ถอดรหัส’เปรมโมเดล’ ชู’บิ๊กตู่’ตามรอย’ป๋า’

29.08.16 | 16:00 น.

หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการกรณีนายวันชัย สอนศิริ สมาชิก สปท.แนะให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยึดตัวอย่าง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เป็นโมเดลดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทั้งที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง

นิธิ เอียวศรีวงศ์
นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์

รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เอารัฐธรรมนูญฉบับปี 2521 เป็นต้นแบบฉบับหนึ่ง จะทำให้รัฐบาลต้องได้รับการสนับสนุน แต่ไม่ใช่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพเพียงอย่างเดียวเพราะตอนนี้มีความซับซ้อนทางสังคมมากขึ้น ฉะนั้นจึงมีสภาโน่นนี่ ของกลุ่มคนเสียงดังทั้งหลาย นอกจากกองทัพจะเข้ามาช่วยค้ำจุน สนับสนุนรัฐบาลด้วย และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อาจเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีโดยได้รับการหนุนหลังโดยคนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ทั้งจากในกองทัพและนอกกองทัพ

ถามว่า พล.อ.ประยุทธ์จะอยู่ถึง 8 ปีหรือไม่นั้น อย่าพูดถึงตัว พล.อ.ประยุทธ์เองเลย ตัวรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ปรับแก้ให้แก่ความเปลี่ยนแปลงในไทยไม่เพียงพอ เช่น จะตั้งตัวอย่างแบบนี้ก็ได้ คำถามคือคุณบอกว่า คุณจะมีสภาจะดึงเอากลุ่มอาชีพต่างๆ เข้ามา คำถามคือเวลานี้คุณมีกลุ่มอาชีพหรือกลุ่มคนสังกัดในระบบเศรษฐกิจอีกหลายชนิดไม่เหมือนเก่า แล้วคนเหล่านี้จะเข้ามาอย่างไร เพราะมีมากพอสมควรด้วย คิดว่าเรื่องนี้ไม่ง่ายเลย

อย่าลืมว่า พล.อ.เปรมไม่เคยลงเลือกตั้งเลย เพราะการลงเลือกตั้งนั้นต้องคิดว่า ถ้าคุณไม่ได้รับเลือกจะทำอย่างไร ย้อนกลับไปดู พล.อ.เปรมไม่ได้ลงเลือกตั้ง พล.อ.สุจินดา คราประยูร จากคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ก็ไม่ได้ลงเลือกตั้ง คือทหารจะลงเลือกตั้ง เขาต้องมั่นใจว่าต้องได้รับเลือก และถามว่า พล.อ.ประยุทธ์มีโอกาสได้รับเลือกตั้งหรือไม่

Advertisement

คือมีการเลือกที่เรียกว่าการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ หรือปาร์ตี้ลิสต์ พล.อ.ประยุทธ์มีโอกาสได้รับเลือกในระบบการเลือกแบบนี้ แต่ถ้าเลือกตั้งเขต อย่าลืมว่าในแต่ละเขต ทหารไม่ได้เป็นเสียงส่วนใหญ่ แต่ถ้าเผื่อว่าเป็นระบบปาร์ตี้ลิสต์ คือทั้งประเทศเลือก หรือภูมิภาคใหญ่ๆ เลือก คนเลือก พล.อ.ประยุทธ์ก็มี รวมๆ อาจทำให้เขาได้รับเลือกตั้งก็ได้

อย่างไรก็ตาม แต่เมื่อไหร่ลงปาร์ตี้ลิสต์ คุณก็เป็นคนของพรรคใดพรรคหนึ่ง 100% เต็ม ถ้าจะลอยตัวแบบ พล.อ.เปรมก็ต้องไม่เป็นคนของพรรคใดพรรคหนึ่ง เพราะ พล.อ.เปรมไม่เคยเป็นคนของพรรคใดพรรคหนึ่ง เพราะเขาไม่ได้สังกัดพรรคไหน แต่ถ้าจะลงเลือกตั้งก็ต้องสังกัดพรรค และไม่รู้ว่าจะชนะหรือไม่ จึงไม่มีทหารที่ไหนลงเลือกตั้งหรอก

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์
มหาวิทยาลัยบูรพา

กรณี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประการแรกต้องเข้าใจโครงสร้างการเมืองปี 2520 ในบรรยากาศแบบนั้น การก่อรูปของประชาธิปไตยยังไม่มีเสถียรภาพ ระบบทหารเข้มแข็งมากกว่านักการเมือง เลือกตั้งมาแล้วกลัวรัฐบาลจะอยู่ไม่ได้นาน เหล่านักการเมืองโดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์เลยเชิญ พล.อ.เปรมมาเป็นรัฐมนตรี 2 สมัย คือบรรยากาศทางการเมืองและบทบาทของภาคประชาสังคมยังไม่เติบโต ประชาชนยังไม่มีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างกว้างขวาง แต่ปี 2559 นี้ประเทศไทยมาไกลแล้ว คนจำนวนมากรับระบอบอย่างนี้ไม่ได้ แม้สถานการณ์ปัจจุบันหลายคนจะชอบพฤติกรรมของ พล.อ.ประยุทธ์ก็ตาม เป็นฐานปรากฏการณ์ทางการเมืองไทยถูกตั้งคำถามว่านายกฯไม่สัมพันธ์กับประชาชน

อย่างไรก็ตาม หากจะใช้ระบบหรือโมเดลแบบ พล.อ.เปรม ระบบนี้ถ้าใช้ได้จริง พล.อ.ประยุทธ์ก็อยู่ได้ไม่เกิน 3-4 ปีแล้วจะเกิดวิกฤตขึ้นมา เพราะการพัฒนาสังคมไทยไปไกลแล้ว แต่เราพยายามจะดึงกลับไปในปี 2520 ทั้งที่เงื่อนไขต่างๆ ในสังคมก็เปลี่ยนไปแล้ว คิดว่าเขาคงมองว่าสถานการณ์ทางการเมืองไร้เสถียรภาพ เลยอยากหาผู้นำมีลักษณะนำแบบอำนาจนิยม แล้วฝากระบอบนี้ไว้กับทหารเลยออกมาเป็นเปรมโมเดลทั้งที่สังคมมาไกลแล้ว

คิดว่า พล.อ.ประยุทธ์น่าจะตามโมเดล พล.อ.เปรมได้ยากแล้ว แม้อยากจะเป็นลักษณะนั้นก็ตาม คือสังคมเราเดินมาไกลแล้ว บรรยากาศอย่างนั้นอาจทำได้แค่ระยะเวลาหนึ่ง เช่นสถานการณ์ตอนนี้ ภาคการเมืองขาดความเชื่อมั่นจากประชาชน แม้แต่ภาคธุรกิจเองก็เลยอยากได้ผู้นำที่มีอำนาจนิยมแบบ พล.อ.ประยุทธ์ แต่ระบบนี้อยู่ได้ไม่นานถึง 8 ปีหรอก

สะท้อนอำนาจนิยมภายใต้ระบอบประชาธิปไตยเป็นเปลือกนอก พล.อ.เปรมก็เป็นตัวสะท้อนอำนาจนิยม คือมีอำนาจในการจัดสรรดุลอำนาจทั้งในและนอกระบบ นายวันชัย สอนศิริ สปท. พยายามให้ พล.อ.ประยุทธ์ทำแบบ พล.อ.เปรม คิดว่าคงทำได้ในระยะเวลาสั้นๆ

ที่ผ่านมาคนปฏิวัติลงเลือกตั้งแล้วไปไม่รอด เหตุผลที่ไม่รอดเพราะสถานการณ์การปฏิวัติก็โดนสภาวะแวดล้อมกดดันให้ต้องทำ ต้องปฏิวัติ แล้วตัวเองไม่มีประสบการณ์การเล่นการเมือง อย่าง พล.อ.ประยุทธ์ปฏิวัติท่ามกลางสถานการณ์บีบให้ต้องทำ ทั้งที่ตัวเขาอาจไม่อยากทำก็ได้ แต่พอเข้าสนามการเมืองต้องมีลักษณะบางอย่าง มีวัฒนธรรม มีจุดยืนทางการเมือง อาจยากลำบาก ผู้นำมาจากการปฏิวัติไม่รอด เพราะถูกสถานการณ์บีบให้ทำ และตัวเองก็ไม่มีประสบการณ์ในการเล่นการเมือง

รศ.ยุทธพร อิสรชัย
รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

สภาพแวดล้อมในอดีตกับปัจจุบันไม่เหมือนกัน ช่วงปี 2523 ที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เข้าสู่อำนาจ ในเวลานั้นสภาพทางการเมืองของประเทศไทยเพิ่งผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 มา เรื่องการเมือง คนมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง การติดตามข้อมูลข่าวสารหรือกระทั่งพลังของสื่อต่างๆ สื่อโซเชียลมีเดียในอดีตยังไม่มีเหมือนในปัจจุบัน ฉะนั้นการถูกควบคุมข้อมูลข่าวสารจากรัฐ ทำให้กระบวนการมีส่วนร่วมและความสนใจใคร่รู้เรื่องการเมืองของประชาชนไม่ได้มากเหมือนในปัจจุบัน

สำหรับด้านเศรษฐกิจก็เป็นช่วงประเทศไทยเริ่มพัฒนาเศรษฐกิจในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จอมพลถนอม กิตติขจร แต่ต่อมาก็สะดุดลงช่วงหลัง 6 ตุลาคม 2519 รัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ก็เป็นรัฐบาลพยายามฟื้นฟูเศรษฐกิจจากกระบวนการทางการเมืองส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในเวลานั้น เช่น การตั้งหรือคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ฉะนั้นการผสานระหว่างอำนาจก็เป็นไปได้อย่างราบรื่น นอกจากนี้ในทางสังคมเวลานั้น ลักษณะสังคมยุคนั้นยังไม่ได้เป็นสังคมซับซ้อนเช่นปัจจุบัน ทั้งปัจจัยการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ทำให้รัฐบาล พล.อ.เปรมสามารถอยู่ในตำแหน่งได้ถึง 8 ปี โดยไม่ต้องมีการเลือกตั้ง

แต่นับตั้งแต่ปี 2531 จนถึงยุคหลังรัฐบาลนายทักษิณ 2544 พลังนอกระบบราชการหรือที่เราเรียกว่าเอ็กซ์ตร้า-บูโรเครติก ฟอร์ซ (Extra-bureaucratic Forces) เข้ามาท้าทายอำนาจรัฐอย่างยิ่ง เพราะพลังนอกระบบราชการเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญทำให้กลุ่มทุนธุรกิจและภาคประชาสังคมเข้ามามีบทบาทในการร่วมกำหนดนโยบายต่างๆ มากขึ้น จะเห็นว่าหลังปี 2531 เป็นต้นมา แม้จะมีความพยายามของฝ่ายรัฐราชการในการพยายามรัฐประหาร ไม่ว่าจะเป็นปี 2534, 2549 หรือ 2557 แต่ท้ายที่สุดอำนาจรัฐราชการก็ไม่สามารถควบคุมกำกับการรัฐประหารเหล่านี้ให้มีระยะเวลานานได้มากสักเท่าไหร่

ในปี 2534 ก็อยู่เพียงแค่ 1 ปี หลังจากนั้นพอ รสช.ต้องการอยู่ต่อก็เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬปี 2535 ขึ้นมา ส่วนปี 2549 คมช.ทำการรัฐประหารต่อมาอีก 1 ปีก็ต้องมีการเลือกตั้ง ไม่สามารถควบคุมกำกับสถานการณ์ได้มากกว่านั้นเพราะมีปัจจัยอื่นๆ เข้ามามาก พอปี 2557 รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์อยู่มา 2 ปี เราจะเห็นได้ว่าการท้าทายจากโลกาภิวัตน์ ไม่ว่าจะเป็นบทบาทของสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมาธิการยุโรป หรือการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่างๆ เริ่มจะเห็นภาพแล้ว โอกาสจะควบคุมปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ได้แบบในสมัยรัฐบาล พล.อ.เปรมคิดว่าคงจะเป็นไปได้ยาก

การที่คุณวันชัย สอนศิริ บอกว่า ให้ดูตัวอย่างสมัย พล.อ.เปรมที่ว่า “ไม่จำเป็นต้องลงเลือกตั้ง ขอให้บริหารจัดการประนีประนอมอำนาจทั้งในและนอกสภาให้ได้” คิดว่าคุณวันชัยอาจจะมองการเมืองในมิติแคบไป เพราะการมองการเมืองในมิติที่เป็นการประนีประนอมอำนาจในและนอกสภามันไม่พอ สังคมยุคนี้มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น อำนาจในสภาเราอาจจะเห็นได้ชัดคือ ส.ส. ส.ว. พรรคการเมืองต่างๆ ส่วนอำนาจนอกสภาวันนี้เราจะเห็นว่าคืออะไร ถ้าเราบอกว่าคือกลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคม วันนี้ไม่ได้มีแค่เสื้อแดง เสื้อเหลือง กปปส. หรือ นปช.เท่านั้น แต่ยังมีกลุ่มอื่นๆ มากมายที่เกิดขึ้นใหม่ เช่น กลุ่มนิสิตนักศึกษาปัญญาชนที่เรียกว่า ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ หรือกลุ่มอื่นๆ มากมายจะเกิดขึ้นตามมาอีกในอนาคต ฉะนั้น การประนีประนอมกับกลุ่มอำนาจเหล่านี้คงไม่ง่าย

เช่นเดียวกับเรื่องเศรษฐกิจเหมือนกัน ในอดีตกลุ่มทุนทางเศรษฐกิจอาจจะมีไม่มากนัก เพราะมีกลุ่มทุนขนาดใหญ่ควบคุมกำกับเศรษฐกิจประเทศไม่เกิน 6 กลุ่มทุน ในอดีตอาจเป็นไปได้จะเจรจากับกลุ่มทุนนั้นเช่นในรัฐบาล พล.อ.เปรมก็ใช้กลไก กรอ.หรือคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน แต่วันนี้มีกลุ่มทุนใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย เช่นกลุ่มทุนเกิดพร้อมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ส่งผลให้เกิดชนชั้นกลางใหม่ขึ้นจำนวนมากในต่างจังหวัด หรือแม้กระทั่งกลุ่มทุนข้ามชาติที่มาพร้อมบรรษัทข้ามชาติจากต่างประเทศ

สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าคงไม่สามารถเจรจาได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มพลังอำนาจทางการเมืองหรือเศรษฐกิจที่มีความซับซ้อนกว่าในอดีตมาก

ผลประชามติคงไม่สามารถบอกได้ว่าประชาชนสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์อยู่กลายๆ คงเป็นสิ่งที่คุณวันชัยคิดเอาเอง เพราะประชามติมีปัจจัยเกี่ยวข้องกับการไปลงคะแนนเสียงมากมาย ทั้งทัศนคติทางการเมือง ความนิยมชมชอบในพรรคการเมือง หรือหลายคนเห็นว่าเศรษฐกิจไม่ดีอยากให้มีการเลือกตั้งเผื่ออะไรจะดีขึ้น หรือปัจจัยอื่นๆ มากมาย จะบอกว่าผลประชามติผ่านเท่ากับเป็นการสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์อยู่กลายๆ คงไม่ใช่ทั้งหมด การที่ท่านจะลงสู่การเมือง ผมคิดว่าการใช้เส้นทางการลงเลือกตั้งน่าจะเป็นสิ่งที่สง่างามและมีความชอบธรรมทางการเมืองมากกว่า เรื่องความชอบธรรมทางการเมืองไม่ได้ตอบได้ด้วยความถูกผิดทางกฎหมายแต่เพียงอย่างเดียว แต่ความชอบธรรมทางการเมืองคือการยอมรับจากประชาชน เป็นเรื่องของความรู้สึกด้วย ความชอบธรรมทางการเมืองต้องสามารถอธิบายกับสังคมหรือให้เห็นถึงที่มาที่เชื่อมโยงกับเจตนารมณ์ของประชาชนได้ด้วย ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการมีรัฐธรรมนูญเปิดช่องนายกฯคนนอกได้แล้วจะเข้ามาสู่อำนาจได้ตามกฎหมาย อันนั้นเราเรียกว่าเป็นความชอบธรรมทางกฎหมาย แต่การขึ้นเป็นผู้นำได้นั้นต้องมีทั้งความชอบธรรมทางกฎหมายและความชอบธรรมทางการเมือง

ส่วนที่คุณวันชัยบอกว่า คนที่ทำปฏิวัติแล้วตั้งพรรคลงเล่นการเมืองไม่เคยไปรอด ล้มกลางคันแทบทุกราย ตรงนี้ก็ขัดกับสิ่งที่คุณวันชัยพูดที่บอกว่าประชามติผ่าน เท่ากับว่าเป็นเสียงสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์กลายๆ ถ้าอย่างนั้น พล.อ.ประยุทธ์ลงเลือกตั้งแล้วจะกังวลอะไร เลยงงว่าสิ่งที่คุณวันชัยพูดขัดกันไหม ถ้าในเมื่อเชื่อมั่นว่าประชามติจะทำให้ผ่านการเลือกตั้งได้เพราะมีคะแนนนิยม ฉะนั้นก็ไม่ต้องกลัวการเลือกตั้ง