ร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 272 กับคำถามพ่วงในมุมมองของข้าพเจ้า

1.09.16 | 13:52 น.

ก่อนวันที่ 7 สิงหาคม 2559 ซึ่งเป็นวันลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และคำถามพ่วง ก็มีบุคคลโทรศัพท์มาสอบถามความเห็นโดยให้วิจารณ์ว่ารัฐธรรมนูญฉบับใดดีกว่าฉบับใด ผู้ที่สอบถามมาส่วนใหญ่จะเป็นนักข่าวของสำนักต่างๆ จะป้องกันตัวเองโดยตอบว่าไม่ทราบก็จะเป็นการตัดไมตรี และผู้ถามคงไม่เชื่อว่าผู้เขียนจะไม่รู้จริง ครั้นจะตอบตรงๆ ก็เกรงว่าจะขัดใจคนบางหมู่บางเหล่าที่ไม่ชอบรับประทานยารสขม จึงตอบนักข่าวที่สอบถามไปว่า “อาจารย์จะไม่วิจารณ์ความดีหรือไม่ดีของรัฐธรรมนูญฉบับหนึ่งฉบับใด แต่จะขอตอบแต่เพียงว่า การพิจารณาว่ารัฐธรรมนูญฉบับใดมีบทบัญญัติที่เป็นไปตามครรลองของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ ให้พิจารณาบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนั้นๆ โดยยึดถือหลักใหญ่ 4 ประการ (ใครอยากทราบรายละเอียดโปรดหาดูได้จากการให้สัมภาษณ์ของผู้เขียนซึ่งให้ไว้ก่อนวันที่ 7 สิงหาคม)” หลังจากผลประชามติออกมาแล้วผู้เขียนก็ไม่ตอบคำถามเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญอีกเลย เพราะให้ความเคารพต่อการตัดสินใจของประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยว่าเขาได้เลือกแล้วว่าจะอยู่ภายใต้การปกครองในแบบใด แต่ต่อมาได้เกิดข่าวเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 272 กับคำถามพ่วง ซึ่งผ่านการเห็นชอบของประชาชนชาวไทยไปแล้ว โดยมีนักกฎหมายจำนวนหนึ่งมีความเห็นว่า สมาชิกวุฒิสภาซึ่งมิได้มาจากความเห็นชอบของประชาชนจำนวน 250 คน และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประชุมร่วมกัน นอกจากจะมีอำนาจพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ยังมีสิทธิที่จะเสนอชื่อผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วย ก่อนที่จะพิจารณาความหมายของคำถามพ่วงนี้ควรจะได้มาพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 เสียก่อน เพื่อความเข้าใจง่ายผู้เขียนขอแยกองค์ประกอบของมาตรานี้ ดังนี้

1.เมื่อมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว (ซึ่งต้องทำการเลือกตั้งภายใน 150 วัน นับแต่วันที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ มาตรา 267 (1) (2) (3) และ (4) มีผลบังคับแล้ว)

2.มีกรณีไม่อาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่อในบัญชีรายชื่อ ซึ่งเสนอโดยพรรคการเมืองที่มีสมาชิกได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่น้อยกว่าร้อยละห้า (คือไม่น้อยกว่า 25 คน) ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบเพื่อแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี

3.สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ (250 คน) เข้าชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภา (ประธานสภาผู้แทนราษฎร) ขอให้รัฐสภา (สภาผู้แทนและวุฒิสภา) มีมติยกเว้นเพื่อไม่ต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88

4.ให้ประธานรัฐสภาจัดให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา และในกรณีที่รัฐสภามีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา (ประมาณ 500 คน) ให้ยกเว้นได้ ให้สภาผู้แทนราษฎรดำเนินการตามมาตรา 159 ต่อไป

Advertisement

5.สภาผู้แทนราษฎรต้องพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี การเสนอชื่อต้องมีสมาชิกรับรองไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร การเห็นชอบต้องกระทำโดยการลงคะแนนโดยเปิดเผย และมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร

พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 แล้วจะเห็นได้ชัดเจนว่า หากมีกรณีที่ไม่อาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีเป็นบุคคลที่มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งเข้าชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภาให้รัฐสภามีมติยกเว้นเพื่อให้ไม่ต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีตามมาตรา 88 และหากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาในฐานะรัฐสภาร่วมกันมีมติสองในสามของจำนวนสมาชิกของทั้งสองสภา ในกรณีเช่นนี้ มาตรา 272 บัญญัติให้สภาผู้แทนราษฎรกลับไปดำเนินการตามมาตรา 159 ต่อไป โดยจะเสนอชื่อผู้อยู่ในบัญชีรายชื่อตามมาตรา 88 หรือไม่ก็ได้ เมื่อพิจารณามาตรา 272 แล้วเห็นว่าวุฒิสมาชิกจำนวน 250 คน ไม่มีอำนาจเสนอชื่อผู้สมควรเป็นนายกรัฐมนตรีแต่อย่างใด คงมีอำนาจแต่จะมีการออกเสียงยกเว้นมิได้ต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี จากผู้มีชื่อในบัญชีที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 เท่านั้น ส่วนการดำเนินการเสนอชื่อ ผู้สมควรเป็นนายกรัฐมนตรีจะเป็นอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งต้องดำเนินการตามมาตรา 159 ส่วนคำถามพ่วงซึ่งมีประชามติเห็นชอบ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม มีข้อความดังนี้ “เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแบบแผนยุทธศาสตร์ สมควรกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลว่า ในระหว่าง 5 ปีแรก นับแต่วันที่มีรัฐสภา (สภาผู้แทนฯและวุฒิสภา) ชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป”

เมื่อพิจารณามาตรา 272 แล้วว่าไม่ให้อำนาจวุฒิสมาชิกในการเสนอชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และหากจะกลับมาพิจารณาคำถามพ่วง ประโยคที่ว่า “ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี” ซึ่งหากจะตีความลายลักษณ์อักษรแล้วคำว่า “พิจารณา” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ให้ความหมายว่า “ตรวจตรา ตริตรอง สอบสวน” ต่างจากคำว่า “เสนอ” ซึ่งมีความหมายว่า “ยื่นเรื่องราว ความเห็นเพื่อให้สั่งการ” การตีความบทบัญญัติของกฎหมายนั้นหากลายลักษณ์อักษรที่ปรากฏในบทบัญญัติยังไม่ชัดแจ้ง ก็จะต้องไปตรวจดูเจตนารมณ์ของผู้ร่างกฎหมาย เหตุผลที่ไม่น่าจะเชื่อว่าผู้เขียนบทเฉพาะกาลนี้จะมีความต้องการถึงกับจะให้สมาชิกวุฒิสภาจำนวน 250 คน ที่มิได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนมีสิทธิเสนอชื่อบุคคลที่ประชาชนไม่มีส่วนเห็นชอบมาเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการบริหารประเทศ มีดังต่อไปนี้

1.ประชาชนชาวไทยควรจะมีสิทธิในการเลือกผู้ที่จะเข้าสู่อำนาจบริหารประเทศโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีอันเป็นไปตามครรลองของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

2.ถ้าพิจารณาดูถ้อยคำในคำถามพ่วง จะเห็นว่ามีแต่ข้อความที่ให้ที่ประชุมร่วมของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนข้อความในมาตรา 159 นั้น แม้ในวรรคหนึ่ง จะใช้คำว่า “ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีจาก…..” แต่ในวรรคสอง ก็ใช้คำว่า “การเสนอชื่อตามวรรคหนึ่งต้องมีสมาชิกไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนของสมาชิก…..” ดังนั้น หากผู้บัญญัติคำถามพ่วงมีเจตนารมณ์ให้วุฒิสมาชิกมีสิทธิเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีก็ควรจะเขียนให้ชัด เมื่อเขียนไม่ชัดดังนี้ก็ต้องตีความตัวอักษรและเจตนารมณ์ของผู้ร่างซึ่งน่าจะมีจิตวิญญาณของความเป็นประชาธิปไตยอยู่บ้างว่าวุฒิสมาชิกไม่มีอำนาจเสนอชื่อผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะถ้าให้อำนาจวุฒิสมาชิกเสนอชื่อผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ เช่นเดียวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา 159 แล้วแสดงว่าผู้ร่างคำถามพ่วงของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้อาจจะหลงลืมไปเสียสนิทว่าเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริงนั้นคือประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ หาใช่บุคคลจำนวน 250 คน ซึ่งมาจากการแต่งตั้งจากบุคคลหรือคณะบุคคลที่มิได้ฟังเสียงของประชาชน อย่างไรก็ตามแม้ท่านจะลืมความสำคัญในข้อนี้ แต่ผู้เขียนมั่นใจว่าผู้ร่างบทเฉพาะกาลคงจะระลึกถึงพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์ผู้ทรงปรารถนาสละพระราชอำนาจที่ทรงมีแก่ราษฎรของพระองค์ มิใช่ให้แก่ผู้ใด คณะใด พระราชหัตถเลขานั้นมีความว่า “ข้าพเจ้าเห็นว่าคณะรัฐบาลและพวกพ้อง ใช้วิธีการปกครองซึ่งไม่ถูกต้องตามหลักการของเสรีภาพในตัวบุคคลและหลักความยุติธรรมตามความเข้าใจและยึดถือของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่สามารถที่จะยินยอมให้ผู้ใด คณะใด ใช้วิธีการปกครองอย่างนั้นในนามของข้าพเจ้าต่อไปได้ ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใด โดยเฉพาะเพื่อใช้อำนาจโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร”

ดังนั้นเมื่อได้พิจารณาคำถามพ่วงไม่ว่าจะตามตัวอักษรหรือเจตนารมณ์ของผู้ร่างแล้ว ไม่มีเหตุผลที่จะตีความบทบัญญัตินี้ขยายกว้างไปจนถึงให้อำนาจวุฒิสมาชิกซึ่งมิได้มาจากความเห็นชอบของประชาชนมีส่วนในการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีแต่อย่างใด

หมายเหตุ – สมลักษณ์ จัดกระบวนพล เป็นอดีตผู้พิพากษาศาลฎีกาและกรรมการ ป.ป.ช. อาจารย์พิเศษผู้บรรยายวิชาระบบศาลและหลักทั่วไปว่าด้วยการพิจารณาคดี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์