หน้าแรก การเมือง ถอดคำพูด&#822...

ถอดคำพูด”บิ๊กตู่” อยู่สง่างาม-กลไกปชต.

28.08.16 | 11:19 น.

หมายเหตุ – ความคิดเห็นของนักวิชาการและนักการเมือง กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกมาระบุว่า “ต่อให้งานหนักกว่านี้ ไม่ได้เงินเดือนผมก็จะอยู่ แต่อยู่ด้วยกลไกประชาธิปไตย ให้สง่างาม แต่จะมาอย่างไรก็ยังไม่รู้เหมือนกัน พอพูดอย่างนี้เดี๋ยวสื่อก็จะไปบอกแล้วว่าเปิดตัว”


นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ
รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)

ประเด็นนี้ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะหาคนดีๆ ที่จะสมัครใจมาสู่การเมืองไม่ค่อยจะมีแล้ว เพราะมีกระแสคนด่าทอนักการเมืองว่าเป็นคนไม่ดีเยอะ คิดว่านักการเมืองเป็นคนเลวไปหมด ดังนั้นพอคนดีๆ อย่าง พล.อ.ประยุทธ์ มีคนชื่นชอบ อยากจะเดินมาสู่เส้นทางการเมืองก็นับว่าเป็นสิ่งที่ดี ต้องสนับสนุนคนดีๆ อย่างท่านนายกฯ

คิดว่านายกฯ มีสองทางหากจะเข้าสู่ถนนการเมือง อย่างแรกคือตั้งพรรคการเมืองและเป็นหัวหน้าพรรค อย่างที่สองรอการเสนอชื่อเป็นนายกฯคนนอก ซึ่งส่วนตัวคิดว่าทางเลือกแรกดูดีสุด เพราะว่าถ้าท่านเป็นนายกฯคนนอกก็จะถูกข้อครหาตั้งแต่วินาทีแรกเลยว่ากลไกและกระบวนการทุกอย่างที่วางไว้ เพื่อต้องการสืบทอดอำนาจ

Advertisement

ทั้งสองทางล้วนถูกต้องตามกระบวนการตอนนี้ทั้งตั้งพรรค การเมือง หรือรอเป็นนายกฯคนนอก อันเป็นช่องทางพิเศษในรัฐธรรมนูญ ถ้าท่านเลือกอย่างที่สองก็ไม่สง่างาม เพราะมี ส.ว.สรรหา 250 คนที่ตั้งท่านเข้ามา ดังนั้นอยากให้ออกมาตั้งพรรคการเมืองดีกว่า

ถ้าการตั้งพรรคการเมือง คสช.จะเป็นการสืบทอดอำนาจหรือไม่นั้น ผมคิดว่าไม่ใช่เช่นนั้นเลย เพราะการออกมาตั้งพรรคการเมืองจะไม่มีการปิดบังใดๆ ทั้งสิ้น ทุกอย่างจะต้องดำเนินการอย่างเปิดเผย เหมือนเช่นกรณี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ ที่หลังจากยึดอำนาจก็ออกมาตั้งพรรคการเมือง

ปลอดประสพ สุรัสวดี
รักษาการรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์พูดนั้นหมายถึงพร้อมที่จะเป็นนายกฯ คนต่อไปหลังการเลือกตั้ง และเชื่อว่าคนไทยทุกคนคงยินดีหากเข้ามาเป็นผู้นำประเทศอย่างสง่างามอย่างที่บอกเอาไว้ โดยต้องเดินเข้ามาในเส้นทางการเมืองตามธรรมเนียมกระบวนการประชาธิปไตย ซึ่งมีแนวทางเดียวและเป็นที่ยอมรับ หากเป็นเช่นนั้นเชื่อว่าไม่มีใครรังเกียจ

ผมอยากให้ถึงวันนั้นเร็วๆ ในฐานะที่เป็นข้าราชการประจำมากกว่าที่เข้าสู่วงการเมืองเหมือนกัน ส่วนตัวผมขอสนับสนุนความคิดของ พล.อ.ประยุทธ์เต็มที่ อย่างไรก็ตาม ผมไม่อยากพูดว่าหากเข้ามาจากกลไกที่ว่าให้ ส.ว.สรรหาเป็นคนโหวตให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯอีก จะมีปัญหาหรือไม่ เพราะมันเป็นเรื่องของอนาคต ถึงวันนี้คิดว่า พล.อ.ประยุทธ์คิดแล้วจึงได้พูดออกมา และผมเชื่อตามที่ท่านพูด เพราะท่านเป็นทหาร อีกทั้งผมก็รู้จักท่านเป็นการส่วนตัวมาก่อน จึงเชื่อและดีใจที่ท่านพูดออกมา ผมยินดีถ้าท่านจะเอาอย่างนั้น

(จากซ้าย) นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ - ปลอดประสพ สุรัสวดี
(จากซ้าย) นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ – ปลอดประสพ สุรัสวดี

ชำนาญ จันทร์เรือง
นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์

หากตีความความหมายของ พล.อ.ประยุทธ์ หมายถึงว่าอยู่ดีๆ ให้แกไปสมัครหรือเสนอตัว แกคงไม่ทำ แต่ถ้ามีคนมาเชิญ มีการโหวตในสภาไม่ว่าจะก๊อก 1 หรือก๊อก 2 อะไรก็แล้วแต่ นี่คือความหมายของคำว่าสง่างามที่แกตั้งใจ แน่นอนอยู่แล้วว่า พล.อ.ประยุทธ์คงไม่ตั้งพรรคการเมืองเหมือนในอดีต เช่น พรรคสามัคคีธรรม เหตุการณ์พวกนี้มันเหมือนเดจาวู เหมือนเหตุการณ์ย้อนฉายหนังซ้ำ แม้จะมีพรรคที่ชนะการเลือกตั้ง แต่คงไม่ชนะเด็ดขาดอยู่แล้วแหละ พรรคที่ได้เสียงข้างมากไม่สามารถเป็นนายกฯได้ก็ต้องไปเชิญเขามาเป็น มันจะเป็นอย่างนั้นมากกว่า

พล.อ.ประยุทธ์บอกว่า สง่างามเพราะรัฐสภาเป็นคนโหวตรับรอง รัฐสภาโหวตโดยการผ่านประชามติในคำถามพ่วงประเด็นเพิ่มเติม แน่นอนว่าที่นายกฯพูดแบบนั้นเป็นการแบะท่า ไม่ปฏิเสธ จะมีการทาบทามเขาเป็น ซึ่งตอนเข้ามาแรกๆ อาจจะไม่ได้คิดอะไรแบบนี้ แต่เขาอยู่ในตำแหน่งมาเกือบ 3 ปีแล้ว การเมืองเป็นเรื่องของอำนาจ อำนาจเป็นสิ่งเสพติด เมื่อคนอยู่มาก็มีคนคอยเอาอกเอาใจ ทำอะไรก็ได้อย่างใจทุกอย่าง ใช้มาตรา 44 แล้ว สนช. เวลาโหวตอะไรทีก็เกือบเอกฉันท์ แต่เหตุการณ์หลังการเลือกตั้งคงไม่สวยหรูขนาดนั้น เมื่อเข้าสู่ตำแหน่งเสร็จแล้ว รัฐธรรมนูญถาวรประกาศใช้แล้ว ม.44 ใช้ไม่ได้แล้ว ที่สำคัญคือ พอมีสภาผู้แทนราษฎรขึ้นมา ส.ส.มีการยื่นญัตติ ตั้งกระทู้ ที่ร้ายที่สุดคือการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ สิ่งพวกนี้ แกจะทนรับแรงเสียดทานไหวไหม จะไปทุบโต๊ะตะบึงตะบอน ยิ่งเขารู้จุดอ่อนว่ายิ่งขี้โกรธ ความอดทนก็คงมีขีดจำกัด

ในอดีตก็มีเหตุการณ์อย่างนี้ คือ จอมพลถนอม กิตติขจร ได้รับเสียงข้างมากในสภา ได้ปีกว่าก็เจอฤทธิ์เดช ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ในสภา เปิดอภิปราย ภาษาชาวบ้านเรียกว่าด่า แกก็รับไม่ได้ ทำรัฐประหารยึดอำนาจตัวเอง แต่ใช้ชื่อว่าคณะปฏิวัติอันเป็นที่มาของการเรียกร้องประชาธิปไตย นำมาสู่เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516

ในกรณีของ พล.อ.ประยุทธ์ ตอนเข้ามาอาจเป็นความปรารถนาดีตามสไตล์ ตามกรอบความคิดของเขา ว่าวิธีการแก้ปัญหาคือวิธีการนี้ แต่เรื่องอำนาจก็ไม่เข้าใครออกใคร จึงเกิดความคิดว่าถ้าเชิญเข้ามา สง่างามอย่างที่เขาคิด เขาก็จะเป็นนายกรัฐมนตรีให้ ถามว่าเป็นไปตามกลไกประชาธิปไตยหรือไม่ ประชาธิปไตยก็มีหลายรูปแบบ

ถ้ามีการเลือกตั้งก็ดีกว่าปัจจุบันแน่ๆ เพราะอย่างน้อยที่สุดก็มีตัวแทนของประชาชนเป็นปากเป็นเสียงให้ แน่นอนว่าเมื่อไม่มีมาตรา 44 แล้ว แรงเสียดทานก็จะสูงขึ้น ส.ส.ปากกรรไกรทั้งนั้น และเพราะการเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร พรรคอย่างประชาธิปัตย์และเพื่อไทยก็อาจจะมีการเกี้ยเซี้ยกัน แน่นอนว่า 2 พรรคตั้งไม่ได้แน่ๆ ต้องมีพรรคที่ 3-4 ตามมา

หลังเลือกตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ได้เป็นนายกฯ ไม่น่าอยู่ครบวาระ 4 ปี แรงเสียดทานก็จะกลับมาเป็นเดจาวูเหมือนสมัยจอมพลถนอม ไม่มีทางออกก็ยุบสภาใหม่หรือมีการรัฐประหารซ้ำ เหมือนเดิม การเมืองไทยหนีวงจรพวกนี้ไม่พ้น

(จากซ้าย) ชำนาญ จันทร์เรือง - อัษฎางค์ ปาณิกบุตร
(จากซ้าย) ชำนาญ จันทร์เรือง – อัษฎางค์ ปาณิกบุตร

อัษฎางค์ ปาณิกบุตร
อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง

การที่ พล.อ.ประยุทธ์พูดในลักษณะนี้ เป็นเพราะรัฐธรรมนูญได้เขียนเอื้อให้เขาเอาไว้เป็นที่เรียบร้อย ที่สำคัญคือคงได้มีการสอบถามดูจากเสียงต่างๆ ของเขาไว้แล้วก็เห็นว่าสถานการณ์และความนิยมของเขานั้นดีและก็คงดีกว่า พล.อ. ประวิตร สุดท้ายเขาจึงออกมาพูดว่าเขาพร้อม ในขณะที่ พล.อ.ประวิตรจึงปฏิเสธ

เป็นการประกาศยืนยันว่าเป็นตัวเขาเองนี่แหละไม่ใช่คนอื่น หมายความว่าเขาพร้อมที่จะอยู่ต่ออีกสองสมัย

เพราะตามรัฐธรรมนูญหลังเลือกตั้งสามารถที่จะอยู่ต่อได้อีกสองสมัย ตามกลไกที่ได้วางเอาไว้ เพราะว่าเสียงมีเหลือเฟือ ดังนั้นการที่บอกว่าพร้อมอยู่ต่อ นั่งสง่างามตามกลไกประชาธิปไตย จึงมีความเป็นไปได้ที่จะเข้ามา

ผ่านทางนายกรัฐมนตรีคนนอกก็เป็นได้ เนื่องจากกลไกที่เขาวางเอาไว้อนุญาตให้ทำได้

ดังนั้น ที่เลือกใช้คำพูดว่ากลไกประชาธิปไตยเป็นเพราะรัฐธรรมนูญมันผ่าน เขาอ้างว่าได้รับความชอบธรรมจากประชาชน และเลือกใช้คำนี้เพราะคิดว่าคงไม่มีใครเถียงเขาได้ ทั้งที่จริงกระบวนการที่ได้มามันยอกย้อนซ่อนเงื่อน ซึ่งก็เป็นที่รู้กันอยู่ ตรงนี้เราจึงต้องยอมรับว่าอำนาจเผด็จการในตอนนี้มันสูง และสามารถควบคุมสถานการณ์ต่างๆ ไว้ได้หมด

เมื่อมั่นใจแล้วจึงเพิ่มคำว่ากลไกประชาธิปไตยและอ้างกระบวนการทำประชามติที่ไม่ได้สนใจหลักการ เป็นการประชามติที่พยายามใช้อำนาจทุกอย่างที่มีเพื่อให้ผ่านสถานการณ์ในปัจจุบันทางรัฐและกองทัพคงมั่นใจแล้วว่าสามารถที่จะควบคุมสถานการณ์ทุกอย่างเอาไว้ได้เป็นที่เรียบร้อย รวมทั้งมองว่ากลุ่มต้านไม่ได้มีอำนาจมากพอที่จะทำอะไรพวกเขาได้ หลังเลือกตั้งเชื่อว่าหลายพรรคพร้อมที่จะมารอมาเสนอชื่อเยอะแยะไปหมด พรรคการเมืองที่รอเสนอชื่อมีโอกาสเป็นไปได้แทบทุกพรรคยกเว้นพรรคเพื่อไทย “เพียงรอให้คนเสนอชื่อ เพราะมันถูกกติกาทุกอย่าง กติกาอยู่ในมือของเขาที่มาพร้อมกับคำว่าประชามติสนับสนุน

“หาก พล.อ.ประยุทธ์ได้ขึ้นมาทำหน้าที่อีกครั้ง เชื่อว่าสถานการณ์ก็คงไม่แตกต่างจากปัจจุบันเท่าไรนัก แม้ว่า คสช.จะอยู่อีกสักพักแล้วหายไป แต่อำนาจเหล่านั้นก็จะไปอยู่ในมือของนายกรัฐมนตรีที่สามารถคุมทหารและตำรวจทั้งหมดได้อยู่ดี มันมีเครื่องมือมากมายที่สามารถเลือกใช้ได้ ดังนั้นหากไม่มีเหตุการณ์รุนแรงอะไรเขาน่าจะอยู่ได้ครบวาระ

“หมายความว่า หากไม่มีการแทรกแซงรุนแรง ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงก็คงอยู่ครบวาระ อีกทั้งพลังจากระบอบประชาธิปไตยก็คงเป็นได้แค่เสียงส่วนน้อยในสภา จะทำแบบ กปปส.ก็ถูกจับเพราะไม่มีเส้นอยู่ข้างหลัง ทุกอย่างเบ็ดเสร็จหมด ในสภามีเสียงอยู่ในมืออยู่แล้ว ผ่านทาง ส.ว.แต่งตั้ง พวกนี้อยู่ได้ 5 ปี ดังนั้นเมื่อครบวาระก็ยังมีโอกาสเสนอชื่อได้อีกสมัย”

อีกทั้งรู้วิธีการที่เอาใจคน จับจุดได้ว่าประชาชนบางส่วนไม่มีความกระตือรือร้นทางการเมือง เวลามีปัญหาก็ใช้วิธีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อให้มีขื่อ ทั้งการโหมโรงเรื่องการทุจริต โหมโรงปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น แก้ปัญหาเฉพาะหน้า ก็สามารถที่จะเอาอยู่ได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน สุดท้ายการที่กล่าวอ้างว่าจะมาตามกลไกประชาธิปไตย ทั้งที่ความเป็นจริงระบอบประชาธิปไตยคือเสียงส่วนใหญ่เป็นของประชาชน

แต่กลับมีเสียงส่วนหนึ่งที่คุณตั้งมากับมือเพื่อมาเลือกคุณ และกระบวนการที่มาของเสียงเหล่านั้นไม่ชอบธรรม แบบนี้จะเรียกได้ว่าเป็นระบอบประชาธิปไตยที่ดีและนำมาอ้างได้อย่างไร