‘สุรเชษฐ์’ เผย บีทีเอสแพร่คลิปทวงหนี้ เพราะรบ.ไม่โปร่งใส ชี้ ถกปัญหาอย่างเปิดเผยคือทางออกสายสีเขียว เตือน อย่าจับปชช.เป็นตัวประกันแลกสัญญาสัมปทาน
เมื่อวันที่ 12 เมษายน นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองเลขาธิการพรรคก้าวไกล (ก.ก.) และรองประธานคณะกรรมาธิการการคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีคลิปของ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ชี้แจงภาระหนี้สินของส่วนต่อขยายรถไฟฟ้า สายสีเขียว โดยทวงหนี้สินกว่าสามหมื่นล้านจาก กทม. เพื่อแลกเปลี่ยนการต่ออายุสัมปทาน 30 ปี ว่า ทางออกของกรณีรถไฟฟ้าสายสีเขียว มีได้หลายทาง แต่ทางที่รัฐบาลเลือกคือ ทางออกที่แย่ที่สุด เพราะไม่ว่าอย่างไรราคาตั๋วก็ยังแพงแถมไม่โปร่งใส ทุกวันนี้จึงยังตอบคำถามพื้นฐานไม่ได้ว่า ทำไมราคาค่าโดยสารต้องเป็น 65 บาท หากมีการต่อสัมปทาน 30 ปี ซึ่งสามารถทำให้ราคาถูกกว่านี้ได้
“อยู่ที่จะเอาเงินจากกระเป๋าไหนมาอุดหนุน หากไม่มีเงินมาอุดหนุนมันก็ต้องแพง ประเด็นสำคัญคือ ต้องชี้แจงให้ได้ว่าที่แพง มันแพงเกินไปหรือไม่ ต้องเอาตัวเลขมากางพิสูจน์กันว่า การที่คำนวณออกมาเป็น 65 บาท 30 ปี ไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้นายทุนมากเกินไป แต่ที่รัฐบาลกำลังทำอยู่นี่คือ อะไรๆ ก็ไม่เปิดเผยไม่ว่าจะเป็น รายละเอียดการคำนวณค่าโดยสาร รายละเอียดการคาดการณ์จำนวนผู้โดยสาร รายละเอียดต้นทุนการเดินรถเมื่อเทียบกับสายอื่น หรือแม้กระทั่งรายงานการประชุมของคณะกรรมการตามมาตรา 44 ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้ เคยมีการขออย่างเป็นทางการผ่านคณะกรรมาธิการคมนาคม รวมถึงประกาศขอกลางสภาไปแล้ว แต่รัฐบาลก็เลือกที่จะไม่เปิดเผย จึงตีความได้เพียง 2 กรณี คือ (ก) ไม่มีของ หรือ (ข) มีแต่น่าเคลือบแคลง” นายสุรเชษฐ์ กล่าว
นายสุรเชษฐ์ กล่าวอีกว่า เมื่อนำประเด็นเหล่านี้มาผนวกกับปัญหาภายในของรัฐบาลเกี่ยวกับการแบ่งเค้กรถไฟฟ้าสายสีส้ม ทำให้มีการตีกันเองภายในรัฐบาลและลุกลามมายังรถไฟฟ้าสายสีเขียว กลายเป็นปัญหาซ้อนทับหนักขึ้นไปอีก ซึ่งหากยิ่งยื้อก็ยิ่งแย่ รัฐบาลต้องรีบแก้ปัญหา มิเช่นนั้น หนี้จะยิ่งบาน โดยหากได้ดำเนินการตามที่สภาฯ บอกอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ 5 กันยายน 2562 ว่าให้มีการเจรจาใหม่อย่างเปิดเผยและโปร่งใส ปัญหาคงจบไปนานแล้ว เพียงแต่รัฐบาลยังคงดื้อด้านไม่ทำตามจนถึงนาทีนี้ บีทีเอสรอไม่ไหวจึงได้ออกคลิปทวงหนี้ กทม.
“เพราะรัฐบาลไม่ตัดสินใจจนเป็นข่าวงามหน้าในโลกออนไลน์และออฟไลน์ เผยแพร่ประจานรัฐบาลกันไปทั่ว แต่ประเด็นนี้ก็ต้องระวัง ระวังการ “จับประชาชนมาเป็นตัวประกัน” คือ หากรัฐบาล และ กทม. ไม่จ่ายหนี้หรือไม่ขยายสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้า บีทีเอสอาจหยุดให้บริการ แต่ต้องไม่ลืมว่า ประเด็นหลักคือร่างสัญญาการขยายสัมปทานฉบับนี้ไม่ชอบธรรมและเนื้อหาในเรื่องผลประโยชน์ก็ไม่โปร่งใส โดยมีรัฐบาล และกทม. เป็นจำเลยหลัก เมื่อไม่นานมานี้ ก็เคยมีการจับประชาชนมาเป็นตัวประกันในความพยายามจะขึ้นราคาสูงสุดเป็น 158 บาท ต่อมาเป็น 104 บาท ตอนนี้เป็น 65 บาท ซึ่งจะทำให้ถูกกว่า ก็ทำได้แน่นอน แต่ต้องทำอย่างรอบคอบและโปร่งใส” นายสุรเชษฐ์ กล่าว
นายสุรเชษฐ์ กล่าวว่า ตนไม่เห็นด้วยกับการขยายสัญญาสัมปทานตามร่างปัจจุบัน คือ ราคาค่าโดยสาร 65 บาท 30 ปี และต้องการให้รถไฟฟ้าทุกสายกลับมาเป็นของรัฐ โดยดำเนินการโดยเอกชนซึ่งผ่านการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม ไม่ใช่การมุบมิบเจรจาโดยใช้อำนาจพิเศษหาเรื่องขยายสัญญาสัมปทานออกไปเรื่อยๆ และในกรณีนี้ได้ใช้ ม.44 หลีกเลี่ยงกฎหมายที่ คสช. เขียนให้คนอื่นใช้ แต่ตัวเองไม่ยอมใช้ ตอนนี้รถไฟฟ้าถูกแบ่งเค้กเป็นสายๆ เพื่อเจรจาเป็นรายๆ และทำการอุดหนุนแบบไร้กลไกไร้มาตรฐาน จึงทำให้ค่าโดยสารแพง มีค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน เข้าถึงยาก รวมถึงเปลี่ยนแปลงยากเพราะล็อกไว้ด้วย PPP รูปแบบที่เรียกว่า Net Cost 30 ปี ดังนั้น รัฐต้องตอบให้ตรงประเด็นในปัญหาแต่ละข้อแล้วออกมา “ดีเบตสาธารณะ” คือมาถกเถียงกันด้วยเหตุด้วยผลทีละประเด็น ไม่ใช่ต่างคนต่างพูดแล้วหาข้อสรุปไม่ได้ซึ่งประเด็นที่ต้องมาถกเถียง ได้แก่
(1) ภาพรวมในอนาคตของระบบขนส่งสาธารณะที่ไม่ได้มีแค่รถไฟฟ้า และไม่ได้มีแค่ กทม. (2) ปัญหาของรถไฟฟ้าสายสีเขียวและข้อจำกัดในปัจจุบัน (3) ทางออกของรถไฟฟ้าสายสีเขียว ซึ่งแบ่งเป็น
(3.1) รูปแบบของสัมปทาน: PPP Gross Cost vs. PPP Net Cost
(3.2) หนี้ก้อนไหน ใครควรจ่าย
(3.3) ส่วนแบ่งรายได้ของ กทม. ที่เหมาะสม
(3.4) เมื่อไหร่ควรให้สัมปทาน: 2564 vs. 2572 vs. 2585
นายสุรเชษฐ์ กล่าวว่า การขยายสัญญาสัมปทานปัจจุบัน ซึ่งจะสิ้นสุดสัมปทานในปี 2572 ออกไปอีก 30 ปี กลายเป็นสิ้นสุดในปี 2602 โดยกำหนดค่าโดยสารสูงสุดเป็น 65 บาท เป็นทางเลือกหนึ่ง แม้พรรคก้าวไกลจะไม่เห็นด้วยกับทางเลือกนี้ด้วยเหตุผลมากมาย แต่รัฐบาลก็มีอำนาจที่จะทำ ประเด็นสำคัญคือต้องทำอย่างเปิดเผยและโปร่งใส เอารายรับ รายจ่ายที่คาดการณ์ในแต่ละปีมากางดูกัน หนี้ก้อนใดรัฐบาลกลางควรจ่าย หรือให้ กทม.จ่าย หรือให้เอกชนจ่ายไปก่อนแล้วไปเอาคืนแพงๆ ในรูปแบบการขยายสัญญาสัมปทานซึ่งบวกกำไร บวกค่าดำเนินการที่อาจประมาณการมาสูงเกินจริง ประมาณการจำนวนผู้โดยสารที่อาจไม่สมเหตุสมผล รายได้จากการบริหารจัดการเชิงพาณิชย์ที่ประมาณการไว้สมเหตุสมผลหรือไม่
ส่วนแบ่งรายได้ให้ กทม. สมเหตุสมผลหรือไม่ เหล่านี้คือตัวแปรที่เปลี่ยนได้ ยกตัวอย่างเช่น หากรัฐบาลกลางมีเงินพอจะอุดหนุนหนี้ของส่วนที่โอนมาจาก รฟม. ค่าโดยสารก็จะถูกลง หรือหาก กทม. รับส่วนแบ่งรายได้น้อยลง ค่าโดยสารก็จะถูกลง เป็นต้น แต่ตอนนี้ อะไรๆ ก็ ไม่เปิดเผย จะให้เชื่อใจรัฐบาลกันอย่างเดียวเลยหรือเรื่องนี้จึงต้องมาถกเถียงกันให้จบในที่สาธารณะอย่างเปิดเผยและโปร่งใสเพื่อหาทางออก ยื้อต่อไป ไม่มีใครได้ประโยชน์ ต้องเถียงกันให้จบอย่างมีเหตุผล และเลิกจับประชาชนมาเป็นตัวประกันในการขยายสัมปทานแบบไม่ชอบธรรมไปอีก 30 ปี

