‘ไพศาล พืชมงคล’ จี้เลิกสถานการณ์ฉุกเฉินก่อนสาย แนะช่องผู้ได้รับผลกระทบฟ้องแพ่ง-อาญา

ไพศาล พืชมงคล

‘ไพศาล พืชมงคล’ จี้เลิกสถานการณ์ฉุกเฉินก่อนสาย แนะช่องผู้ได้รับผลกระทบฟ้องแพ่ง-อาญา

เมื่อวันที่ 25 เมษายน ที่ห้องประชุมไทยไม่ทน สถานี Peace TV รามอินทรา คณะสามัคคีประชาชนเพื่อประเทศไทย ได้จัด เวทีอภิปรายออนไลน์ #ไทยไม่ทน เป็นวันที่ 2

ในตอนหนึ่ง นายไพศาล พืชมงคล เลขาธิการสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน กล่าวในหัวข้อ “การระบาดโควิดกับความล้มเหลวของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์” ว่า สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ตั้งแต่เริ่มต้น ตนติดตามสถานการณ์มาอย่างใกล้ชิด ซึ่งในประเทศจีน ช่วงแรกมีการระบาดรุนแรงมาก แต่รัฐบาลจีนสามารถรับมือได้เป็นอย่างดี จนทำให้การระบาดลดลงในระยะเวลาอันรวดเร็ว และไม่ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจ

นายไพศาลกล่าวว่า ส่วนประเทศไทยอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินมาแล้วกว่า 15 เดือน ส่งผลกระทบต่อประชาชน เศรษฐกิจในวงกว้าง โดยตั้งคำถามต่อมาตรการต่างๆ ว่าเกินสมควรไปหรือไม่ รวมถึงคณะทำงาน ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้เหมาะสมหรือไม่ ในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นการรวบอำนาจสั่งการมาไว้ที่นายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว ส่งผลต่อการบริหารราชการไม่เป็นปกติ

ไพศาล พืชมงคล

นายไพศาลกล่าวอีกว่า แม้ใน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะมีการระบุว่าไม่สามารถเอาผิดกับผู้รับผิดชอบได้ แต่ในรัฐธรรมนูญได้ระบุหน้าที่ของรัฐไว้ว่า ผู้ได้รับผลกระทบมีสิทธิขอเยียวยาจากรัฐ หากมาตรการใดออกโดยทุจริต ไม่สุจริต เกินสมควร เลือกปฏิบัติ ไม่เป็นธรรม ผู้กระทำต้องรับผิดทางอาญา และแพ่งด้วย แม้จะไม่สามารถฟ้องศาลปกครองได้ แต่ศาลฎีกาได้วางบรรทัดฐานไว้แล้วว่าศาลยุติธรรมมีอำนาจรับพิพากษาคดีเช่นนี้ได้ โดยฟ้องผ่านศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง โดยสามารถฟ้องคดีแพ่งพ่วงกันได้ด้วย

“ขอเสนอให้นายกรัฐมนตรีเร่งนำประเทศเข้าสู่สถานการณ์ปกติโดยเร็วที่สุด อย่าให้สายเกินไป ประกาศให้นำยาที่ได้ผลในการรักษาโควิด-19 กลับมาใช้ใหม่ รวมถึงประกาศให้ประชาชนสามารถหายาแผนไทย และยาแผนปัจจุบันมารักษาตัวเองตามอาการได้ อีกทั้งต้องประกาศยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉินได้แล้ว” นายไพศาลกล่าว

นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น กล่าวว่า ที่ประเทศเราประสบปัญหาทุกวันนี้ก็เพราะการบริหารงานที่ไร้ประสิทธิภาพของนายกรัฐมนตรีที่หลงในอำนาจ แบบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพราะเขาเป็นเผด็จการทหาร คิดว่าตัวเองมีอำนาจเบ็ดเสร็จในมือ คนเตือนไม่ฟัง คุมอารมณ์ไม่ได้

นายวีระกล่าวว่า รอบแรกที่สยบโควิดได้ดี เพราะบุคลากรทางการแพทย์ที่เก่ง มีประสิทธิภาพ แต่รัฐบาลก็ตีกิน ฉกเอามาเป็นผลงานตัวเอง แล้วยังชะล่าใจ เหลิง ไม่ระวัง ไม่เตรียมการเรื่องวัคซีนให้ดี

ทั้งนี้ นายวีระยังได้ยกตัวอย่างถึงผู้นำในหลายประเทศ ทั้งระดับนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่รับผิดชอบลาออกจากตำแหน่ง เพราะบริหารจัดการเรื่องโควิด-19 ไม่มีประสิทธิภาพ ผิดพลาด

“ไล่ พล.อ.ประยุทธ์คนเดียว ทั้งคณะรัฐมนตรีก็ต้องออกไปหมด ไม่จำเป็นต้องไล่รัฐมนตรีทีละคนเลย คนมักถามกันว่านายกรัฐมนตรีคนต่อไปจะชื่ออะไร ผมคิดว่าไม่ต้องสนใจ ถ้าบริหารได้บริหารดี แก้ปัญหาประเทศได้ ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าบริหารไม่ได้ ประเทศเสียหาย เราก็ไล่อีก

“การปกครองระบอบประชาธิปไตยก็เป็นเช่นนี้ หากเข้ามาตามวิถีประชาธิปไตย ตามกติกา ตามรัฐธรรมนูญที่เป็นธรรม ถ้าเข้ามาถูกต้อง ก็บริหารไป ทำไม่ดีก็ถูกตรวจสอบ ลงโทษ โดนด่ามาก ไล่มาก ก็ยุบสภา ทำดีก็อยู่ไปจนครบสี่ปี ประเทศใดๆ ในโลกก็ทำเช่นนี้ แต่ไม่ใช่การยึดอำนาจ เป็นกบฏฉีกรัฐธรรมนูญ แล้วมาเขียนกติกา

“ที่ผมต้องย้ำเรื่องนี้บ่อยๆ เพราะ พี่น้องประชาชนบางคนไม่เข้าใจคำว่า เผด็จการทหารสืบทอดอำนาจ ทุกวันนี้ผลพวงของการรัฐประหารยังอยู่ครบ ประกาศ คำสั่ง คสช. หลายร้อยฉบับก็ยังอยู่ อีกทั้งยังเขียนไว้ใน รัฐธรรมนูญ ห้ามเอาผิด ตรวจสอบย้อนหลังอีก นี่คือเผด็จการทหาร คือสิ่งที่ต้องย้ำ ต้องพูดให้เข้าใจ

“และอย่าคิดไปเองว่าประยุทธ์มาตามวิถีประชาธิปไตย เขามาตามวิถีสืบทอดอำนาจจนถึงทุกวันนี้ ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งอย่างแท้จริง จึงไม่มีจิตวิญญาณประชาธิปไตย ทำอะไรตามใจตัวเอง ให้ผลตอบแทนแต่พวกตัวเอง ไม่คิดถึงประชาชน ในสถานการณ์โควิด-19 จะเห็นชัดว่าเขาไม่สนใจ” นายวีระกล่าว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon