ปฎิมาแห่ง “เปรมโมเดล” เป็นพิมพ์เขียวทางการเมืองที่ได้รับการชูขึ้นสูงเด่น
หลัง”ประชามติ”
ไม่ว่าจะมาจาก นายไพบูลย์ นิติตะวัน ไม่ว่าจะมาจาก นายวันชัย สอนศิริ
1 ไม่ควรจัดตั้ง”พรรคการเมือง”เอง
1 ไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมืองและลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.
บทสรุปก็คือ นี่เป็น “เปรมโมเดล”
ราวกับว่า เมื่อเดินตาม “เส้นทาง” อัน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้ทำและประสบความสำเร็จมาแล้วเมื่อเดือนมีนาคม 2523
ทุกอย่างก็ “ฉลุย”
หลายคนอาจติดความเคยชินที่มองเพียง “ผล” ในเดือนมีนาคม 2523
ทั้งๆที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มีมากกว่านั้น
ต้องยอมรับว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มิได้เป็นทหารซึ่งมามือเปล่าในตำแหน่ง ผบ.ทบ.
ตรงกันข้าม กลับมากด้วยความโดดเด่น
ความโดดเด่นอย่างยิ่ง ปรากฏในระหว่างดำรงตำแหน่งเป็น “แม่ทัพภาคที่ 2”
เป็นผลงาน “การต่อสู้” กับ “คอมมิวนิสต์”
เป็นผลงานการใช้หลักการ “การเมืองนำการทหาร” มาเป็นอาวุธ มาเป็นเครื่องมืออย่างสำคัญ
กองทัพภาคที่ 2 จึงเท่ากับเป็น”กระดานหก”
ทำให้ พล.ท.เปรม ติณสูลานนท์ ทะยานไปสู่การครองยศเป็น พล.อ.ในตำแหน่ง “ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก”
แล้วก็ขึ้นเป็น “ผู้บัญชาการทหารบก”
ยิ่งเมื่อ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้ พ.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ จากกรม ยุทธการทหารบกมาเป็น “กำลัง”
1 ในฐานะนายทหารคนสนิท รัฐมนตรีกลาโหม
1 จากนั้นสไลด์เข้าดำรงตำแหน่งเป็น “เจ้ากรมยุทธการทหาร บก”
เดือนเมษายน 2523 จึงนำไปสู่ผลงานคำสั่งสำนักนายกรัฐมน ตรี ที่ 66/23 ว่าด้วยการต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ อันเท่ากับเป็นการต่อยอด “การเมืองนำการทหาร”
ไม่ว่าจะเป็น “แม่ทัพภาคที่ 2” ไม่ว่าจะเป็น “นายกรัฐมนตรี” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ยึดกุมหลักการ “การเมืองนำการทหาร” อย่างมั่นแน่ว
ฐาน “กองทัพ” จึงแกร่ง ฐาน”พรรคการเมือง”จึงมั่นคง
จากเดือนมีนาคม 2523 กระทั่งเดือนสิงหาคม 2531 เป็นเวลา 8 ปีเศษ
มาอย่าง”องอาจ” อำลาจากไปอย่าง”สง่างาม”
“ผมพอแล้ว”

