“อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตฯ” ร้องกมธ.กฎหมาย หลังถูกกล่าวหาแทรกแซงพิจารณาคดี ลั่นขอครั้งนี้เป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายในการสั่งย้ายผู้พิพากษา เพื่อผู้พิพากษาไม่เกิดความหวั่นไหวจากการปฏิบัติหน้าที่-ศาลจะได้เป็นที่พึ่งสุดท้ายของปชช.อย่างแท้จริง
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 22 เมษายน ที่รัฐสภา นายปรเมษฐ์ โตวิวัฒน์ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ยื่นหนังสือถึงนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กรณีถูกร้องเรียนกล่าวหาว่าเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงการพิจารณาคดี
โดยนายปรเมษฐ์ กล่าวว่า วันนี้ตนมาใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากตนเป็นผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนคดีของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 หมายเลขดำที่ อท.84/2563 ระหว่างนายประหยัด พวงจำปา โจทก์ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ จำที่ 1 น.ส.สุภา ปิยะจิตติ จำเลยที่ 2 และนายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ จำเลยที่ 3 โดยในวันที่ 23 มีนาคม น.ส.สุภา ยื่นคำร้องขอให้โอนสำนวนคดีดังกล่าว โดยขอให้ส่งคำร้องไปยังประธานศาลฎีกา เพื่อมีคำวินิจฉัยให้โอนคดีของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 หมายเลขดำที่ อท.84/2563 และคดีหมายเลขดำที่ อท.64/2563 ไปยังศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง โดยตนซึ่งเป็นผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง
นายปรเมษฐ์ กล่าวต่อว่า ตนถูกกล่าวหาว่าเข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงในการพิจารณาคดี โดยเมื่อวันที่ 25 มีนาคม สำนักงานศาลยุติธรรมได้มีคำสั่งให้ตั้งคณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงตน ซึ่งตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 70 และประกาศของคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม ข้อ 4 ข้อ 6 และข้อ 9 เมื่อแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วต้องให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาเข้าชี้แจงข้อเท็จจริงก่อน แต่กรณีของตนจนถึงปัจจุบันนี้ตนยังไม่ทราบว่าข้อเท็จจริงใดที่ถูกร้องเรียน และไม่ทราบว่าถูกใครร้องเรียน เป็นการทราบแค่ภายในว่าไปทำคดี นอกจากนี้ยังถูกสำนักงานศาลยุติธรรมมีคำสั่งย้ายด่วนตนให้ไปช่วยราชการในตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งตนได้ทำหนังสือขอความเป็นธรรมส่งไปยังประธานศาลฎีกาและคณะกรรมการศาลยุติธรรม แต่ไม่ได้รับฟังความร้องของตนแต่อย่างไร และคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงยังไม่ได้ให้โอกาสตนเข้าชี้แจง

นายปรเมษฐ์ กล่าวอีกว่า โดยวันที่ 7 เมษายน เจ้าหน้าที่ได้นำหนังสือให้ตนย้ายไปช่วยราชการมาเสนอ ซึ่งในหนังสือบอกว่าต้องมอบหมายงานให้เสร็จ แต่ผอ.ศาลและเลขานุการมาบอกให้ตนรีบออกจากศาล เนื่องจากผู้บริหารในศาลยุติธรรมจากส่วนกลางมาบอก ซึ่งตนถามว่าใครแต่ผอ.ก็ไม่กล้าบอก นี่เป็นครั้งแรกที่มีการย้ายและมาบอกให้รีบออกจากศาลแม้แต่จำเลยในคดีอาญา ศาลยังให้จำเลยต่อสู้คดีได้เต็มที่เพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลย และในคดีแพ่ง คู่ความยังต้องทราบประเด็นข้อพิพาทที่ฟ้องร้องกัน เพื่อเปิดโอกาสให้คู่ความได้เปิดพยานหลักฐานข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย
“ผมขอให้ครั้งนี้เป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายในการสั่งย้ายผู้พิพากษาในศาลยุติธรรมเช่นนี้ เพื่อให้ผู้พิพากษาในศาลยุติธรรมไม่เกิดความหวั่นไหวจากการปฏิบัติหน้าที่ในการพิจารณาพิพากษาจะได้มีความเป็นอิสระอย่างแท้จริงตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ศาลจะได้เป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนอย่างแท้จริง” นายปรเมษฐ์ กล่าว
ด้าน นายสิระ กล่าวว่า เนื่องจากฝ่ายตุลาการมี พ.ร.บ.ของฝ่ายตุลาการ การที่ตุลาการออกระเบียบมาตั้งแต่ปี 2544 นั้น ใช้แล้วมีปัญหาปล่อยให้มีการแทรกแซงการทำงานของตุลาการหรือไม่ และ พ.ร.บ.ตุลาการ ไปละเมิดสิทธิมนุษยชนและขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ หากเป็นเรื่องจริงที่คณะกรรมการไม่เชิญผู้ถูกร้องมาชี้แจง และดุลยพินิจในการออกคำสั่งเป็นการให้ความยุติธรรมโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ กมธ.จะนำเรื่องเข้าพิจารณาศึกษาว่าทำเช่นนี้ได้หรือและขอมติว่าจะเชิญใครมาบ้าง เช่นคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง คนที่แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง รวมถึงคณะกรรมการตุลาการ ตนจะนำเรื่องนี้มาพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ และนำเรื่องนี้มาศึกษาปฏิรูปและปรับแก้พ.ร.บ.ตุลาการ ซึ่งจะทำให้เกิดประโยชน์กับประชาชนและตุลาการทั้งประเทศ

