คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : น่าเสียดาย..ถ้า…

คงต้องกล่าวว่าการระบาดของ COVID-19 ระลอกล่าสุด ที่จะเรียกว่าเป็นรอบสาม รอบใหม่ รอบใดก็ช่าง เป็นเรื่องที่ “น่าเสียดาย”

โดยเป็นรอบที่การกระจายตัวของไวรัสรุนแรงมากที่สุดถึงขนาดที่เตียงในโรงพยาบาลเริ่มเต็ม สถานการณ์เหมือนหลายประเทศในช่วงปีที่แล้วนั้นเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะมันไม่ควรจะเกิดขึ้นเลย

น่าเสียดายที่หนึ่ง เพราะนี่คือการระบาดหลังจากที่เรามีประสบการณ์กับมันมาแล้วหนึ่งปีเต็มๆ นับจากการประกาศใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อวันที่ 25 มีนาคมปีที่แล้ว ในตอนที่สถานการณ์ของเราจริงๆ ก็ไม่ได้แย่เท่าในตอนนี้ แต่เราก็ใช้มาตรการยาแรงในระดับล็อกดาวน์ จนส่งผลให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจและสังคมมหาศาลตามมา จนถึงคนตัวเล็กตัวน้อยบางคนบางครอบครัวถึงกับฆ่าตัวตาย

แล้วภาครัฐได้บทเรียนอะไรมาใช้เพื่อป้องกันวันนี้บ้างหรือไม่

เพราะแม้จะหลีกเลี่ยงไม่ให้คนติดไวรัสไม่ได้ และไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ต้องยืนยันว่านี่ไม่ใช่ความผิด
ของผู้ได้รับเชื้อ แต่การระบาดและความเสียหายอาจจะไม่แพร่กระจายรุนแรงก็ได้ หากเรามีมาตรการรับมือจากทางภาครัฐที่ดีพอและจริงจังอย่างที่ควรตามท่าทีที่ได้แสดงออกมาต่อประชาชน

การแพร่ระบาดรอบใหม่นี้มาจากสถานบันเทิงย่านทองหล่อ ซึ่งมันก็ไม่น่าจะกลายเป็นคลัสเตอร์ไปได้เลย หากสถานบันเทิงนั้นและทุกแห่งได้ทำตามมาตรการที่ ศบค. ประกาศออกมาเมื่อวันที่ 22 ก.พ. 64 ที่กำหนดว่าสถานบันเทิงเปิดได้โดยต้องจำกัดจำนวนคน แสดงดนตรีและดื่มสุราได้ แต่ห้ามเต้นรำ และต้องปิดก่อน 24 นาฬิกา ซึ่งถ้าสถานบันเทิงที่ว่านี้ปฏิบัติตามมาตรการนี้จริง ต่อให้มีผู้ติดเชื้อเข้าไปใช้บริการ ก็ไม่น่าจะมีคนติดกันระนาวขนาดนี้

ซึ่งการกำกับกำชาเพื่อให้เป็นไปตามมาตรการนั้นทำกันจริงจังหรือไม่ ผู้รู้ก็รู้แก่ตนทั้งสิ้น ซึ่งก็รู้พอๆ กับเวลาเราไปร้านสะดวกซื้อ หรือห้างสรรพสินค้าที่จริงๆ ก็ควรต้องจำกัดจำนวนคนตามขนาดพื้นที่นั่นแหละ

ต่อให้เป็นกรณีที่โชคร้ายมีการแพร่ระบาดขึ้นมาก็ตาม แต่ถ้า App “ไทยชนะ” และมาตรการลงชื่อเข้าสถานที่นั้นใช้กันอย่างจริงจังมีประสิทธิภาพอย่างที่ควรจะเป็น เราก็อาจจะติดตามตัวบุคคลที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงได้ง่ายดายเพียงแค่การป้อนข้อมูลเข้าไปในฐานข้อมูลเท่านั้น ไม่ต้องสอบสวนโรคกันให้วุ่นวาย ไม่ต้องเกิดดราม่าใครจะเปิดจะปิด Timeline (และเอาเข้าจริงถ้า App ไทยชนะทำงานได้จริง การเปิดเผย Timeline ต่อสาธารณะนั้นไม่มีความจำเป็นใดๆ เลยด้วยซ้ำ เพราะระบบสามารถเลือกเตือนเฉพาะผู้ที่เสี่ยงอยู่ในพื้นที่ร่วมกับผู้ที่ติดแล้วเท่านั้นก็ได้)

เราก็รู้เท่าๆ กันถึงประสิทธิภาพประสิทธิผลของ App ไทยชนะ และก็เราทั้งหลายเช่นกันที่เคยหยิบโทรศัพท์มาส่อง QR Code แบบแก้บนโดยไม่แม้แต่ปลดล็อกเครื่อง หรือเขียนไส้เดือนกิ้งกือ หรือเซ็นชื่ออะไรก็ได้ส่งเดชลงไปในกระดาษลงชื่อเมื่อขี้เกียจหยิบโทรศัพท์ออกมา

ทั้งที่ภาครัฐมีเวลาร่วม 1 ปี ในการพัฒนาระบบนี้เพื่อสร้างการเว้นระยะห่างและการสอบสวนติดตามโรคอย่างยั่งยืน มันจึงเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย

น่าสนใจที่การระบาดครั้งนี้ ผู้ที่โชคร้ายติดเชื้อเข้าไปนั้นมีทั้งดารา นักร้อง ผู้มีชื่อเสียง และที่สำคัญคือมีข้าราชการระดับสูงทั้งฝ่ายการเมือง และฝ่ายประจำเป็นผู้ติดเชื้อด้วย ก็ราวกับเจ้าไวรัสตัวร้าย
ตบหน้าและลากไส้ผู้คนเหล่านั้นออกมาแผ่ประจานให้ชาวบ้านได้เห็น

เพราะสาเหตุที่ทำให้มันระบาดไปนี้แต่ละเรื่อง ล้วนแต่มีสาเหตุมาจากอะไรทั้งปวงที่แสนจะเป็นวัฒนธรรมแบบ “ราชการ”

“ราชการ” ที่ชี้หน้าพลเมืองราษฎรทั้งหลายว่า อย่าประมาท การ์ดอย่าตก หลีกเลี่ยงการรวมตัวกัน โดยที่พวกเขาเองไม่แม้แต่คิดจะตั้งการ์ดด้วยซ้ำ
เขายังจัดให้มีผู้คนเข้าไปแสดงความยินดีกับการได้รับประเคนตำแหน่งรัฐมนตรี ยังเตะฟุตบอลกระชับมิตร ยังรวมตัวกันจัดหลักสูตรอบรมเพื่อเสริมสายใยในหมู่ข้าราชการและเอกชนชั้นสูง (แล้วก็สั่งให้สถานศึกษาจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์) แล้วพอมีคนติดเข้าสักคนก็เหมือนระเบิดลง

แต่ที่ร้ายที่สุด คือแม้จะมีรายงานว่ามีการติดเชื้อมาจากกระบวนการเกณฑ์ทหาร ซึ่งโดยตัวของกิจกรรมเองก็เสี่ยงต่อการแพร่เชื้ออยู่แล้วโดยสภาพ แต่ทางผู้มีอำนาจตัดสินใจก็ยังยืนกรานว่าจะไม่เลื่อน ไม่ยกเลิก ไม่แม้แต่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบอะไรในช่วงที่รายงานการติดเชื้อพุ่งขึ้นเกือบวันละพันคน

สำหรับพวกเขาที่เกี่ยวข้อง การเกณฑ์ทหารคงเป็นเรื่องสำคัญเกินกว่าที่เราเข้าใจกัน สำคัญยิ่งกว่าการป้องกันระมัดระวังสุขอนามัยอันเป็นความปลอดภัยส่วนรวม และก็คาดเดาได้ทันทีว่า การปฏิรูปปรับเปลี่ยนให้เป็นระบบสมัครใจหรือยกเลิกไปนั้นคงจะยากยิ่ง เพราะขนาดไวรัสที่หยุดโลกได้เกือบทั้งใบ ยังไม่อาจแม้แต่ชะลอพวกเขาได้เลย

สิ่งที่ผู้คนที่อยู่ในอำนาจรัฐทั้งหลายที่ปรากฏออกมานั้นช่างขัดต่อท่าทีที่แสดงต่อประชาชนไว้ก่อนหน้า การติดเชื้อกันในแวดวง VIP ใหญ่น้อยทำให้เรารู้ว่าเขาใช้ชีวิตและประกอบกิจวัตรกันเยี่ยงว่า COVID-19 นี้ไม่มีอยู่จริง หรือเขามีอภิสิทธิ์พอที่ไวรัสนี้จะกล้ำกราย

เป็นการสารภาพในตัวว่า การยังรั้งยังคงมาตรการฉุกเฉินในระยะที่การระบาดลดลงเป็นศูนย์ หรือควบคุมได้แล้วนั้นก็คงไม่ได้เป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์เพื่อป้องกัน COVID-19 อะไรอย่างที่อ้างหรอก แต่เป็นไปเพื่อผลในการทำให้สามารถคง “สภาวะฉุกเฉิน” เพื่อสะดวกต่อการใช้อำนาจได้ และเพื่อจะได้มีข้อหาความผิดเอาไว้เล่นงานผู้คนคิดต่างได้เมื่อต้องการ

ภาพอันน่าขบขันน่าสังเวชที่ใคร ซึ่งไปชุมนุมคงเคยเห็น คือเมื่อเริ่มรวมตัวกันได้สักพัก ก็จะมีคุณตำรวจสองสามนายเดินถือโทรโข่งขึงขังมาประกาศว่า การชุมนุมดังกล่าวนี้เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย มีโทษดังนั้นดังนี้ ทั้งที่จับกุมผู้คนไปจากการชุมนุมก็จะต้องมีการตั้งข้อหาฝ่าฝืนต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และกฎหมายควบคุมโรค เรื่องนี้อย่าปฏิเสธกันให้ยากเลยว่าการดำเนินคดีนั้นเป็นไปตามความมุ่งหมายของกฎหมายแล้ว ก็ลองดูสถิติการดำเนินคดีก็ได้ว่าผู้ที่ถูกเล่นงานด้วยกฎหมายดังกล่าวมาจากการชุมนุม หรือการหลีกเลี่ยงมาตรการป้องกันโรคในกรณีอื่นๆ มากกว่ากัน

ง่ายๆ เลย ใครเคยเห็นตำรวจเดินถือโทรโข่งด้วยท่าทีอย่างเดียวกับที่ไปห้ามปรามผู้ชุมนุม ตระเวนไปตามย่านสถานบันเทิงกันบ้าง หรือมีการไปตรวจสถานบันเทิงว่าได้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดแค่ไหน เคยดำเนินคดีกับสถานบริการที่ฝ่าฝืนบ้างไหม เอาเฉพาะที่เป็นการดำเนินคดีก่อนที่จะกลายเป็นคลัสเตอร์ ไม่ใช่กรณีวัวหายแล้วล้อมคอกอย่างที่เพิ่งไปเล่นงานสถานบันเทิงซอยทองหล่อที่เป็นต้นเรื่องนี้

เรื่องน่าเสียดายที่สอง คือ นี่เป็นการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ในประเทศไทย ทั้งๆ ที่เป็นช่วงที่มีวัคซีนออกมาแล้วในโลกนี้โดยมีหลากหลายผู้ผลิตให้เลือก และประชาคมโลกหลายประเทศได้มีการกระจายวัคซีนนี้ให้ประชาชนในวงกว้างแล้ว จนถึงตอนนี้กว่า 700 ล้านโดส

ในขณะที่ประเทศไทยในตอนนี้ยังฉีดไปได้เพียงสามแสนโดส หรือถ้าปัดเป็นตัวเลขหลักล้าน คือ 0.3 ล้านโดสเท่านั้น

ถ้าจะแก้ตัวว่าจะเอามาตรฐานต่างชาติมาใช้ได้อย่างไร วัคซีนหายาก ประเทศไทยมีอำนาจต่อรองต่ำ จะเอาให้ได้ทันใจอย่างประเทศร่ำรวย หรือมีกำลังต่อรองคงไม่ได้ ก็ระวังคนเขาจะเอาตัวเลขมายันหน้าว่าจนถึงตอนนี้ประเทศอย่างบังกลาเทศฉีดให้ประชาชนของเขาไปแล้ว 5.5 ล้านโดส กัมพูชา 2.4 ล้านโดส หรือที่ต่ำกว่าล้าน อย่างไนจีเรียก็ 0.9 ล้านโดส ฟิลิปปินส์ 0.7 ล้านโดส

จะทำโมโหโทโสตะบึงตะบอนว่า “ผมทำดีที่สุดแล้ว” ก็… เรื่องของท่านแล้ว

การที่มีรัฐมนตรีในรัฐบาลเป็นหนึ่งในผู้ติดเชื้อและมีอาการป่วย รวมทั้งรัฐมนตรีคนอื่นและเจ้าหน้าที่ทีมงานที่เกี่ยวข้องต้องตกอยู่ในกลุ่มเสี่ยงนั้นก็เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ ทั้งเชื่อว่าคงไม่มีประชาชนคนไหนที่จะนึกสมน้ำหน้าหรือตั้งความหวังอันไม่เป็นมงคลยิ่งกว่านั้นต่อท่าน แต่ก็อยากให้ท่านทั้งหลายใคร่ครวญว่า การที่พวกท่านต้องล้มป่วยและตกเป็นกลุ่มเสี่ยงนี้ ส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากการบริหารจัดการของพวกท่านเองที่กำลังส่งผลกระทบต่อประชาชนทั้งประเทศ และผลร้ายนั้นก็ย้อนกลับเข้ามาหาตัวท่านเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ไม่ว่าวัคซีนที่ท่านฉีดจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันได้จริงอย่างที่มีผู้ตั้งครหาไว้หรือไม่ และแท้แล้วท่านได้ฉีดแล้วครบสองโดสจนมีภูมิคุ้มกันแล้วหรือเปล่า แต่ลองคิดดูเถิดว่า ถ้าท่านได้ฉีดวัคซีนเร็วกว่านี้ และวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันได้จริง ท่านก็คงไม่ต้องติดเชื้อให้เสี่ยงต่อสุขภาพ คนใกล้ชิดก็ไม่ต้องหวาดระแวงต้องกักตัว หรือถ้าฉีดครบโดสแล้ววัคซีนป้องกันไม่ได้ตามประสิทธิภาพ หรือมีผลข้างเคียง ก็จะได้รู้ว่าไม่ควรเอามาฉีดให้ประชาชน แต่หากวัคซีนป้องกันได้ดีไม่มีปัญหา ท่านก็จะได้เอาไว้เป็นผลงานตอกหน้าฝ่ายตรงข้ามให้หน้าหงายได้

แต่ไม่ว่าด้วยอะไรก็ตาม เราไม่ได้มีโอกาสที่จะได้พิสูจน์เรื่องนี้ และประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่มีโอกาสเข้าถึงวัคซีน ไม่ว่าจะจากผู้ผลิตรายใดก็ตาม อย่างที่ต่อให้มีเงินก็ฉีดไม่ได้ นอกจากใช้วิธีการฉ้อฉลลัดคิวด้วยช่องทางพิเศษ เพราะกว่าที่รัฐบาลจะยอมให้เอกชนนำเข้าวัคซีนได้เอง ก็เมื่อสถานการณ์เกือบๆ จะควบคุมไม่ได้เสียแล้ว

จึงกล่าวว่าการระบาดรอบใหม่ในครั้งนี้ เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย และเราแลกกับเวลาที่เสียไปฟรีๆ หนึ่งปีและความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมมหาศาลโดยที่ภาครัฐแทบไม่ได้บทเรียนอะไรเลย

เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องโชคร้ายที่เต็มไปด้วยคำว่า “ถ้า” ในสิ่งที่ได้เกิดขึ้นแล้วโดยไม่หวนกลับ… ถ้าเราดำเนินมาตรการรักษาระยะห่างกันอย่างจริงจังถ้าวัคซีนเข้ามาเร็วและฉีดได้ทั่วถึงกว่านี้ ถ้ารัฐจะเข้มงวดกับมาตรการในกิจการกลุ่มเสี่ยง ถ้า App ไทยชนะและทั้งหลายทั้งปวงจะปรับปรุงจนใช้งานได้จริงจังกว่านี้ ถ้าตำรวจจะเข้มงวดบังคับใช้กฎหมายป้องกันโรคกับสถานบริการมากกว่าการเอามาใช้เพื่อจัดการกับผู้ชุมนุมฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล และ… ถ้าเรามีรัฐบาลที่รับผิดชอบต่อประชาชน มาจากเลือกตั้งของประชาชนโดยแท้จริงที่ต้องยำเกรงประชาชน มากกว่าการเอาใจคนไม่กี่กลุ่มที่เป็นทุนและอำนาจหนุนหลัง

ก็ไม่รู้ว่าในอีกหนึ่งปีข้างหน้า เราจะมานั่งเสียดายกันด้วยเรื่องอะไร ว่าถ้าในวันนี้ เราได้ทำอะไรสักอย่างไป ในวันนั้นเราคง…

กล้า สมุทวณิช

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้สันธนะ เปิดโฉม ‘อ๊อด มิยาบิ’ หุ้นใหญ่คริสตัล-เอมเมอรัลด์ ถ้าอยากรู้ VIP ใคร ต้องถามรองจอก
บทความถัดไปด่วน! ‘บาส’ หนุ่มเชียงราย อดอาหารประท้วง ปล่อยแกนนำ ‘ราษฎร’ ถูกคุมตัว หมาย 112 หน้าศาลอาญา