หน้าแรก การเมือง อาจารย์นิติศา...

อาจารย์นิติศาสตร์ เขียนบทความถึง เลขาฯศาลยุติธรรม ระบุไม่เห็นด้วยต่อคำชี้แจง

24.04.21 | 14:33 น.
อาจารย์นิติศาสตร์ เขียนบทความถึง เลขาฯศาลยุติธรรม ระบุไม่เห็นด้วยต่อคำชี้แจง

เมื่อวันที่ 24 เมษายน รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล นักวิชาการคณะนิติศาสตร์ เขียนบทความถึง นายพงษ์เดช วานิชกิตติกูล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กรณีการแถลงเหตุผลทางวิชาการเรื่องการประกันตัว และสิทธิของผู้ต้องหา โดย รศ.สมชายระบุว่า


ตามที่นายพงษ์เดชได้ออกมาชี้แจงเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของศาล “ยุติธรรม” ในเรื่องที่เกี่ยวกับการประกันตัวในหลายคดีที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2564 นั้น โดยได้ยืนยันว่าทางศาลได้ให้ความสำคัญกับสิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราวและชี้แจงถึงหลักเกณฑ์ของกฎหมายที่นำมาใช้ในการปฏิบัติหน้าที่

ผมมีความไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งต่อคำชี้แจงดังกล่าว โดยมีเหตุผลดังต่อไปนี้

ประการแรก หลักการของระบบกฎหมายสมัยใหม่ก็คือ การยืนยันในหลักของการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ไว้ก่อน (presumption of innocence) อันมีความหมายว่าเมื่อบุคคลใดถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดแล้ว ในเบื้องต้น ต้องสันนิษฐานและปฏิบัติต่อเขาในฐานะของผู้ที่บริสุทธิ์ไว้ก่อน ลำพังเพียงการมีข้อกล่าวหาใดๆ ยังไม่อาจทำให้บุคคลนั้นต้องเสียสิทธิพื้นฐานตามที่ตนเองพึงมี

Advertisement

หลักการดังกล่าวนี้ถือเป็นสิทธิพื้นฐานของระบบกฎหมายในโลกสมัยใหม่อันเป็นผลมาจากประสบการณ์อันขมขื่นของมนุษยชาติในอดีต ซึ่งเคยยึดถือหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นอาชญากร ซึ่งได้ละเมิดและทำร้ายกับบุคคลที่เพียงถูกกล่าวหาอย่างอยุติธรรม รัฐธรรมนูญและกฎหมายอาญาของนานาอารยะประเทศในห้วงเวลาปัจจุบันล้วนแต่รับรองหลักการข้อนี้ไว้อย่างหนักแน่น เช่นเดียวกันกับที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญและกฎหมายอาญาของไทย ความข้อนี้นักเรียนกฎหมายต่างรับรู้กันเป็นอย่างดีจึงแทบไม่ต้องอธิบายในรายละเอียดแต่อย่างใด

ประการที่สอง การยอมรับหลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์นำมาสู่การวางหลักเกณฑ์ว่าหากบุคคลใดเผชิญกับข้อกล่าวหาในคดีอาญา การประกันตัวจะถือว่าเป็น “บทหลัก” ที่ต้องได้รับการปฏิบัติ ส่วนการควบคุมตัวภายใต้อำนาจรัฐนั้นจะเป็น “ข้อยกเว้น” โดยทั่วไปการควบคุมตัวจะอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์สำคัญ 2 ข้อ คือ มีพฤติกรรมแสดงให้เห็นถึงการพยายามหลบหนีจากคดี หรือการเข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน อันถือเป็นเงื่อนไขลำดับต้น ส่วนกรณีอื่นๆ นับเป็นเงื่อนไขในลำดับรอง ซึ่งหากจะนำมาพิจารณาประกอบก็ต้องเป็นไปอย่างเคร่งครัด โดยต้องยึดถือหลักการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ไว้เป็นอันดับแรก

ประการที่สาม กรณีการกล่าวอ้างว่าการควบคุมตัวผู้ต้องหาด้วยเหตุผลว่า “กฎหมายมุ่งป้องกันมิให้จำเลยหรือผู้ต้องหาไปกระทำซ้ำในสิ่งที่ถูกฟ้องร้องหรือถูกกล่าวหาว่าเป็นความผิด” การให้เหตุผลในลักษณะดังกล่าวย่อมทำให้เข้าใจไปได้ผู้ตัดสินมีแนวโน้มจะเห็นว่าการกระทำของผู้ต้องหานั้นเป็นความผิดแล้ว สมมุติว่าหากเปิดโอกาสให้มีการต่อสู้คดีอย่างเป็นธรรมแล้ว ต่อมาภายหลังศาลได้ยกฟ้องต่อข้อกล่าวหาที่มีต่อผู้ต้องหา บุคคลใดจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชนเหล่านี้

ประการที่สี่ ตามที่นายพงษ์เดชได้มีการอ้างอิงถึงข้อมูลว่าศาลได้มีการอนุญาตให้มีการปล่อยตัวชั่วคราวสูงถึงร้อยละ 91.26 ปฏิเสธไม่ได้ว่าการปล่อยตัวชั่วคราวนั้นมีอัตราสูงเป็นอย่างมากจริง ดังจะพบว่าในหลายคดีก็ล้วนได้รับการประกันตัว เช่น คดีบอส อยู่วิทยา ทายาทกระทิงแดงที่ขับรถชนตำรวจตาย, คดีนักธุรกิจยิงเสือดำ เป็นต้น

แต่คำถามสำคัญก็คือว่าในคดีที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 ได้มีการอนุญาตปล่อยตัวเป็นสัดส่วนจำนวนเท่าใด กรณีเหล่านี้ต่างหากเป็นข้อพิพาทอันนำมาซึ่งความสงสัยต่อการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายตุลาการ

จากที่กล่าวมาทั้งหมด ผมจึงไม่สามารถมีความเห็นเป็นอย่างอื่นไปได้นอกจากการยืนยันว่าการประกันตัวที่เกิดเป็นข้อโต้แย้งกับคดีการเมืองในห้วงเวลานี้ ไม่ได้เป็นไปตามหลักการทางกฎหมายอันเป็นสากล รวมทั้งไม่สอดคล้องกับระบบกฎหมายสมัยใหม่เป็นอย่างยิ่ง