วิโรจน์ แจง ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนโควิด-19 หลังถูกตั้งข้อสงสัยต่อเนื่อง
เมื่อวันที่ 23 เมษายน นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ที่มีบทบาทในการวิพากษ์วิจารณ์การบริหารจัดการด้านวัคซีนของรัฐบาลมาอย่างต่อเนื่อง โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ เล่าเรื่องการฉีดวัคซีน ยืนยันว่า ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน หลังถูกโซเชียลตั้งคำถาม โดย ระบุว่า
ผมยังไม่ได้ฉีดวัคซีนโควิด-19 นะครับ
จริงๆ แล้วผมอยากจะใช้พื้นที่ Social Media ของผมในการเสนอแนะแนวทางในการบริหารจัดการวัคซีน และการควบคุมการระบาดมากกว่า เพียงแต่ว่าจนถึงปัจจุบันยังมีคำถาม และข้อสงสัยเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ของผมมาเป็นระยะๆ ผมจึงขออนุญาตใช้พื้นที่นี้ ชี้แจงสั้นๆ ในประเด็นดังกล่าวนะครับ
เรื่องการฉีดวัคซีนโควิด-19 ของ ส.ส. นั้น เริ่มต้นจากเมื่อวันที่ 9 เม.ย. 64 สภาผู้แทนราษฎร ได้ส่ง SMS อย่างเป็นทางการมายัง ส.ส. ทุกคน โดยระบุว่า ส.ส. ท่านใดประสงค์ที่จะฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้ไปลงชื่อได้ที่ Google Form ที่แนบลิงก์มาครับ และให้ไปรับการฉีดวัคซีนได้ที่สถาบันบำราศนราดูร ได้ตั้งแต่วันที่ 16-30 เม.ย. 64
เมื่อผมได้รับ SMS อย่างเป็นทางการจากสภา ผมก็ได้ลงทะเบียนที่ Google Form ตามลิงก์ที่แนบมา เพื่อให้ความร่วมมือกับทางสภาผู้แทนราษฎร
ที่ Google Form จะมีการสอบถาม ส.ส. ว่า จะเดินทางไปฉีดวัคซีนด้วยตนเอง หรือจะเดินทางไปกับรถตู้ที่สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจัดให้ แล้วก็ให้ ส.ส. ระบุวันที่ ที่จะไปเข้ารับการฉีดวัคซีน โดยที่ไม่มีช่องให้ ส.ส. ติ๊ก “สละสิทธิในการรับการฉีดวัคซีน”
ที่เป็นเช่นนี้ ผมเชื่อว่าสภาผู้แทนราษฎร คงต้องการที่จะสื่อสารให้ ส.ส. ทุกๆ คนทราบว่า การฉีดวัคซีนเป็นเรื่องที่จำเป็น และต้องการขอความร่วมมือจาก ส.ส. ให้เข้ารับการฉีดวัคซีนโดยไม่ล่าช้า เนื่องด้วย ส.ส. แต่ละท่าน จะมีภารกิจในการลงพื้นที่พบปะ รับฟังปัญหาจากประชาชนตามชุมชนต่างๆ ตลอดจนรับเรื่องร้องเรียนต่างๆ จากประชาชนหลากหลายกลุ่ม ซึ่งหาก ส.ส. ติดเชื้อโควิดขึ้นมา ก็มีโอกาสสูงมากที่จะเป็นผู้แพร่เชื้อไปสู่ประชาชนได้
อย่างกรณีที่เกิดขึ้นที่ จ.พังงา ที่ ส.ส. พร้อมครอบครัวได้ลงพื้นที่ทำกิจกรรมเพื่อสังคม ซึ่งเป็นการปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. ตามปกติ แม้ว่าในกรณีนี้ จะเป็น ในกรณีนี้แม้ว่าผู้ที่ติดเชื้อโควิดจะเป็นคุณแม่ของ ส.ส. และผลการตรวจรอบแรกของตัว ส.ส. จะเป็นลบ แต่ยังคงต้องตรวจซ้ำอีกครั้งในอีก 7 วันข้างหน้า ถ้าหากพบว่าติดโควิดขึ้นมา ก็อาจสร้างความโกลาหลให้กับประชาชนในชุมชนต่างๆ เป็นวงกว้างได้ เพราะโดยหน้าที่แล้ว ส.ส. มักมีภารกิจที่ต้องพบปะกับประชาชนตามชุมชนต่างๆ อยู่แล้ว
และถ้า ส.ส. ที่ติดโควิด แต่ไม่รู้ตัว เพราะยังไม่แสดงอาการ เดินทางมาร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎร แล้วไปติด ส.ส. คนอื่นๆ และพอ ส.ส. เหล่านั้นกลับไปสู่ภูมิลำเนาของตน และลงพื้นที่ไปพบปะประชาชน การแพร่ระบาดใหญ่ไปสู่ทุกภูมิภาค ก็อาจจะเกิดขึ้น
นี่จึงน่าจะเป็นสาเหตุที่ สภาผู้แทนราษฎรได้กำหนดให้ ส.ส. มาฉีดวัคซีนโควิด-19 ในช่วงวันที่ 16-30 เม.ย. 64 ครับ
อีกสาเหตุหนึ่งที่ Google Form ไม่มีช่องให้ติ๊ก “สละสิทธิไม่ประสงค์ฉีดวัคซีน” ผมเชื่อว่า ถ้าหากมีช่องให้ติ๊ก “สละสิทธิไม่ประสงค์ฉีดวัคซีน” ก็อาจจะเป็นการลดทอนความเชื่อมั่นของประชาชนในการเข้ารับการฉีดวัคซีนได้ ซึ่งอาจจะเป็นอุปสรรคต่อการรณรงค์ เพื่อเร่งฉีดวัคซีน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้กับประเทศได้
ยืนยันว่ากำหนดการในการฉีดวัคซีน ที่ถูกกำหนดขึ้นในวันที่ 16-30 เม.ย. 64 ส.ส. ไม่ได้เป็นผู้กำหนด เข้าใจว่าผู้ที่กำหนดน่าจะเป็นกระทรวงสาธารณสุข โดยมีการหารือกับทางสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งผู้ที่จะชี้แจงเกี่ยวกับกำหนดการดังกล่าวนี้ ได้ดีที่สุด น่าจะเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และประธานสภาผู้แทนราษฎรครับ
สำหรับในกรณีของผม เมื่อผมทราบว่า กำหนดการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในวันที่ 16-30 เม.ย. 64 ยังไม่ใช่การขอความร่วมมืออย่างจริงจัง ผมจึงตัดสินใจเลื่อนการฉีดวัคซีนของผมออกไปก่อน และพยายามทำ Social Distancing และสวมใส่หน้ากากอนามัยอย่างเคร่งครัดที่สุด เท่าที่จะทำได้ แต่อย่างไรก็ตามหากมีการขอความร่วมมือมาจากกระทรวงสาธารณสุข หรือสภาผู้แทนราษฎร ผมยืนยัน ผมก็ยินดีที่จะให้ความร่วมมือ โดยจะไปเข้ารับการฉีดวัคซีนโดยทันที และพร้อมทำตามระเบียบที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด ไว้ทุกประการ
ล่าสุดเมื่อวันที่ 20 เม.ย. สภาผู้แทนราษฎร ก็ได้ส่ง SMS ถึง ส.ส. ทุกคน อีกข้อความหนึ่ง โดยย้ำว่าสถาบันบำราศนราดูร จะจัดฉีดวัคซีนให้เฉพาะ ส.ส. เท่านั้น ตั้งแต่วันที่ 16-30 เม.ย. เมื่อได้รับ SMS ย้ำมากอีกครั้ง ผมก็เข้าใจว่า นี่อาจจะเป็นการคำสั่ง หรือเป็นการขอความร่วมมืออย่างจริงจังให้ ส.ส. ทุกคนไปฉีดวัคซีน แต่เมื่อสอบถาม และรับทราบมาว่า ยังเป็นกำหนดการที่ยังสามารถเลื่อนได้ ผมก็เลยยืนยันที่จะชะลอการฉีดวัคซีนของผมออกไปก่อน
ผมยืนยันว่า ณ วันนี้ การฉีดวัคซีน ไม่ได้เป็นการฉีดเพื่อป้องกันตนเองเท่านั้น แต่เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมร่วมกัน เพราะเมื่อการฉีดวัคซีนเกิดขึ้นอย่างครอบคลุมเพียงพอ การระบาดของโรคก็จะถูกควบคุมให้อยู่ในวงจำกัด ไม่แพร่กระจายเป็นวงกว้างอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 ก็จะมีอาการไม่หนัก และจะไม่เป็นภาระแก่ระบบสาธารณสุขของประเทศที่หนักจนเกินไป
สำหรับผม หากมีการขอความร่วมมือมาเมื่อไหร่ ขอให้สั่งการมา ผมพร้อมไปฉีดโดยทันที อย่างไม่มีเงื่อนไขแน่นอนครับ และยืนยันว่า แม้ว่าการกระจายความเสี่ยงในการจัดหาวัคซีนของรัฐบาลจะมีข้อบกพร่องก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาอย่างรอบด้านแล้ว ทั้งในมุมของตนเอง และในมุมของสังคม การฉีดวัคซีน ย่อมดีกว่าการไม่ฉีดครับ
อย่างไรก็ตาม ในเมื่อผมได้ลงทะเบียนที่ Google Form ไปแล้ว ผมจึงถือโอกาสไปสังเกตการณ์การฉีดวัคซีนที่สถาบันบำราศนราดูร ในวันที่ 16 เม.ย. ที่ผ่านมา และได้มีการจับเวลาที่ใช้ในการฉีดวัคซีน และพบว่าเมื่อหักลบเวลาสังเกตการณ์หลังรับการฉีดวัคซีน 30 นาที ไปแล้ว การฉีดวัคซีนให้กับผู้รับวัคซีน 1 คน จะต้องใช้เวลาประมาณ 13-15 นาที ประกอบกับการสอบถามผู้เข้ารับการฉีดวัคซีนอีกหลายท่าน ทำให้ผมเชื่อว่ายังสามารถปรับปรุงกระบวนการในการฉีดวัคซีน ให้เร็วกว่าที่เป็นอยู่ โดยที่สามารถลดภาระของบุคลากรให้น้อยลงกว่านี้ได้ อาทิเช่น
– ระบบการจองคิวฉีดวัคซีนผ่านระบบ Online ที่ผู้เข้ารับการฉีดวัคซีนต้องเลือกช่วงเวลา เช่น 09.00-10.00, 10.00-11.00, 11.00-12.00, 13.00-14.00, …, 16.00-17.00 เป็นต้น
– ระบบ Checklist เพื่อให้ผู้ที่ประสงค์จะเข้ารับการฉีดวัคซีนตรวจสอบความพร้อมของตนเองผ่านระบบ Online ด้วยตนเองที่บ้าน ก่อนที่จะเดินทางมาฉีดวัคซีนตามคิวที่ได้นัดหมายไว้
– การจัดระบบแถวคอย (Queuing System) แบบ 1 แถวคอย หลายสถานีบริการ โดยมีประยุกต์ใช้อุปกรณ์ที่ให้ผู้เข้ารับการฉีดวัคซีนได้บริการตนเอง ผ่านระบบอัตโนมัติ เพื่อลดภาระแก่บุคลากรให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็น การลทะเบียนด้วยตนเองโดยระบบคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อข้อมูลไปยังไมโครชิปในบัตรประชาชน การชั่งน้ำหนัก และวัดความดันโลหิต ด้วยตนเอง โดยมีเครื่องพิมพ์ผลอัตโนมัติบริการ จากนั้นจึงกระจายผู้เข้ารับการฉีดวัคซีน ไปยังสถานีบริการฉีดวัคซีน โดยอาจจะมีการซักประวัติซ้ำในเฉพาะประเด็นที่มีความสำคัญ ก่อนที่จะฉีดวัคซีน แล้วให้ผู้บริการไปนั่งพักเพื่อสังเกตอาการเป็นระยะเวลา 30 นาที
ณ วันนี้ บุคลากรทางการแพทย์ต่างๆ ต้องรับภาระอันหนักอึ้ง ทั้งการดูแลผู้ป่วยโควิดที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยด้วยโรคอื่นที่มีอาการหนักหรืออยู่ในภาวะวิกฤต การตรวจคัดกรองโควิด ด้วยภาระที่แบกอยู่นี้ หากไม่มีการจัดระบบการฉีดวัคซีนให้มีประสิทธิภาพ การฉีดวัคซีนตามเป้าหมาย 10 ล้านโดสต่อเดือน ที่กำหนดให้สถานพยาบาลจำนวน 1,000 แห่ง ฉีดให้ได้ 500 คนต่อวัน ซึ่งเป็นภาระงานที่เพิ่มขึ้นจากภาระงานที่ดำเนินการอยู่ ก็อาจทำให้การฉีดวัคซีนไม่เป็นไปตามเป้าหมายได้
ซึ่งผมได้สรุปข้อเสนอแนะในการจัดการฉีดวัคซีน ไว้ที่โพสต์ก่อนหน้านี้ เป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ

