‘นายกฯ’ สั่ง เร่งฉีดวัคซีนบุคลากรด่านหน้าให้ครบ 100% ยอมเอกชนนำเข้าวัคซีนทางเลือก ป้อนให้ทันความต้องการ เผย อาการข้างเคียงของแอสตราฯ พบน้อย ด้าน สยามไบโอไซเอนซ์ พัฒนาวัคซีนคืบ คาดใช้ทันกลางปี
เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 10 เมษายน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้กล่าวกับประชาชนในรายการ “นายกรัฐมนตรีเล่าเรื่อง” ผ่านทางพอดแคสต์ (PODCAST) ว่า เรื่องของวัคซีนโควิด-19 ในกรณีโรงพยาบาลเอกชนที่เรียกร้องสิทธิให้ซื้อวัคซีนเองได้นั้น ตนได้เชิญตัวแทนโรงพยาบาลเอกชน มาประชุมร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น โรงพยาบาลกรุงเทพ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ โรงพยาบาลวิภาราม โรงพยาบาลมหาชัย และมีนายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชนด้วย
พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่า ตนได้ยืนยันกับโรงพยาบาลเอกชนเหล่านี้ว่าเราไม่ได้ปิดกั้นการนำเข้าวัคซีนของโรงพยาบาลเอกชนโดยมีข้อสรุปจากการหารือ คือ เราจะมีการแบ่งวัคซีน ออกเป็น 2 กลุ่มคือ 1.วัคซีนที่รัฐจัดหาเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องจัดหาวัคซีนให้เพียงพอและฉีดฟรี 2.วัคซีนทางเลือกที่ตนได้สั่งการให้ตั้งคณะกรรมการ คณะทำงานร่วมภาครัฐและเอกชนขึ้นมา เพื่อตอบโจทย์ของฝั่งโรงพยาบาลเอกชนให้ได้
เบื้องต้นจะมีผู้แทนจากภาครัฐ เช่น กระทรวงสาธารณสุข องค์การเภสัชกรรม และผู้แทนภาคเอกชน เช่น สมาคมโรงพยาบาลเอกชน โรงพยาบาลเอกชน เพื่อไปพูดคุยหาแนวทางการจัดหาวัคซีนทางเลือกเพิ่มเติมจากที่รัฐจัดหาได้ โดยให้ได้ข้อสรุปให้ได้ภายใน 30 วันและตรงนี้จะสามารถเพิ่มควบคุมประชากรได้ 40 ล้านคน หรือ 60-70 เปอร์เซ็นต์ ของประชากรไทยทั้งหมด ซึ่งก็เป็นไปตามหลักวิชาการทางการแพทย์ในการป้องกันโรค
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ตนได้สั่งการให้กระทรวงสาธารณสุขไปปรับสัดส่วนการจัดสรรวัคซีนที่มีอยู่ให้ตรงกับสถานการณ์ความเสี่ยงให้มากยิ่งขึ้น เพราะขณะนี้สถานการณ์การแพร่ระบาดเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ให้พิจารณาจากวัคซีนที่มีในปัจจุบัน การระบาดที่กรุงเทพฯ ที่มีมากขึ้นในขณะนี้ ก็จะเพิ่มจำนวนผู้ที่จะได้รับวัคซีนมากขึ้น ตนขอให้นำวัคซีนที่จะเข้ามาอีก 1 ล้านโดสไปฉีดให้กับบุคลากรทางการแพทย์ ด่านหน้า ทั้งของรัฐและเอกชนและอสม.ที่มีความเสี่ยงสูงทั่วประเทศให้ครบ 100 เปอร์เซ็นต์โดยเร็ว
ส่วนที่เหลือจัดสัดส่วนให้เหมาะสมครอบคลุมกลุ่มเสี่ยงต่างๆ เช่น เจ้าหน้าที่ด่านหน้า ทหาร ตำรวจ ประชาชนที่มีโรคประจำตัว ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และประชาชนในพื้นที่ระบาด ทั้งหมดนี้ให้ช่วยกันสื่อสารทำความเข้าใจให้ตรงกัน เพราะเราต้องวางแผนล่วงหน้าสำหรับวัคซีนที่มีอยู่ปัจจุบันและวัคซีนที่จะเข้ามาในอนาคตด้วยโดยจะทยอยดำเนินการต่อไป
นายกฯ กล่าวว่า ส่วนกรณีมีเอกชนบางรายโฆษณาให้ประชาชนจองวัคซีนโดยไม่มีวัคซีนอยู่ในมือ ถือว่าอาจจะผิดกฎหมายการโฆษณายา เพราะฉะนั้นจำเป็นที่เจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบเป็นไปตามกระบวนการ
และกรณีที่มีข่าวว่าเอกชนนำวัคซีนไปฉีดให้กับกลุ่มคนที่อยู่นอกเป้าหมายนั้น กระทรวงสาธารณสุขได้ตรวจสอบแล้ว เบื้องต้นทางสมาคมโรงพยาบาลเอกชนได้ปฏิเสธในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตามขอกำชับให้ทุกจังหวัดไปตรวจสอบเรื่องนี้ด้วย วันนี้ก็มีช่องทางการนำเข้าโดยรัฐช่องทางเดียว แต่ต่อไปจะมีวัคซีนทางเลือกที่จะต้องหาทางนำเข้ามาเพิ่ม สามารถให้โรงบาลเอกชนไปฉีดป้องกันได้
เมื่อพูดถึงวัคซีนแล้วขอพูดถึงคุณภาพวัคซีน ด้วยหลายคนอาจจะได้ยินว่าบางประเทศได้ระงับการฉีดวัคซีนแอสตราเซเนกา แล้วเราจะเชื่อมั่นได้อย่างไร ล่าสุดทางหน่วยงานกำกับดูแลด้านยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพของสหราชอาณาจักร (MHRA) และหน่วยงานกำกับดูแลด้านยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพของยุโรป (EMA) ได้ประเมินถึงการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดร่วมกับภาวะเกล็ดเลือดต่ำสรุปว่าวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า จะช่วยป้องกันการเจ็บป่วยจากโควิด-19 ได้ในทุกระดับความรุนแรง มีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงที่จะเกิดอาการที่ไม่พึงประสงค์ ซึ่งอาจจะมีอาการอย่างอื่นขึ้นมาด้วย แต่สามารถปรึกษาแพทย์ได้ทันที
เช่นเดียวกันกับองค์การอนามัยโลกระบุว่า จากข้อมูลปัจจุบันความสัมพันธ์เชิงสาเหตุการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันจำเป็นต้องศึกษาเฉพาะทางเพิ่มเติม นอกจากนี้การเกิดอาการไม่พึงประสงค์พบได้ยากมาก และมีรายงานเป็นจำนวนน้อย เมื่อเทียบกับคนที่ได้รับวัคซีนแอสตราเซเนกาทั่วโลกเกือบ 200 ล้านคน ในปัจจุบัน
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า สุดท้าย ในเรื่องของวัคซีนการผลิตวัคซีนในประเทศของเราที่ดำเนินการโดยบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด ทุกอย่างเป็นไปตามแผนและได้ผลดี ขณะนี้ได้ทยอยผลิตวัคซีนตั้งแต่ระดับต้นน้ำแล้วคือผลิตในประเทศเราและอยู่ระหว่างการส่งตรวจคุณภาพวัคซีน ณ ห้องปฏิบัติการอ้างอิงในสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา คาดว่าจะรู้ผลในเร็ววันนี้
เพราะฉะนั้นแผนการส่งมอบวัคซีนจากแอสตราเซเนกาให้กรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุขในช่วงกลางปีจะทยอยส่งมอบประมาณเดือนละ 5-10 ล้านโดส ซึ่งสอดคล้องกับแผนการฉีดวัคซีนที่รัฐบาลได้วางไว้ ทั้งหมดนี้เป็นหลักประกันว่าเราจะสามารถเข้าถึงวัคซีนได้ในเวลาที่เหมาะสมและสามารถพึ่งพาตัวเองได้ทั้งในช่วงการระบาด โควิด-19 และโรคติดต่ออุบัติใหม่ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต

