หน้าแรก การเมือง ‘วิโรจน์’ แนะ...

‘วิโรจน์’ แนะรบ. เพิ่มตัวเลือกวัคซีน หวั่นซิโนแวค เอาไม่อยู่ อัดรบ. หยุดห่วงภาพลักษณ์

10.04.21 | 14:00 น.

‘วิโรจน์’ แนะ สธ.ออกประกาศฯ ให้รพ.เอกชนปันส่วนเตียงรับคนติดโควิด แลกต่อใบอนุญาตประกอบการฯ เสริมความมั่นใจให้ปชช. หวั่น ‘ซิโนแวก’ เอาสายพันธุ์อังกฤษไม่อยู่ อัด ‘บิ๊กตู่-เสี่ยหนู’ หยุดห่วงภาพลักษณ์ รับฟังข้อเสีย เร่งแก้ปัญหาเพื่อประเทศ

เมื่อวันที่ 10 เมษายน นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคก้าวไกล (ก.ก.) กล่าวถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 รอบใหม่ ว่า ตนย้ำมาโดยตลอดว่า วัคซีนโควิด-19 ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพียงแค่ป้องกันโรค แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพื่อแก้ปัญหาปากท้องให้กับประชาชนทั้งประเทศ 67 ล้านคน ซึ่งมีความจำเป็นต้องกระจายความเสี่ยงในการจัดหาวัคซีนทางเลือกต่างๆ มาอย่างรวดเร็ว และครอบคลุมประชากรให้ได้มากที่สุด และดำเนินการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนอย่างเร็วที่สุด เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดไม่ให้ขยายตัวไปในวงกว้างอย่างรวดเร็ว และป้องกันไม่ให้ผู้ที่ติดเชื้อมีอาการรุนแรงถึงแก่ชีวิต เพื่อให้ประชาชนสามารถดำเนินชีวิต ทำมาค้าขาย ปฏิบัติหน้าที่ประกอบสัมมาอาชีพ ได้ใกล้เคียงกับสภาวะปกติ

“ปัญหาปากท้อง และความโกลาหลที่เกิดขึ้นจากการระบาดระลอกที่ 3 ที่ประชาชนกำลังประสบอยู่ในทุกวันนี้ คือ วิบากของการไม่กระจายความเสี่ยงในการจัดหาวัคซีน คือ ความเสียหายจากการจัดหา และจัดฉีดวัคซีนอย่างล่าช้า ซึ่งรัฐบาลต้องยอมรับความผิดของตนเองได้แล้ว ไม่ใช่ออกมาโต้ ออกมาเถียง ถ้าเถียงแบบนี้ แก้ปัญหาไม่ได้ ระบบสาธารณสุขจะล้มเหลว เศรษฐกิจประเทศจะพังหนักกว่าเดิม” นายวิโรจน์ กล่าว

นายวิโรจน์ กล่าวว่า ประเด็นที่รัฐบาลยังคงออกมาโต้เถียงประชาชนทั้งหมด ตนขออนุญาตชี้แจง ให้ทุกๆ คนเข้าใจในอีกมุมมองหนึ่ง ประเด็นเเรก กรณีที่เอกชนไม่สามารถซื้อวัคซีนทางเลือกอื่นๆ มาฉีดให้กับประชาชน เรื่องนี้เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ปัจจุบันผู้ผลิตวัคซีนแทบทุกรายต้องการจะติดต่อขายวัคซีนกับรัฐบาลเท่านั้น เอกชนรายใดต้องการสั่งซื้อวัคซีน จะต้องได้รับการรับรองจากรัฐบาลก่อน ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลไม่เคยคิดที่จะจัดซื้อวัคซีนทางเลือกอื่นเลย เข้าใจว่า Johnson & Johnson ที่ได้รับ อย. ไปแล้ว รัฐบาลก็ยังไม่ได้มีความชัดเจนในการจัดซื้อ สิ่งที่รัฐบาลยังคงยืนยันที่จะทำต่อไป ก็คือ การกระจุกความเสี่ยงไปที่การจัดซื้อวัคซีน AstraZeneca ที่วันนี้ มีข้อสังเกตในการฉีดจากประเทศในแถบยุโรป ออกมาเป็นระยะๆ เช่น ช่วงหนึ่งไม่แนะนำให้ฉีดให้กับผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปี ขึ้นไป และล่าสุดประเทศอังกฤษแนะนำให้คนที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี รับวัคซีนอื่นแทน AstraZeneca เป็นต้น โดยจะจัดซื้อวัคซีน Sinovac มาเสริมในกรณีจำเป็น ซึ่งข้อสังเกตที่น่ากังวลก็คือ วัคซีน Sinovac นั้น มีประสิทธิภาพไม่สูงนักกับเชื้อโควิดสายพันธุ์อังกฤษ ที่กำลังระบาดอยู่ ณ ขณะนี้

นายวิโรจน์ กล่าวว่า ในที่สุดรัฐบาลก็ได้คลานออกมาสารภาพเชิงพฤติกรรม โดยนายกฯ ได้มอบหมายให้มีการตั้งคณะทำงานในการจัดหาวัคซีนทางเลือก จำนวน 10 ล้านโดส โดยมีสมาคมโรงพยาบาลเอกชน เข้ามาร่วมทำงานด้วย โดยตั้งเป้าให้มีความชัดเจนภายใน 1 เดือน แม้ว่ารัฐบาลจะไม่ได้พูดสารภาพผิดออกมาเป็นคำพูด แต่การตัดสินใจในวันนี้ ก็เท่ากับว่ารัฐบาลได้ยอมรับความบกพร่องของตนเองไปแล้วโดยปริยาย ทำไมต้องให้ด่า ทำไมต้องให้ประชาชนต่อว่านานขนาดนี้ ถึงจะคิดได้ ผมคิดว่าทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ และคุณอนุทิน ต้องเปิดใจให้กว้างกว่านี้ได้แล้ว ถ้ามีสติปัญญาที่จำกัด ก็ต้องรับฟังให้มาก ไม่ใช่หัวรั้นใจแคบ และบังคับให้ข้าราชการออกมาเถียง ออกมาแถ ท่ามกลางระบบสาธารณสุข และเศรษฐกิจที่พังทลายลงไปเรื่อยๆ แบบที่เป็นอยู่นี้

ประเด็นที่สอง ที่มีการกล่าวอ้างกันว่า ประเทศไทยไม่ได้ร่ำรวยที่จะจองวัคซีน ซึ่งข้ออ้างนี้ฟังไม่ขึ้นเลย คือ ประเทศไทยไม่ได้ร่ำรวยที่จะจองวัคซีน แล้วเราร่ำรวยพอที่จะยอมให้เกิดความเสียหายจากการฉีดวัคซีนล่าช้า ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 2.5 แสนล้านบาทต่อเดือนหรือ เราจะใจดำปล่อยให้ประชาชนคนตัวเล็กตัวน้อย คนหาเช้ากินค่ำ แบกรับความเสียหายขนาดนี้ ล่าสุดกระทรวงสาธารณสุขได้แถลงว่า มีความเป็นไปได้ที่จะต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 2 เดือน หรืออาจจะมากกว่านั้น ในการควบคุมการระบาดระลอกที่ 3 ที่เกิดขึ้นจากคลัสเตอร์ทองหล่อ เวลา 2 เดือน ก็มีมูลค่าเทียบเท่า 5 แสนล้านบาท รัฐบาลควรเร่งจัดหาวัคซีนยี่ห้ออื่นๆ มาได้แล้ว

Advertisement

นายวิโรจน์ กล่าวว่า ประเด็นสุดท้าย หลังจากเมื่อวันที่ 8 เมษายน สปสช. ได้แถลงว่าประชาชนกลุ่มเสี่ยง สามารถเข้ารับการตรวจคัดกรองโควิด-19 ได้ฟรี ทั้งโรงพยาบาลรัฐ และเอกชน หากตรวจแล้วพบว่าติดเชื้อ โรงพยาบาลจะต้องรับเข้ารักษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยให้ส่งเบิกกับทาง สปสช. ตามอัตราที่กำหนด เพียงแค่ 1 วันถัดมา ในวันที่ 9 เมษายน ก็มีข่าวว่าโรงพยาบาลเอกชนนับสิบรายงดตรวจโควิด-19 และยังมีโรงพยาบาลเอกชนอีกหลายแห่งทยอยประกาศงดตรวจ โดยอ้างว่าน้ำยาตรวจหมด ทั้งๆ ที่ไม่กี่วันก่อน นายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข เพิ่งออกมายืนยันว่ามีน้ำยาตรวจเพียงพอ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นเพราะโรงพยาบาลเอกชน ไม่อยากจะรับผู้ป่วยเข้ารับการรักษา ในกรณีที่ตรวจพบว่าติดโควิด เนื่องจากเคลมค่ารักษาพยาบาลจาก สปสช. ได้ไม่มากนัก ข่าวในทำนองนี้ ยิ่งทำให้สถานการณ์การระบาดระลอกที่ 3 ที่กระจายไปในวงกว้างที่แย่พออยู่แล้ว ยังทำให้ประชาชนมีความตึงเครียด และกังวลเพิ่มมากขึ้น

นายวิโรจน์ กล่าวว่าในกรณีดังกล่าวนี้ กระทรวงสาธารณสุข ควรจะเร่งออกประกาศกระทรวง ให้โรงพยาบาลเอกชนต่างๆ ปันส่วนจำนวนเตียงในสัดส่วนหนึ่ง เพื่อรองรับผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19 เข้ารับการรักษา โดยอาจกำหนดให้เป็นเงื่อนไขชั่วคราวในการต่ออายุใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาล เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะมีจำนวนเตียงที่มากพอที่จะดูแลประชาชนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งจะสามารถคลายความตื่นตระหนกของประชาชนลงได้ สุดท้าย สิ่งที่ตนอยากจะบอกกับทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ และคุณอนุทิน ก็คือ ชีวิต และปากท้องของประชาชน 67 ล้านคน นั้นสำคัญกว่าหน้าตาของพวกคุณมาก ดังนั้นอย่าห่วงหน้าตาตัวเองให้มากนักเลย เอาเวลาที่จะเถียง มารับฟัง ยอมรับในความบกพร่อง แล้วเร่งแก้ไขจะดีกว่า