เปิดแผนพัฒนารบ.ดิจิทัล
ชู4ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อน
ยกระดับบริการปชช.-ธุรกิจ
หมายเหตุ – สาระสำคัญส่วนหนึ่ง 4 ยุทธศาสตร์และแนวทางการขับเคลื่อนของ (ร่าง) แผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลของประเทศไทย พ.ศ.2563-2565 จัดทำโดยสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ สพร. ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล เพื่อสนับสนุนการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานและการให้บริการภาครัฐ ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบเมื่อเร็วๆ นี้
ยุทธศาสตร์ที่ 1
ยกระดับคุณภาพการให้บริการ
แก่ประชาชนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล
มุ่งเน้นการพัฒนาบริการดิจิทัลที่มีคุณภาพสำหรับประชาชน โดยการส่งเสริมและสนับสนุนให้หน่วยงานรัฐมีทัศนคติด้านดิจิทัล (Digital Mindset) มีความพร้อมและศักยภาพในการพัฒนาบริการดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพ การจัดตั้งศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลกลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูลดิจิทัลและทะเบียนดิจิทัลระหว่างหน่วยงานของรัฐ
รวมทั้งการเพิ่มความมั่นคงปลอดภัยในการใช้บริการดิจิทัลของประชาชน ด้วยการปกป้องคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน ความปลอดภัยในการยืนยันตัวตนทางดิจิทัลสำหรับการทำธุรกรรมทางดิจิทัล เพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นในการใช้บริการดิจิทัลภาครัฐ อันนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดี ทั้งด้านระยะเวลาที่สะดวกรวดเร็วลดภาระการเดินทาง และความพึงพอใจสูงสุดจากการรับบริการจากภาครัฐในสังคมดิจิทัล
ยุทธศาสตร์ที่ 2
อำนวยความสะดวกภาคธุรกิจไทย
ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล
ให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่ออำนวยความสะดวกภาคธุรกิจไทย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อให้ภาคธุรกิจลดต้นทุนและลดระยะเวลาในการประกอบธุรกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยตลอดกระบวนการธุรกิจ ตั้งแต่การรับคำขออนุญาตผ่านระบบดิจิทัล การพัฒนาระบบเอกสารและใบอนุญาตอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการสร้างโอกาสในการทำธุรกิจโดยส่งเสริมให้เกิดการนำข้อมูลไปพัฒนาบริการและนวัตกรรมที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศในด้านต่างๆ
ยุทธศาสตร์ที่ 3
ผลักดันให้เกิดธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ
ในทุกกระบวนการทำงานของรัฐ
ให้ความสำคัญกับการปรับปรุงกระบวนการทำงานของภาครัฐ เพื่อให้สามารถพัฒนาบริการประชาชนหรือบริหารจัดการภายในภาครัฐด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเต็มศักยภาพ โดยเป็นการส่งเสริมและผลักดันตั้งแต่ต้นกระบวนการ คือ การจัดทำข้อมูลภาครัฐให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลเพื่อรองรับการแลกเปลี่ยน เชื่อมโยง ในการให้บริการประชาชน การปรับปรุงหรือแก้ไขกฎหมายเพื่อให้สามารถเปิดเผย แลกเปลี่ยนข้อมูลได้อย่างถูกต้องเป็นไปตามกรอบธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐจนถึงกระบวนการการส่งเสริมให้ภาครัฐเปิดเผยข้อมูลผ่านศูนย์กลางข้อมูลเปิดภาครัฐ เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบการทำงานโดยเฉพาะข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในทุกขั้นตอน
ยุทธศาสตร์ที่ 4
พัฒนากลไกการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนร่วมขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล
มุ่งเน้นการส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล ผ่านการแสดงความคิดเห็น หรือเสนอแนวทาง หรือนโยบายการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลผ่านช่องทางดิจิทัลที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ โดยครอบคลุมการเสนอความคิดเห็นและการติดตามผลในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ การมีส่วนร่วมในบริการภาครัฐ การมีส่วนร่วมในโครงการและการใช้งบประมาณ และการส่วนร่วมในการออกกฎหมายสาธารณะ รวมทั้งการปรับปรุง หรือแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดรัฐบาลดิจิทัลที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
แนวทางการขับเคลื่อน
แผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลผ่าน 5 กลไก
1.กลไกเชิงนโยบาย
ตามที่ พ.ร.บ.การบริหารงานและการให้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล พ.ศ.2562 ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล มีหน้าที่และอำนาจในการเสนอแนะนโยบายและจัดทำแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลเสนอต่อ ครม. เพื่อพิจารณาอนุมัติการจัดทำธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐเพื่อเป็นหลักการและแนวทางในการดำเนินการให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.การบริหารงานฯ รวมทั้งการกำหนดมาตรฐาน ข้อกำหนดและหลัก เกณฑ์เกี่ยวกับระบบดิจิทัล การกำหนดแนวทางการพัฒนาศักยภาพบุคลากรภาครัฐ เพื่อประโยชน์ในการบริหารงานและการให้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล ตลอดจนให้คำแนะนำหรือข้อเสนอแนะแก่หน่วยงานของรัฐ พร้อมทั้งการกำกับติดตามการดำเนินงานของศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลกลางและศูนย์กลางข้อมูลเปิดภาครัฐ รวมทั้งเสนอแนะต่อ ครม.เพื่อให้มีการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ เป้าหมายที่กำหนด
โดย สพร. จะเป็นหน่วยงานที่เชื่อมโยงระหว่างผู้กำหนดนโยบายและผู้รับนโยบายไปปฏิบัติ หน่วยงานรัฐซึ่งเป็นผู้ที่รับนโยบายไปปฏิบัติจะดำเนินการจัดทำโครงการบรรจุเข้ามายังแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัล โดยโครงการที่ดำเนินการเป็นไปตามข้อกำหนดที่คณะกรรมการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลได้กำหนดแนวทางไว้
2.กลไกการดำเนินงานและการพิจารณา
กลั่นกรองงบประมาณ
จากรายงานวิเคราะห์ผลการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานตามแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลของประเทศไทย พ.ศ.2561-2564 และรายงานผลการสำรวจระดับความพร้อมรัฐบาลดิจิทัลของหน่วยงานภาครัฐของประเทศไทย ประจำปี 2562 ที่รายงานว่าหนึ่งในปัญหาอุปสรรคที่ส่งผลให้การดำเนินโครงการไม่ประสบความ สำเร็จ คือปัญหาอุปสรรคด้านการจัดสรรงบประมาณ ที่ไม่ได้รับการสนับสนุน ดังนั้น มีความจำเป็นต้องอาศัยการสนับสนุนงบประมาณเพื่อช่วยขับเคลื่อนให้โครงการประสบความสำเร็จ
ดังนั้น เพื่อให้แผนประสบความสำเร็จเป็นไปตามเป้าหมาย จึงเพิ่มความสำคัญในมิติของการพิจารณากลั่นกรองงบประมาณ โดยจัดทำแผนงานบูรณาการรัฐบาลดิจิทัล ซึ่งมีเป้าหมายและกรอบ แนวคิดที่สนับสนุนการดำเนินงานของแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ซึ่งมุ่งเน้นโครงการภายใต้แผนที่มีลักษณะการบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานอย่างน้อย 2 หน่วยงาน รวมทั้งกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัด โครงการร่วมกัน ทั้งนี้ เพื่อให้กระบวนการพิจารณางบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ลดความซ้ำซ้อน หากโครงการใดได้รับการบรรจุในแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัล และมีลักษณะตรงตามหลักเกณฑ์ งบประมาณของโครงการดังกล่าวจะเข้าสู่กระบวนการจัดสรรงบประมาณภายใต้แผนงานบูรณาการรัฐบาลดิจิทัล เพื่อนำเสนอสำนักงบประมาณพิจารณาจัดสรรงบประมาณเพื่ออนุมัติต่อไป
3.กลไกการมีส่วนร่วม
จากหน่วยงานภาคีและภาคเอกชน
การมีส่วนร่วมจากหน่วยงานภาคีและภาคเอกชน เป็นกลไกที่ช่วยผลักดันให้ภาพความสำเร็จของการเป็นรัฐบาลดิจิทัลมีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น เนื่องด้วยการขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัลจำเป็นต้องอาศัยการทำงานของหน่วยงานรัฐในรูปแบบบูรณาการ เน้นการมีส่วนร่วมในการช่วยคิดร่วมกำหนดนโยบาย ร่วมวางแผน แบ่งปันข้อมูล ตลอดจนการสนับสนุนด้านงบประมาณ เพื่อให้หน่วยงานรัฐดำเนินงานเป็นไปอย่างมีมาตรฐานและรูปแบบเดียวกัน โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมจากหน่วยงานกลางของรัฐ เช่น สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ล้วนมีบทบาทสำคัญ
นอกจากนี้ภาคเอกชนถือว่ามีความสำคัญในบริบทด้านเศรษฐกิจของประเทศ จะสามารถสะท้อนข้อมูล ทั้งในฐานะผู้ประกอบการและผู้รับบริการจากภาครัฐ ผ่านการแสดงความเห็น
ในอีกด้านภาคเอกชนถือว่ามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างมาก เนื่องจากมีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญและมีศักยภาพ ดังนั้น จึงเปรียบเสมือนส่วนเติมเต็มในการพัฒนาด้านรัฐบาลดิจิทัล ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของบุคลากรในการพัฒนาบริการและระบบต่างๆ ในภาครัฐอย่างมาก รวมถึงการถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้กับบุคลากรภาครัฐต่อไป
4.กลไกการปรับปรุงโครงสร้าง
ระบบราชการด้านบุคลากรภาครัฐ
เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาภาครัฐในมิติด้านดิจิทัล ไม่เพียงแต่การยกระดับบุคลากรภาครัฐให้สามารถทำงานภายใต้สภาพแวดล้อมเชิงดิจิทัลที่ทุกหน่วยงานภาครัฐเร่งดำเนินการเท่านั้น ภาครัฐควรมีมาตรการส่งเสริมและเปิดโอกาสให้บุคลากรภายนอกที่มีความรู้ ความสามารถด้านดิจิทัลจากภาคเอกชนหรือส่วนอื่นๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการผลักดันและยกระดับการทำงานของรัฐ เปิดพื้นที่ให้บุคลากรที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะด้านดิจิทัลเข้ามาปฏิบัติงานในภาครัฐมากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างพื้นที่ของการแลกเปลี่ยน เรียนรู้จากองค์ความรู้ภายนอก ขยายมุมมองการทำงานด้วยดิจิทัลของรัฐให้กว้างไกลเท่าทันกับสังคมภายนอก และนำรูปแบบที่เหมาะสมต่อบริบทของรัฐไทยเข้ามาประยุกต์ใช้กับหน่วยงานภาครัฐ ร่วมกับการพัฒนาทักษะบุคลากรด้านดิจิทัลในมิติต่างๆ ให้แก่ CIO และเจ้าหน้าที่ในระดับปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุม เพื่อลดปัญหาอุปสรรคที่เกิดจากวิธีคิดในการทำงานของบุคคลในรูปแบบเดิมและยกระดับให้มิติด้านบุคลากรเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล
5.กลไกการติดตาม
และประเมินผลโครงการ
เป็นกลไกที่จะสะท้อนว่าแผนงาน/โครงการที่หน่วยงานรัฐดำเนินการมีผลสัมฤทธิ์เกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผล หรือล้มเหลว ซึ่งสามารถเริ่มดำเนินการในลักษณะคู่ขนานพร้อมกับช่วงระยะเวลาที่หน่วยงานเริ่มต้นดำเนินโครงการได้ทันที ซึ่งรูปแบบการติดตามและประเมินผลโครงการจะมีลักษณะรูปแบบที่เป็นการผสมผสานระหว่างบุคลากร และระบบ รวมทั้งรูปแบบวิธีการติดตามที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละหน่วยงาน เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นในการดำเนินงานและช่วยเสริมสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงาน
มีกิจกรรมที่สำคัญ เช่น การสร้างความเข้าใจกับหน่วยงานในเรื่องของการจัดทำแผนงาน/โครงการภายใต้แผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลของประเทศไทย การติดตามข้อมูลการดำเนินโครงการของแต่ละหน่วยงาน เพื่อนำข้อมูลที่ได้รับมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินถึงค่าความสำเร็จ ที่จะเกิดขึ้นในแต่ละโครงการ
รูปแบบวิธีการติดตามอาจจะต้องมีเครื่องมือ หรือระบบเข้ามาเป็นส่วนเสริมในการทำงาน เพื่อไม่ให้เกิดภาระกับหน่วยงานที่จัดทำโครงการ อาจต้องใช้กลไกการมีส่วนร่วมจากหน่วยงานกลางของรัฐในการเชื่อมโยงข้อมูล อาทิ ระบบติดตามและประเมินผลแห่งชาติ หรือระบบ eMENSCR ซึ่งเป็นระบบติดตามการดำเนินโครงการของภาครัฐภายใต้แผนยุทธศาสตร์ชาติ อีกทั้ง ก.พ.ร. มีระบบรายงานผลการประเมินส่วนราชการตามมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการ หรือระบบ e-SAR ที่ให้หน่วยงานรัฐได้รายงานผลการดำเนินงานด้วยเช่นกัน
แต่เนื่องด้วยข้อมูลที่ สพร.จะต้องนำมาวิเคราะห์ในส่วนของค่าความสำเร็จโครงการภายใต้แผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัล อาจมีข้อมูลในบางมิติที่หน่วยงานไม่ได้กรอกเข้ามาภายในระบบ eMENSOR และระบบ e-SAR ดังนั้น สพร.อาจจะรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมผ่านช่องทางอื่นๆ ที่เหมาะสมเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับหน่วยงานและเพิ่มความรวดเร็วในการติดตามข้อมูลหากมีความจำเป็นผ่านแบบรายงานผลการดำเนินโครงการ
หรือรายการตรวจสอบข้อมูลโครงการ โดยใช้ช่องทางการติดตามในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์และการจัดส่งเอกสาร เพื่อนำข้อมูลมาประเมินผลสัมฤทธิ์

