“ยิ่งลักษณ์”ทำบุญอวยพรวันเกิดสมชาย รำลึก 30รักษาทุกโรค ทำคนเท่าเทียมมากขึ้น

31.08.16 | 16:34 น.

“ยิ่งลักษณ์” ทำบุญวัดสามัคคีธรรม-แจกข้าวสารอาหารแห้งให้ผู้มีรายได้น้อย พร้อมอวยพรวันเกิด “สมชาย” ขอให้แข็งแรง-ผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆไปได้

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 31 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ พร้อมด้วยอดีตรัฐมนตรีและ อดีต ส.ส และ ทีมงาน ส.กและ ส.ข. พรรคเพื่อไทย (พท.) เช่น นายวัฒนา เมืองสุข อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ น.ส.ภูวนิดา คุณผลิน อดีต ส.ส.กทม และร.ท.หญิง สุณิสา เลิศภควัต อดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปร่วมทำบุญเนื่องในวันคล้ายวันเกิด 87 ปี หลวงปู่หล่ำ สิริธัมโม เจ้าอาวาสวัดสามัคคีธรรม ที่วัดสามัคคีธรรม ซอยลาดพร้าว 80 โดยบรรยากาศมีประชาชนจำนวนมาก รอต้อนรับและมอบดอกไม้ให้กำลังใจ ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้สักการะพระประธานในศาลาเอนกประสงค์และกราบนมัสการหลวงปู่หล่ำ พร้อมทั้งสงฆ์น้ำเพื่อเป็นสิริมงคล ก่อนเดินทางไปแจกข้าวสารอาหารแห้งแก่ผู้มีรายได้น้อย

นอกจากนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้อวยพรวันคล้ายวันเกิดนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ ว่า “ดิฉันเคารพและนับถือนายกฯสมชายเหมือนดั่งพี่ชาย เพราะเป็นคนทที่ใจดี มีเมตตากับน้องๆทุกคน ในวันคล้ายวันเกิดปีนี้ขอให้ท่านมีความสุข สมหวัง สุขภาพแข็งแรงและผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆไปได้ค่ะ”

นอกจากนี้ วันนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังโพสต์ข้อความระบุว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา ดิฉันได้เล่าถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว สัปดาห์นี้จึงอยากจะหยิบยกเรื่องความสำคัญของสุขภาพประชาชน ซึ่งนับเป็นปัจจัยหลักของสังคมมาเล่าสู่กันฟังค่ะ

หากมองย้อนไปโครงการการ 30 บาทรักษาทุกโรค กำแพงพิงหลังของผู้ยากไร้ ในหลักคิดที่ว่า “ประชาชนทุกคนควรได้รับสิทธิในการรับการรักษาพยาบาลที่มีคุณค่า อย่างเท่าเทียมและทั่วถึง” ถูกนำมาใช้และประสบความสำเร็จเป็นอันมากในช่วงรัฐบาลไทยรักไทย และเป็นที่ยอมรับจากนานาประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นายอมาตยา เซ็น ศาสตราจารย์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ที่บอกว่า “นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคเป็นนโยบายสาธารณสุขที่โลกควรเอาเป็นแม่แบบ… ทำให้ไทยมีอัตราการตายลดต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด เป็นนโยบายที่สร้างความเท่าเทียมกันในสังคมด้านการแพทย์อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”

Advertisement

ต่อมาในสมัยรัฐบาลดิฉันเองได้ต่อยอดนโยบายดังกล่าวด้วยการบริหารงบประมาณ ให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด ผ่านการบูรณาการสิทธิประโยชน์ ระหว่าง 3 กองทุน คือ กองทุนประกันสุขภาพถ้วนหน้า กองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ และกองทุนประกันสังคม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และให้ประชาชนได้รับสิทธิประโยชน์และประสิทธิภาพทางการรักษาอย่างเต็มที่ เช่น

1. กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน เพื่อลดอัตราการตายหรือเจ็บป่วยให้มากที่สุด ด้วยการที่ให้ประชาชนที่ประสบอุบัติเหตุ สามารถเข้ารับการรักษาได้ทุกโรงพยาบาล ใกล้ที่ไหน ไปที่นั่น โดยไม่ต้องสำรองจ่าย อีกทั้งผู้ป่วยไตวายและผู้ป่วย HIV ยังได้รับวิธีการรักษาที่ดีมีมาตรฐานการเดียวกัน

2. การย้ายสิทธิบัตรทองในกรณีไปทำงานหรือเรียนต่อต่างภูมิลำเนาโดยใช้แค่บัตรประชาชนเพียงใบเดียวไปแจ้งย้ายสิทธิที่สำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอ เพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงการรักษาให้มากที่สุด

3. การบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ ประชาชนมียาที่มีมาตรฐานและคุณภาพใช้อย่างเพียงพอ แม้ยาแพงแต่หากเหมาะสมกับโรค รัฐบาลก็จะจัดหาให้ พร้อมขยายความคุ้มครองให้ครอบคลุมโรคร้ายแรงและมีค่าใช้จ่ายสูงด้วยค่ะ

4. การใช้เทคโนโลยีเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงแพทย์ พยาบาล โดยเฉพาะในที่ห่างไกล เสมือนคนไทยมีหมอประจำครอบครัวที่ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา ดูแลสุขภาพถึงที่บ้าน และช่วยประสานการส่งต่อไปรับบริการกับผู้เชี่ยวชาญผ่านระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัย หรือที่เรียกว่า Telemedicine

5. การลดค่าใช้จ่าย ด้วยการทำงานเชิงรุกป้องกันโรคที่จะเกิดหรือติดเชื้อมากขึ้นโดยพัฒนาการสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพดี รวมถึงการส่งเสริม แพทย์แผนไทยอีกด้วย

ซึ่งทุกๆครั้งที่ลงพื้นที่ในหลายจังหวัดหรือแม้แต่กระทั่งในกรุงเทพฯเองพี่น้องประชาชนก็ยังคงพูดถึงประโยชน์ที่ตัวเองหรือญาติพี่น้องได้รับจากโครงการดังกล่าวอยู่ตลอดเวลา ฟังแล้วก็ปลื้มใจค่ะ และดิฉันก็ยังได้รับโทรศัพท์มาขอบคุณด้วยตัวเองถึงระบบแพทย์ฉุกเฉินว่า ตอนที่คุณแม่เขาประสบอุบัติเหตุและคิดว่า คงไม่ทีเงินจ่ายค่ารักษาแน่ แต่ด้วยนโยบายไม่ต้องสำรองจ่ายก่อน ทำให้เขาสามารถช่วยแม่ให้รอดชีวิตได้ ดิฉันก็หวังแต่เพียงว่าประชาชนคนไทยจะสามารถเข้าถึงและได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานในการรับการรักษาพยาบาลอย่างมีคุณภาพและเท่าเทียมกันนะคะ เพราะหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า คือ “การลงทุน” ในทรัพยากรมนุษย์ของประเทศมากกว่า “การใช้จ่าย” หากประชาชนมีสุขภาพดี ก็ย่อมจะเป็นกำลังสำคัญให้กับประเทศชาติต่อไปค่ะ #เก็บมาเล่า