เฟลชสปีช : ‘สยบยอม’ต่ออะไร

เฟลชสปีช : ‘สยบยอม’ต่ออะไร

เฟลชสปีช : ‘สยบยอม’ต่ออะไร

แม้จะมีเสียงโจมตีอยู่มากในเรื่องฝีมือในการบริหารจัดการประเทศ ในทำนองว่าไม่สามารถสร้างความหวังในการพัฒนาให้เจริญรุ่งเรืองอย่างที่ทรัพยากร และโครงสร้างพื้นฐานที่เหนือกว่าเอื้ออำนวยให้ได้

โดยเสียงวิพากษ์วิจารณ์เน้นชัดไปที่ความรู้ และพื้นฐานคุณสมบัติของผู้นำ จนคล้ายกับว่ารัฐบาลภายใต้การควบคุมของ “3 ป.” จะนำพาประเทศไปไม่รอด

ทว่านั่นเป็นการมองพัฒนาการทางเศรษฐกิจ และสังคมเท่านั้น

เพราะไม่ว่าใครก็ตามหากเหลียวมาพินิจการจัดการอำนาจทางการเมือง จะพบได้ไม่ยากว่าแนวโน้มทุกองค์ประกอบถูกกวาดต้อนมาควบคุมไว้ในอุ้งมือของ “3 พี่น้องแห่งบูรพาพยัคฆ์” ใกล้จะสงบราบคาบโดยดุษณีขึ้นเรื่อยๆ

เริ่มจาก “พรรคการเมือง” อาการระเนระนาดจนมีเสียงพูดถึงว่าจะไปไม่รอดของ “ประชาธิปัตย์” ซึ่งสะท้อนล่าสุดจากผลการเลือกตั้งผู้บริหารองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นที่พ่ายแพ้หมดรูปในหลายพื้นที่ซึ่งเป็นฐานเสียง พร้อมๆ กับการผงาดขึ้นมาของเครือข่าย “พลังประชารัฐ” ทำให้เห็นแนวโน้มได้ชัดว่า “การเลือกตั้งทั่วไป” ครั้งหน้าจะออกมาเป็นอย่างไร

ไม่เพียงเท่านั้น การหนุนเสริมด้วยพรรคใหม่อย่าง “รวมไทยสร้างชาติ” ที่ “เครือข่ายมหาดไทย” กำลังประกอบร่างขึ้นมา และเริ่มคำในทำนองนี้เป็นม็อตโต้หลังฉากแถลงข่าวของนายกรัฐมนตรีบ้างแล้ว

บ่งบอกว่าในมุมของ “การเมืองในระบบ” ถูกจัดการให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ “รัฐประหารไม่เสียของ” เข้มข้นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

“ในระบบ” ที่ “ดีไซน์การสืบทอดอำนาจไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างเข้มข้น และเข้มแข็งจนไม่มีใครไปแตะต้องให้เกิดการแก้ไขได้ ขณะที่ “พรรคการเมืองทั้งหลาย” กำลังระเริงอยู่กับเหยื่อล่อให้หลงอยู่ในการแบ่งปันอำนาจที่เอื้อผลประโยชน์ให้บ้างจนหน้ามืดตาลาย มองไม่เห็นชะตากรรมของ “ประชาธิปไตย” อันเป็นวิถีที่ “นักการเมืองจากการเลือกตั้ง” ควรดูแล รักษา คุ้มครองไว้ เพื่อทางเดินของตัวเองจะไม่รกชัฏจนเกินกว่าจะเดินได้

และเมื่อผสานเข้ากับผลงานประชาชนนิยมสารพัดโครงการที่อาศัยโควิด-19 แจกตรงให้ประชาชน “เป๋าตุง” ครั้งแล้วครั้งเล่า โดยเก็บข้อมูลการอุปถัมภ์ไว้ในระบบของ “เป๋าตัง” อย่างเป็นระเบียบสามารถกลับมาเรียกใช้ได้ทันทีเมื่อต้องการ

ไม่เพียงการออกแบบกฎหมายให้ควบคุมโครงสร้างอำนาจ และวางตัวเป็นผู้ประสานโครงข่ายอำนาจทุกส่วนที่กำหนดความเป็นไปของประเทศนี้ไว้ได้อย่างเป็นระบบ และการจัดตั้งพรรคการเมืองรุกเข้าไปสร้างฐานเสียงอย่างเป็นระเบียบเท่านั้น การหลอมทุนใหญ่ทั้งหลายให้เข้ามาเป็นเครือข่ายที่แบ่งสรรให้กันและกันยังดำเนินไป อย่างรับรู้กันว่าใครที่คิดแตกแถวจะเสี่ยงต่อการสูญเสียโอกาส ยังนำสู่การจัดการองค์ประกอบของอำนาจได้อย่างเบ็ดเสร็จ

สำหรับพรรคการเมืองที่วางตัวเป็นคู่แข่งยืนต้าน ไม่ใครมีไม่รับรู้ถึงพลังของการจัดการเชิงรุกที่เข้มข้น และสัมผัสได้ถึงรังสีบางอย่างที่แผ่เข้ามาให้รู้สึกขนลุกขนพอง

เช่นเดียวกับการเมืองภาคประชาชนที่นับวันยิ่งดูเหมือนจะไม่สามารถเข้มแข็งขึ้นได้

นี่คือเรื่องราวที่เกิดขึ้น

ไม่ว่าจะถูกหมิ่นแคลนเรื่องผลงาน ถูกส่ายหน้าเรื่องมารยาท ท่ามกลางเสียงถอนหายใจในคุณสมบัติของผู้ได้รับเลือกเข้ามาเป็นใหญ่เป็นโตมากแค่ไหน

ไม่ว่าอนาคตของประเทศจะเป็นอย่างไร

นั่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับมิติอื่น มิติของพัฒนาการทางเศรษฐกิจ ความหวังของผู้คนในสังคม การสร้างและดูแลรักษาจิตสำนึกที่ดีงาม

แต่สำหรับ “มิติของการบริหารอำนาจ” แล้ว

ความสามารถในการจัดการให้เป็นไปอย่างที่ปรารถนาสำหรับ “ผู้ครองอำนาจ” มีเปี่ยมล้น และทรงศักดานุภาพยิ่ง

ไม่เพียงแต่ไม่มีใครปฏิเสธได้ นับวันยิ่งเห็นแต่การสยบยอมอีกด้วย

การ์ตอง

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon