ขับขาน ‘นักสู้ธุลีดิน’ รำลึกวีรชน ผูกโบแดง-ขาว ส่งสัญญะ คน 2 รุ่น ‘สู้จนกว่าจะบรรลุ 3 ข้อ’ ไม่ลดเพดาน

ขับขาน ‘นักสู้ธุลีดิน’ รำลึกวีรชน ผูกโบแดง-ขาว ส่งสัญญะ คน 2 รุ่น ‘สู้จนกว่าจะบรรลุ 3 ข้อ’ ไม่ลดเพดาน

เมื่อเวลา 15.45 น. วันที่ 10 เมษายน ที่บนทางเท้า อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนินกลาง กรุงเทพฯ มีการจัดกิจกรรม 11 ปี 10 เมษา 53 นำโดย นายชินวัตร จันทร์กระจ่าง หรือไบร์ท แกนนำเครือข่ายคนรุ่นใหม่นนทบุรี และกลุ่มราษฎรออฟโรด โดยมีกลุ่มอาชีวะพิทักษ์ประชาชนเพื่อประชาธิปไตยร่วมดูแลความปลอดภัย สำหรับกิจกรรม มีการผลัดเปลี่ยนกันขึ้นปราศรัยในประเด็นสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง ในวันที่ 10 เมษายน-พฤษภาคม 2553

โดยเวลา 17.30 น. นายอาเล็ก โชคร่มพฤกษ์ ศิลปินนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ขับร้องบทเพลง นักสู้ธุลีดิน ของจิ้น กรรมาชน โดยประชาชนต่างโบกธงคนเสื้อแดงพลิ้วไหวตามจังหวะดนตรี ต่อด้วยอีกหลายบทเพลงที่มีเนื้อหากล่าวถึงตำนานของเผด็จการ และ ปลุกประชาชนลุกขึ้นต่อสู้ โดยประชาชนรายหนึ่งกล่าวด้วยว่า นักเลงจริงเขาไม่ใช้กฎหมายรังแกเด็ก

จากนั้นมีการร้องเพลงของคนเสื้อแดง เพลง Do you hear the people sing? ฉบับภาษาไทย ต่อด้วยเพลง “เราคือเพื่อนกัน” ของวงสามัญชน ขณะที่ประชาชนตะโกน “ปล่อยเพื่อนเรา”

เวลา 18.00 น. มีกิจกรรม 11 ปี จากเมษาถึงพฤษภา โดยกลุ่ม “99DBD Gangster” และเครือข่ายรามคำแหงเพื่อประชาธิปไตย

นายนันทพงศ์ ปานมาศ หรือกุ๊ก เครือข่ายรามคำแหงเพื่อประชาธิปไตย กล่าวว่า วันนี้ฆาตรกรยังลอยนวล ประยุทธ์นับถอยหลังชีวิตตัวเองได้เลย เพราะเผด็จการไม่ตายดีสักคน ไม่มีผู้นำเผด็จการในโลกนี้ที่จะมีจุดจบชีวิตที่สวยหรู ล้วนตายด้วยคำสาปแช่งของประชาชนเจ้าของประเทศ

“เราต้องการรำลึกวีรชนที่สูญเสียในเหตุการณ์ 10 เมษายน วันนี้เราจะไม่ยืนเคารพธงชาติ แต่จะยืนรำลึกวีรชน เพราะชาติต้องประกอบไปด้วยประชาชน หากชาติไม่มีประชาชนก็สูญเปล่า จึงมารำลึกวีรชนที่สละชีพในเหตุการณ์ปี 2553 ถ้าประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย พี่น้องเราจะไม่โดนฆ่าตายกลางเมืองหลวง จะไม่กล้าสังหารประชาชนใจกลางกรุงเทพฯแบบนี้ คนที่บริหารรัฐบาลในยุคนั้นยังลอยนวล ไม่ว่าสุเทพ เทือกสุบรรณ เราไม่มีทางอโหสิกรรมให้เผด็จการเด็ดขาด วันนี้เพื่อนเราในเรือนจำอดข้าวฟรี

เราไม่ได้สู้มือเปล่า ในอนาคตประเทศไทยไม่เหมือนเดิมแล้ว คนไทยตาสว่างทั้งแผ่นดิน วีรชนของเราต้องไม่ตายเปล่า ความยุติธรรมเยาวชนต้องได้รับทุกคน ถ้าประเทศเป็นประชาธิปไตย ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ต้องไม่ตายแบบนี้ ประยุทธ์หน้าทนก็ปล่อยไป แต่ถึงเวลาที่เราต้องออกมาสู้ ยืนยัน 3 ข้อเรียกร้องต่อไป เราจะไม่มีวันยอมลดเพดานเด็ดขาดจนกว่าจะบรรลุ 3 ข้อเรียกร้อง” นายนันทพงศ์กล่าว

ต่อมาเวลา 18.15 น. มีการจุดเทียนที่เรียงเป็นอักษร RIP บริเวณรายชื่อผู้สูญเสีย โดยประชาชนร่วมชู 3 นิ้ว ร้องเพลงนักสู้ธุลีดิน ของจิ้น กรรมาชน โดยมีประชาชนหลั่งน้ำตาขณะร้องเพลงรำลึกถึงผู้สูญเสีย

นายนันทพงศ์กล่าวต่อว่า เป็นอีกหนึ่งปีที่เราได้มารำลึก และบอกกับสาธารณะว่าที่นี่มีคนตาย มีประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศต้องตายลงที่นี่ ด้วยน้ำมือเผด็จการที่เอารัดเอาเปรียบ ขูดรีดประชาชน เราแค่ออกมาเรียกร้องสิทธิ เสรีภาพ และความเท่าเทียม กลับถูกเผด็จการสังหารอย่างไม่ไยดี นี่เป็นปีที่ 11 ที่ต้องสูญเสียเยาวชนที่ออกมาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ขอร่วมกันส่งเสียงดังๆ ให้เพื่อนรู้ว่า เราจะไม่มีวันลืม

จากนั้นประชาชนร่วมกันผูกริบบิ้นสีแดงและขาว โดยสีแดงหมายถึงคนเสื้อแดง ส่วนสีขาวหมายถึงพลังบริสุทธิ์ของเยาวชน เพื่อเป็นการอาลัยวีรชนและส่งสัญญะว่าคน 2 รุ่น จะต่อสู้ร่วมกัน

นายนันทพงศ์กล่าวว่า ไม่เคยคิดว่าประเทศเรามีคนตายเพียงเพราะออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย คือเรื่องน่าผิดหวัง ไม่อยากให้ลูกหลานเกิดมาเจอภาพบอบช้ำแบบนี้อีก หวังว่าจะจบในรุ่นเรา แล้วทุกอย่างจะมีความสุข

“ริบบิ้นแดงหมายถึงคนเสื้อแดงที่สู้มาอย่างยาวนาน ริบบิ้นขาวหมายถึงคนหนุ่มสาวยุคสมัยใหม่ ที่มีคนเสื้อแดงคอยต่อสู้อยู่เคียงบ่าเคียงไหล่ และเราจะก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน และเราจะขับไล่เผด็จการออกไป ริบบิ้น 2 สีนี้ขาดอย่างหนึ่งไปไม่ได้ เราจะทวงคืนความเท่าเทียม ทวงประชาธิปไตยให้กลับมาเป็นของประชาชน เพราะอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน” นายนันทพงศ์กล่าว

จากนั้นประชาชนตะโกน “ปล่อยเพื่อนเรา” อย่างต่อเนื่อง

“เชื่อว่าเสียงจะส่งถึงวีรชนทุกดวง เพื่อนในเรือนจำก็จะได้ยินเสียงที่เราเป็นห่วงเป็นใยเขา” นายนันทพงศ์กล่าว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon