“สงคราม” เผย โหวตไม่ออกเสียงให้ “ธรรมนัส” เพื่อเป็นตัวอย่างให้พวกชอบยัดข้อหา-กล่าวหา ชี้ลาออกจาก หน.พช. เหตุ ทำไม่ได้ตามเป้าหมายพรรคที่วางไว้
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 3 เมษายน ที่ห้างอิมพิเรียลสำโรง ถนนสุขุมวิท ตำบลสำโรงเหนือ นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อชาติ (พช.) ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมใหญ่สามัญพรรคเพื่อชาติประจำปี 2564 ถึงกระแสข่าวการลาออกในฐานะหัวหน้าพรรค พช. เพราะโหวตให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมาว่า นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่การโหวตไม่ออกเสียงให้ ร.อ.ธรรมนัส ตนเห็นว่าความผิดของเขาไม่ใช่เรื่องรุนแรงและสามารถชี้แจงได้ ในเมื่อเราเคยถูกกระทำกันอย่างไม่เป็นธรรม อย่างยัดข้อหาหรือการกล่าวหา ตนจึงอยากจะทำตัวอย่างให้ดูว่า ในเมื่อตนเห็นว่า ร.อ.ธรรมนัส ไม่ผิดหรือว่าไม่ร้ายแรงก็ไม่ออกเสียง ซึ่งถือว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด เพื่อเป็นตัวอย่างให้กับผู้ที่ชอบใส่ร้ายป้ายสีหรือชอบยัดข้อหาให้กับฝ่ายตรงข้ามจะได้สำนึกว่าไม่ควรทำแบบนี้ พยายามทำตัวอย่างให้ดูแต่เท่าที่ผ่านมาก็ดูแล้วมันไม่ได้ผลยังคงเป็นเหมือนเดิม ตนเห็นเรื่องไม่ควรจะเป็นความผิดกล่าวข้อหาโดยไม่ให้ความเป็นธรรมซึ่งเรื่องนี้น่าเป็นห่วงในเมื่อความเป็นธรรมไม่มีและความสงบจะมีได้อย่างไร จึงเป็นห่วงอนาคตของประเทศ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่พวกเขาออกมาเพราะเห็นว่าประเทศไม่มีอนาคต
เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ของนายสงครามที่จะกลับมาในตำแหน่งหัวหน้าพรรค พช. นายสงครามกล่าวว่า การที่ลาออกเพราะต้องการให้คนอื่นมาทำหน้าที่นี้ เพราะตนเชื่อมั่นว่า ในพรรค พช.มีคนที่มีความรู้ความสามารถที่จะเป็นหัวหน้าพรรคได้ ไม่ใช่ว่าอีกเป็นร้อยคนหรือสองร้อยคนไม่สามารถทำตำแหน่งผู้นำได้ ตนเชื่อว่าพรรค พช.มีคนที่จะเป็นหัวหน้าพรรคและสามารถทำได้ดี แต่ถ้าอนาคตพรรคได้คะแนนเสียงมากขึ้น ก็สามารถที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีได้ไม่จำเป็นต้องใครคนใดคนหนึ่ง และในวันนี้ก็ต้องดูสมาชิกว่าจะเสนอใครขึ้นมา แล้วตอนคิดว่าคนที่จะได้ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรค พช.จะเป็นคนที่เป็นผู้นำ ผู้ที่พูดอยู่ในร่องในรอยซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ ก็สามารถที่จะนำพรรคให้มีความเจริญเติบโตได้ และอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้ตนลาออกเป็นเพราะตอนตั้งพรรคใหม่ๆ ตั้งใจว่าจะมีเสียงในสภาเกินกว่า 10 เสียงขึ้นไป และในเมื่อตนไม่สามารถทำได้ตามเป้าหมายตนก็ไม่ควรที่จะอยู่ต่อ แต่หลังเลือกตั้งถ้าลาออกตั้งแต่ตอนนั้นจะทำให้เกิดความวุ่นวาย เกิดความไม่เชื่อมั่นของสมาชิกพรรค ตอนนี้ผ่านมาแล้ว 2 ปีจึงเห็นสมควรที่จะให้สมาชิกพรรคตัดสินใจเองได้

