‘ดร.เดวิด’ เปิดใจ สิ่งที่พูดวันนี้ เหมือนที่พูดมา 10 ปีแล้ว เผยสถานทูตสหรัฐเคยแจ้ง ‘ตร.กำลังสืบสวนคุณ’ รับมีมหา’ลัยทาบทาม
เมื่อวันที่ 17 เมษายน สืบเนื่องกรณี ดร.เดวิด สเตร็คฟัสส์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์การเมืองและอดีตผู้อำนวยการโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษา CIEE ซึ่งเป็นโครงการร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่นนานว่า 27 ปี ถูกมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ยกเลิกการจ้างงานเมื่อ 18 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาซึ่งมีผลให้วีซ่าสิ้นสุดลงในวันที่ 18 มีนาคมนี้ ต่อมา บมจ.บัฟฟาโล่ เบิร์ด โปรดักชั่นส์ ซึ่งบริหารเว็บไซต์ ‘เดอะ อีสาน เรคคอร์ด’ ว่าจ้างดร.เดวิด ในฐานะผู้ประสานระหว่างประเทศและยื่นขอใบอนุญาตทำงานซึ่งล่าสุดอยู่ในขั้นตอนของกองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 4 ซึ่งมีการสอบปากคำพนักงานบริษัทแล้ว 3 ครั้ง แต่ยังไม่มีความคืบหน้า โดยเกิดกระแสการตั้งคำถามว่าอาจเกี่ยวข้องกับประเด็นการเมืองหรือไม่
ดร.เดวิด กล่าวกับผู้สื่อข่าว ‘มติชน’ ว่าหากการดำเนินการดังกล่าวไม่เป็นผล ในวันจันทร์ที่ 19 เมษายน จะยื่นขอวีซ่าแต่งงาน เนื่องจากมีภรรยาเป็นคนไทย ก่อนหน้านี้เคยคุยกับครอบครัวนานแล้ว แต่ไม่ได้คิดว่าจะทำ เพราะตนก็ทำงานในประเทศไทยมาตลอดหลายสิบปี อย่างไรก็ตาม หากใช้วิธีนี้ แม้ได้วีซ่าแต่งงาน แต่ก็ไม่มีใบอนุญาตทำงาน ส่วนการเปลี่ยนสัญชาติ เป็นเรื่องยากมาก และไม่เคยคิด เพราะไม่อยากสาบานในสิ่งที่รู้สึกว่าสาบานไม่ได้ หลังเกิดเหตุการณ์นี้ มีโรงเรียนเอกชน และมหาวิทยาลัยอื่นติดต่อมาบ้าง แต่ขอยังไม่บอกชื่อ เพราะยังไม่มีอะไรเป็นทางการ
“หลังเกิดเรื่อง ก็มีคนใจดีมาติดต่อ ที่หนึ่งเป็นโรงเรียนเอกชน อีกแห่งหนึ่งเป็นมหาวิทยาลัย สำหรับความคิดจะไปหางานประเทศอื่นนั้น ผมรู้สึกจงรักภักดีกับพื้นที่ที่อยู่ อยากอยู่เมืองไทย ชีวิตผมอยู่ที่นี่ มีบ้านอยู่ที่นี่ แต่เมื่อไม่ได้เป็นคนสัญชาติไทย การจะเป็นผู้อยู่อาศัยถาวรมันยาก สมัยก่อนวีซ่าแต่งงานก็ทำยากมาก ช่วงหลังก็เปิดมากขึ้น ดีขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ยังเป็นกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งในประเทศไทยที่ชีวิตไม่แน่นอนเท่าไหร่ อาจมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่จะส่งผลกระทบต่อสถานะทางกฎหมาย ผมก็เป็นกังวลเรื่องนี้ตลอด สำหรับทางมหาวิทยาลัยขอนแก่น ตอนที่ผมขอวีซ่าเมื่อเดือนสิงหาคม 2563 คิดว่าจะรื้อฟื้นโปรแกรมเก่าหลังจากโควิด มีการรักษาสถานะไว้ เพราะเขาอยากมีนักศึกษานานาชาติมาเรียน แต่ตอนนี้ ไม่มีวี่แววว่านักศึกษาต่างชาติจะกลับมา จึงไม่มีเหตุผลที่จะพยายามพูดคุยกับ มข . เพราะผมก็ไม่ได้เป็นประโยชน์อะไรกับเขาในสถานะอื่นที่อาจจะดึงนักศึกษามาเรียน เขาก็คงไม่สนใจอยู่ดี แล้วจะรักษาผมไว้ทำไม” ดร.เดวิดกล่าว
ดร.เดวิดกล่าวด้วยว่า ในระยะเวลา 10 ปีมานี้ มีผู้แจ้งว่าตนกำลังถูกสืบสวน โดยครั้งหนึ่งสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาฯ ยังเคยแจ้งข้อมูลในลักษณะเดียวกัน แต่ตนไม่ได้คิดอะไร
“ใน 10 ปีที่ผ่านมา มีคนบอกตลอดว่า มีคนกำลังสอบสวนคุณนะ แต่ผมไม่ได้คิดอะไร ครั้งหนึ่งสถานทูตอเมริกาเคยติดต่อมาบอกว่า ตำรวจเพิ่งบอกเขาว่ากำลังสืบสวนผม ก็จะมีอะไรอย่างนี้เรื่อยๆ ส่วนที่มีคนมาขอให้เขียนบทความเกี่ยวกับมาตรา 112 เพราะผมเคยติดตามเรื่องนี้ ซึ่งก็เป็นการให้เกียรติผม และสิ่งที่พูดในวันนี้ ผมก็พูดมาตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว” ดร.เดวิดกล่าว
เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงประเด็นที่ ดร.เดวิดเข้าร่วมกิจกรรมเกี่ยวกับอัตลักษณ์อีสานเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยมีตำรวจเข้าสังเกตการณ์ ซึ่งหลังจากนั้นไม่กี่วันจึงได้รับแจ้งว่า จะมีการยกเลิกสัญญาจ้างโดยมหาวิทยาลัยขอนแก่นนั้น ดร.เดวิดกล่าวว่า งานดังกล่าวเป็นเพียงการพบปะรวมตัวของคนหลากหลายกลุ่มในภาคอีสาน เช่น นักเขียน ศิลปิน นักกิจกรรมสายก้าวหน้าที่เห็นด้วยกับประชาธิปไตย แอลจีบีที เอ็นจีโอ และชุมชนต่างๆ บางส่วนไม่เคยพบหรือรู้จักกันแต่อย่างใด เช่น นักศึกษาอีสานซึ่งไปชุมนุมประท้วงที่แล้วเจอกันที่กรุงเทพ ไม่ได้รู้จักกันที่อีสาน ตนในฐานะชาวต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทย รวมถึงเพื่อนในแวดวง ก็มีความเป็นห่วงถึงสถานการณ์ในไทยมาตั้งแต่รัฐประหารเมื่อ พ.ศ.2557
“ในภาพรวม คนที่เป็นแบบผม ทั้งเอ็นจีโอ อาจารย์ ก็สนใจและเป็นห่วงสถานการณ์ในไทยมาตั้งแต่รัฐประหารอยู่แล้ว เท่าที่เห็นในแวดวงเพื่อนๆ มี 2 อย่าง คือ 1. มองว่านักศึกษามีความกล้าหาญ ให้กำลังใจ 2. รู้สึกเป็นห่วงการศึกษา และผิดหวังกับคนที่มีอำนาจในกรุงเทพฯ ซึ่งไม่ประนีประนอม ด่าอย่างเดียว ทั้งยังด่าครูอาจารย์ และรังแกด้วย สำหรับสถานการณ์ของผม เขาบอก นายสั่ง ถามว่านายไหน ก็ไม่รู้บอกแต่นายสั่ง และมีนายที่สูงกว่านั้นสั่ง ไม่รู้ใคร เป็นการรังแกที่เห็นมาตลอดอยู่แล้ว ทั้งกับนักศึกษาเองก็ตาม” ดร.เดวิดกล่าว
ดร.เดวิดกล่าวว่า สำหรับพัฒนาของสังคมไทย ย้อนไปเมื่อราว 40 ปีที่แล้ว ตนเคยเป็นประธานหน่วยสันติภาพอเมริกา ได้ใช้ชีวิตและสอนหนังสือให้นักเรียนในชนบทซึ่งมีฐานะยากจน ไม่กล้ามีความฝัน แต่ปัจจุบันเยาวชนมีความกล้าหาญ และกล้าฝัน
นับว่าเป็นตัวชี้วัดที่ดีว่าสังคมกำลังดีขึ้น แต่กลุ่มอนุรักษนิยมกลับไม่เอาด้วย เยาวชนเหล่านี้เรียนรู้ด้วยตัวเอง มีความเข้าใจในเรื่องต่างๆมากขึ้น โดยไม่ได้มาจากการศึกษาในโรงเรียน ซึ่งการศึกษาแบบไทยชาตินิยมมากเกินไป ตนก็ส่งลูกไปเรียนที่สหรัฐอเมริกา
“แต่ก่อน ผมเคยอยู่แบบบ้านนอกจริงๆ เห็นนักเรียนที่ไม่กล้ามีความฝัน นั่นคือเมื่อ 40 ปีที่แล้ว แต่วันนี้ เยาวชนเริ่มกล้าที่จะฝัน ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่ดี ว่าสังคมกำลังดีขึ้น แต่พวกอนุรักษ์นิยมไม่เอาเลย ไม่ให้เลย ซึ่งน่าเสียดาย ความหวังที่ประเทศไทย 88 ปีตั้งแต่เป็นประชาธิปไตยมา อาจจะเริ่มมีประชาธิปไตยที่แท้จริง แต่พวกอนุรักษ์นิยมก็ทำลายเขาหมด” ดร.เดวิดกล่าว
ทั้งนี้ ดร.เดวิด สเตร็คฟัสส์ เป็นนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์การเมือง ช่วงหลายปีที่ผ่านมา แสดงความเห็นทางการเมืองผ่านสื่อมวลชนต่างประเทศและไทยบ่อยครั้ง ส่วนใหญ่เป็นประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน มีงานวิชาการโดยเฉพาะด้านการเมืองประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน มีบทความและหนังสือตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์ระดับโลก โดยหนังสือที่ได้รับการยอมรับอาทิ หนังสือ Truth on Trial in Thailand ซึ่งเป็นหนังสือเกี่ยวกับการเมืองไทย วิพากษ์วิจารณ์ปัญหาความไร้เสถียรภาพทางการเมือง การใช้ความรุนแรงในทางการเมือง ปัญหาสิทธิเสรีภาพหลังจากการรัฐประหารของทหารในปี 2006 ปัญหาความอยุธรรมทางกฎหมายของไทยในโลกสมัยใหม่ ซึ่งตีพิมพ์กับ สำนักพิมพ์ Routledge ใน 2011
จบปริญญาเอก ด้าน Southeast Asian History จาก University of Wisconsin-Madison ประเทศสหรัฐ เขียนบทความด้านการเมืองตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษของไทย รวมถึงนิตยสารและหนังสือพิมพ์ ระดับโลกอย่าง The Wall Street Journal, และ The New York Times.

