รัฐไม่มีเงินหนุน
นายศุภสัณห์กล่าวว่า หากมีการปรับเปลี่ยนแล้วไม่ดีกว่าเดิม จะเป็นหัวหอกในการต่อสู้ เพราะทราบเจตนารมณ์ในการเขียนกฎหมายฉบับนี้ ควรจะสนับสนุนแล้วนำเอาข้อด้อยหรือสิ่งที่เห็นว่าควรจะปรับปรุงมาพูดคุย สำหรับ อบต.ไม่ได้ยุบแต่ยกฐานะให้เป็นองค์กรเดียวกัน จะได้ทำหน้าที่เหมือนกัน กฎหมายฉบับเดียวกัน ประชาชนจะได้รับการบริการที่ใกล้เคียงกัน การจัดสรรรายได้ใหม่ๆ เพิ่มให้จะได้นำไปพัฒนาและดูแลประชาชนได้ จะได้ไม่ต้องเรียกร้องเรื่องรายได้อีกต่อไป หาก พ.ร.บ.ฉบับนี้ผ่านความเห็นชอบออกมาเป็นกฎหมาย ท้องถิ่นจะมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็นแสนล้าน ที่สำคัญคือรัฐบาลจะมีงบประมาณเงินอุดหนุนให้เพียงพอหรือไม่
@ 6พันอปท.ถูกยุบควบรวม
นายธีรศักดิ์ พานิชวิทย์ เลขาธิการสมาคม อบต.แห่งประทศไทย กล่าวว่า ตามที่ กมธ.การปฏิรูปการขับเคลื่อนประเทศด้านการปกครองท้องถิ่น ได้วางแนวทางปฏิรูป อปท.ให้มีขนาดที่เหมาะสมนั้น ผลจากการประมวลข้อมูลของสมาคม อบต.แห่งประเทศไทย คาดว่าจะมี อปท.ที่มีประชากรไม่ถึง 7,000 คน และมีรายได้ไม่เกิน 20 ล้านบาท จะถูกยุบไปควบรวม จำนวนทั้งสิ้น 6,173 แห่ง จากจำนวน 7,548 แห่ง โดยแบ่งออกเป็น อบต. 4,545 แห่ง และเทศบาลตำบลอีก 1,628 แห่ง
นายสินธพ อินทรัตน์ นายก อบต.ท่าข้าม อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และกรรมการสมาคม อบต.แห่งประเทศไทย กล่าวว่า สมาคมมีความวิตกกับข้อเสนอของ สปท.และ กมธ.การขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศด้านการปกครองส่วนท้องถิ่น โดยใช้หลักเกณฑ์จำนวนประชากรไม่น้อยกว่า 7,000 คน และรายได้ไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท จากการสำรวจล่าสุดมี อบต.ทั่วประเทศประมาณ 4,000 แห่งที่ได้รับผลกระทบ ทั้งนี้ สมาคมจะประชุมกรรมการประมาณต้นเดือนกันยายนนี้ เพื่อหาข้อสรุปของหลักเกณฑ์นำเสนอ สปท. แต่ในเบื้องต้นให้ สปท.ปรับลดจำนวนประชากรจาก 7,000 คน เหลือ 4,000 คน
@ แจ้ง’บุญเลิศ-พวก’แจงข้อหา
นายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีนายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงใหม่ น.ส.ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ นายไพรัช ใหม่ชมภู รองนายก อบจ.เชียงใหม่ นายคเชน เจียกขจร นายกเทศมนตรีตำบลช้างเผือก ผู้ต้องหาในคดีจดหมายบิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญ ว่ามีเหตุอันควรให้ถอดถอนออกจากตำแหน่งหรือไม่ว่า ได้ทำหนังสือให้นายบุญเลิศ น.ส.ทัศนีย์ นายไพรัช และนายคเชน มาชี้แจงข้อกล่าวหาภายในวันที่ 14 กันยายนนี้ ถ้าไม่มีข้อโต้แย้ง ดำเนินการสอบข้อเท็จจริงตามขั้นตอนให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน
“เดิมกำหนดการสอบสวนข้อเท็จจริงแล้วเสร็จกลางกันยายนนี้ แต่ พ.ร.บ.ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและ พ.ร.บ.ข้าราชการการเมืองมีรายละเอียดขั้นตอนมาก จำเป็นต้องทำอย่างละเอียดรอบคอบ ทำให้ใช้เวลามาก ถ้าไม่ทำตามระเบียบขั้นตอน ผู้ถูกกล่าวหา 4 รายอาจฟ้องศาลปกครองขอคุ้มครองชั่วคราวหรือโต้แย้งในชั้นศาลได้ แต่ไม่รู้สึกหนักใจ ทุกอย่างทำตามขั้นตอนและข้อเท็จจริง ไม่มีการกลั่นแกล้ง เพื่อให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย” นายพุฒิพงศ์กล่าว
@ ‘ทัศนีย์’ลาพัก-ขอบคุณทุกฝ่าย
นายนพวงศ์ รัฐผไท เลขานุการนายก อบจ.เชียงใหม่ กล่าวว่า หลังนายบุญเลิศได้ประกันตัวออกจากเรือนจำกลางเชียงใหม่ ยังไม่พร้อมแถลงข่าวหรือชี้แจงใดๆ ตอนนี้พักผ่อนอยู่กับครอบครัว ไม่ได้ออกไปไหน ช่วงนี้คงเก็บตัวเงียบๆ ไม่อยากเป็นข่าว แต่ยืนยันขอต่อสู้คดีถึงที่สุด เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเรื่องดังกล่าว ส่วนการถอดถอนออกจากตำแหน่ง คงพูดอะไรไม่ได้ เพราะถูกคำสั่ง คสช.ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวแล้วแต่ได้ฝากผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงาน อบจ.ทำหน้าที่ดูแลประชาชนแทนเท่านั้น
ด้าน น.ส.ทัศนีย์กล่าวหลังได้รับการประกันตัวออกจากทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ว่า สบายดี ขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วงและให้กำลังใจตลอด รู้สึกเข้มแข็งมากขึ้น ตอนนี้ขอพักผ่อนกับครอบครัวสักระยะ ยังไม่คิดทำอะไร ส่วนการถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งรองนายก อบจ.ยังไม่ทราบรายละเอียด ขอปรึกษาครอบครัวและทีมทนายความก่อน ระหว่างนี้ได้ขอลาพักผ่อน ไม่เข้าไปทำงานใน อบจ.เชียงใหม่ ชั่วคราว แต่ยืนยันขอต่อสู้คดีเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์จนถึงที่สุด
@ ทีมงาน’ชายหมู’โวยเพจปลอม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊กของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. ได้โพสต์ข้อความชี้แจงกรณี ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ถูกคำสั่ง คสช.ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว มีใจความว่า “ขณะนี้ (ทีมงาน) ขอแจ้งให้ทุกท่านทราบ ขณะนี้มีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลได้พยายามสร้างชุมชนในสังคมออนไลน์หรือเฟซบุ๊กแฟนเพจที่มีข้อมูลเป็นเท็จ และทำให้เกิดความเข้าใจผิดไปในทางที่ว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ไม่ยินดีรับคำสั่ง คสช. ซึ่งทางทีมงานขอเรียนยืนยันในที่นี้ว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์น้อมรับคำสั่งหัวหน้า คสช. พร้อมรับการตรวจสอบทางกฎหมายในทุกกรณี และจะปฏิบัติตามคำสั่งของ คสช.อย่างเคร่งครัด และไม่ประสงค์ให้ใครหรือกลุ่มบุคคลใดแอบอ้างชื่อ ตำแหน่ง หรือรูปภาพ รวมถึงการใช้ชื่อในการเป็นผู้สนับสนุน ไปเคลื่อนไหวให้ข่าวใดๆ ทั้งสิ้น ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ขอให้ทีมงานงดแสดงความคิดเห็นในประเด็นคำสั่ง คสช.ไม่ว่าทางใดทางหนึ่งตามเจตนารมณ์ที่ต้องการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ตามกระบวนการยุติธรรม ขอบคุณครับ”

