แฟลชสปีช : ‘รวมพลัง’สร้าง‘ประชาธิปไตย’

‘รวมพลัง’สร้าง‘ประชาธิปไตย’

ถ้าคำถามยังเป็น “แนวโน้มการเมืองไทยจะเป็นไปทางไหน”

ซึ่งอาจจะมาจากพฤติกรรมของนักการเมืองไทยแสดงให้เห็นถึงความเละเทะมากขึ้นเรื่อยๆ

“นักการเมือง” ที่ถูกเรียกว่า “นักเลือกตั้ง”

อันมีความหมายไปในทาง “เก่งในการหาเสียงเลือกตั้ง เชี่ยวชาญในการทำให้ประชาชนกาบัตรลงคะแนนเสียงให้” แต่ “ไม่มีความสามารถเพียงพอที่เข้ามาบริหารจัดการประเทศ” แถมเป็นพวกที่มีภาพลักษณ์หม่นมัว ไม่เป็นที่น่าเชื่อถือในเรื่องคุณธรรมความดีกันสักเท่าไร

เมื่อมาถึงช่วงนี้ ที่ความเละเทะนั้นเห็นชัดเจนมากยิ่งขึ้น

เรื่องราวของการทำมาหากินและใช้ชีวิตเสพสุข ไม่เว้นแม้แต่สถานที่อโคจรอันสะท้อนให้เห็นถึงการดิ้นรนให้ชีวิตมีความหวังในอนาคตที่ดีกว่าของเด็กสาวที่จะไหลไปกับกระแสฟุ้งเฟ้อ

แทนที่นักการเมืองจะมองด้วยความรู้สึกตระหนักถึงความรับผิดชอบที่ไม่สามารถสร้างทางเลือกให้เด็กสาวเดินไปในอนาคตที่ดูสร้างสรรค์กว่าการใช้รูปโฉมเป็นเครื่องบริการ พวกนักการเมืองเหล่านั้นกลับนิยมชมชื่นผลพวงจากการบริหารที่เหลวแหลกนั้นเสียเอง

ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตของประเทศจาก “การระบาดของโควิด” สำนึกที่ควรจะเป็นแแบบอย่างที่ดีงาม แทบไม่มีให้เห็น

เป็นยุคสมัยที่ “นักการเมือง” เลอะเทอะ เละเทะได้อย่างเหลือเชื่อ

ดังนั้น เมื่อมีคำถามว่า “แนวโน้มประชาธิปไตยของไทยจะเป็นอย่างไร”

คำตอบน่าจะคือ หนีไม่พ้นต้องจมดิ่งไปสู่ความมืดมิดของ “การสืบทอดอำนาจเผด็จการ”

การต่อสู้ของ “เยาวชนคนหนุ่มสาวที่เอาชีวิตเข้าแลกเพื่ออนาคตที่ดีกว่าของคนรุ่นหลังจากนี้เข้าไปอีก” ต้องถอยร่นยับเยินชนิดมองไม่เห็นหนทางชนะ

ความขมขื่นรวดร้าวกับสภาพที่เป็นอยู่ของสังคมที่มองไม่เห็นอนาคต มีอยู่แต่ในใจของพวกเขาเท่านั้น ถ้าในความรู้สึกนึกคิดของนักการเมืองไม่มีสิ่งนั้นอยู่

แทบทั้งหมดคิดถึงแต่การแสวงหาอำนาจให้ตัวเอง เพื่อจะให้เสพสุขกับโอกาสที่ความเริงรมย์มาพร้อมกับชีวิตที่ไม่มีทางออกอื่นของคนหนุ่มสาว

พวกเขาไม่เคยถามว่า “วาสนาจะอยู่กับนักเลือกตั้งแบบนี้ให้ได้ยาวนานหรือ”

ทั้งที่หากย้อนคิดสักนิด คำตอบนั้นชัดเจนอยู่แล้วว่า “นักการเมือง” ถูกทำลายภาพลักษณ์ให้ประชาชนสิ้นศรัทธามาตลอด

ยิ่ง “นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน” เสื่อมถอยไปในศรัทธามากเท่าไร

ความชอบธรรมสำหรับ “กลุ่มอำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชน” จะมีมากขึ้นเท่านั้น

ก่อนหน้านี้ แม้ “การสืบทอดอำนาจ” จะถูกจัดการให้แข็งแกร่งขึ้น ในระดับมี “กฎหมายสูงสุดของประเทศ” เป็นเครื่องมือ

แต่เสียงเรียกร้อง “ประชาธิปไตย” อันหมายถึงความเชื่อมั่้นใน “นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง” ยังดังกระหึ่ม ไม่ว่าจะมีอำนาจกำหนดเกมการเมืองแค่ไหน แต่ถึงที่สุดแล้ว “ผลการเลือกตั้ง” ยังออกมาในทางท้าทายอย่างยิ่ง ว่าอำนาจที่มีกลไกทุกอย่างเอื้อให้นั้น ต้านทานพลังประชาชนที่เป็น “อำนาจที่แท้จริง” ได้แค่ไหน

แต่ถึงวันนี้ “ศรัทธาประชาชน” ต่อ “ประชาธิปไตย” ที่มีนักการเมืองเป็นตัวแทน เสื่อมทรุดหนักลงไปอีก จากการกระทำของนักการเมืองเอง

น่าแปลกประหลาดที่สุด ที่ “นักการเมือง” ส่วนใหญ่ทั้งรู้ทั้งเห็นว่า “อำนาจประชาชน” กำลังถูกกระทำอย่างรุนแรง พวกเขากลับเห็นดีเห็นงามที่จะประพฤติในทางที่ทำให้ประชาชนเอือมระอา

เหมือนอยู่กับความฝันว่า “เศษเสี้ยวของอำนาจที่ได้รับแบ่งสรรมาจากกลุ่มผู้ไม่อยากยึดโยงกับประชาชน” เป็นอำนาจที่ยั่งยืน

ในความละเมอเพ้อพก อันเป็นผลจากผลประโยชน์เฉพาะหน้าที่ได้รับการแจกจ่ายให้ นักการเมืองเหล่านี้กลับมืดบอดจนมองไม่เห็นอนาคตข้างหน้าที่อยูู่ไม่ไกลนัก

ในคำถามที่ว่า “แนวโน้มการเมืองจะเป็นอย่างไร”

คำตอบคือ “ผู้มาจากประชาชน” จะถูกเขี่ยให้พ้นเวทีมากขึ้น

ไม่เพียงไม่มีการแก้รัฐธธรรมนูญ เพื่อตัด “นักการเมืองที่เสวยวาสนาจากการรอรับการแต่งตั้ง” ออกไป แต่ “คนที่จะมาจากการเลือกตั้งจะถูกความเสื่อมศรัทธาเขี่ยตกเวทีไปด้วย”

แนวโน้ม “ใครจะมาแทนที่”

ทุกอย่างเหมือนเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว “รวมพลัง” เพื่อ “สร้างชาติ” ในความหมายที่ไม่เกี่ยวกับ “นักการเมืองที่เสื่อมจากศรัทธาไปเรื่อยๆ” ทั้งหลายนี้มีร่องรอยว่าจะเกิดขึ้นอย่างมีเป็นจังหวะ

ทุกอย่างเหมือนถูกวางแผนไว้แล้ว

เว้นเสียแต่ว่าประชาชนพอที่จะ “สร้างชาติ” ด้วยมือตัวเอง ไม่ต้องรอให้ใครมา “รวมพลัง”

สร้างชาติที่เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง เพื่ออนาคตที่ดีได้ในแผ่นดินนี้

การ์ตอง

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ที่เห็นและเป็นไป : ‘มีอยู่หรือ’ช่วยตอบที
บทความถัดไปเก๋งซิ่งหลบจยย.เสียหลัก ระทึกหมุนชนท้ายรถบรรทุกแก๊สพังยับ คนขับเจ็บสาหัส (คลิป)