เมื่อวันที่ 18 เมษายน นายเพชรวรรต วัฒนพงศศิริกุล รองประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.) การศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า กรณีอดีตพระเถระทั้ง 5 รูป ได้ประกอบพิธีเจริญชัยมงคลคาถาที่พระอุโบสถวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร และได้อธิษฐานครองผ้าไตรจีวรรับเข้าหมู่สงฆ์ตามหลักพระธรรมวินัย โดยประกอบด้วยอดีตพระพรหมสิทธิ, อดีตพระราชกิจจาภรณ์, อดีตพระราชอุปเสณาภรณ์, อดีตพระศรีคุณาภรณ์ และอดีตพระครูสิริวิหารการ ซึ่งมีคณะสงฆ์วัดสระเกศฯ เข้าร่วมพิธีนั้น มีการเผยแพร่ข่าวอย่างกว้างขวาง ทั้งนี้ยังมีการเชื่อมโยงกับคณะกรรมาธิการ(กมธ.) การศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา สำนักงานพุทธศาสนาที่อาจจะมีการออกมาแถลงข่าวโต้ตอบกันไปมา
นายเพชรวรรต กล่าวว่า การแถลงข่าวโต้ตอบกันไปมาว่าถูกต้องหรือไม่ ทุกคนล้วนเป็นอุบาสกอุบาสิกา ตามธรรมเนียมโบราณนานมา จะให้ความเคารพผู้ถือศีลสูงกว่า การเป็นผู้ใหญ่ยิ่งจะต้องรู้จักกาลเทศะ ขณะนี้ควรให้เกียรติมหาเถรสมาคม ผู้ปกครองสงฆ์ ที่จะเป็นผู้ชี้ผิดถูกตามหลักพระธรรมวินัย โดยขณะนี้ได้ผ่านกระบวนการทางกฎหมาย เป็นไปตามกรอบของบ้านเมืองไปแล้ว แต่กรอบของพระธรรมวินัยพระสงฆ์จะเป็นผู้รู้ดีที่สุด ว่า อดีตพระเถระคดีเงินทอนวัดทั้ง 5 จะต้องสึกหรือลาสิกขา เพราะกรอบของกฎหมายในพ.ร.บ.คณะสงฆ์ ได้เขียน คำว่า “สึก” และ “สละสมณเพศ” แยกขาดออกจากกัน ทั้งนี้ต้องเข้าใจการทำงานของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) ที่ถูกกดดันจากทุกฝ่าย แต่ด้วยอำนาจหน้าที่ไม่อาจจะสามารถมาชี้พระสงฆ์ถูกหรือผิดได้ ที่ผ่านมาสำนักพระพุทธก็ได้นำเสนอ เรื่องการกลับมาห่มผ้าเหลืองได้หรือไม่ได้นั้น ต่อมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 22/2563 มติที่ 541/2563 แต่มหาเถรสมาคมยังไม่ชี้ว่าถูกหรือผิด เพียงแต่รับทราบว่า มีเหตุการณ์และมีการนำเสนอต่อที่ประชุม ทั้งนี้ ตนในฐานะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร ได้มีการรับเรื่องร้องทุกข์เรื่องนี้จากหลายฝ่าย คณะกรรมาธิการได้ศึกษาและสรุปในประเด็นข้อกฎหมายและพระธรรมวินัยโดยได้สรุปเป็นรูปเล่มแล้ว โดยจะนำยื่นต่อนายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีซึ่งกำกับพศ.ต่อไป

